
สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ เดินเกม 4P เร่งสร้าง "สนามทดลองเปลี่ยนผ่านเมือง" คาร์บอนต่ำ
สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ทดลองโมเดล 4P ผนึกรัฐ เอกชน ประชาชน เปลี่ยนเมืองอุตสาหกรรมสู่คาร์บอนต่ำ ครอบคลุมพลังงาน ขยะ เกษตร และพื้นที่สีเขียว
KEY
POINTS
- โครงการ "สระบุรีแซนด์บ็อกซ์" ใช้โมเดลความร่วมมือ 4P (Public-Private-People Partnership) ที่ผนึกกำลังภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านจังหวัดอุตสาหกรรมไปสู่เมืองคาร์บอนต่ำ
- แนวทางหลักคือการใช้ทั้งจังหวัดเป็น "สนามทดลอง" (Area-based Approach) ที่มองภาพรวมทั้งระบบ ไม่ได้จำกัดแค่การลดคาร์บอนในโรงงาน แต่ครอบคลุมถึงการจัดการพลังงาน ของเสีย เกษตรกรรม และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว
- เป้าหมายของโครงการไม่ใช่แค่การทดลองเทคโนโลยี แต่คือการสร้างต้นแบบการทำงานร่วมกันและทดสอบกฎระเบียบใหม่ๆ เพื่อหาแนวทางที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในวงกว้าง และเป็นกรณีศึกษาในระดับประเทศและนานาชาติ
สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ เมื่อเมืองอุตสาหกรรมทดลองเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอาจไม่ได้จบอยู่ที่การเปลี่ยนเทคโนโลยีของโรงงาน แต่กำลังขยับไปสู่โจทย์ใหญ่กว่า คือจะทำอย่างไรให้ทั้ง “พื้นที่” เปลี่ยนไปพร้อมกัน โดยไม่ทิ้งภาคอุตสาหกรรม ชุมชน และเศรษฐกิจท้องถิ่นไว้ข้างหลัง
ประเด็นนี้ถูกหยิบขึ้นมาพูดถึงอีกครั้งในเวทีเสวนา “Building Thailand’s Next Growth Engine: Climate-Resilient Infrastructure for the Future Industries” ภายในงาน The Bangkok Business Summit 2026: Reinvent Thailand, Resilient ASEAN
โดยนายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ร่วมแลกเปลี่ยนกับผู้แทนภาครัฐ ภาคธุรกิจ และธนาคารโลก โดยยก “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์” เป็นกรณีศึกษาของการทำงานแบบ Public–Private–People Partnership (4P) หรือการประสานพลังรัฐ เอกชน และประชาชนในการทำงานระดับพื้นที่ (Area-based Approach)
สาระสำคัญไม่ได้อยู่เพียงการลดการปล่อยคาร์บอนจากภาคอุตสาหกรรม แต่คือการทดลองว่า เมืองที่มีฐานเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมหนักจะสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยให้คนในพื้นที่มีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร
ทำไมต้อง “สระบุรี”
สระบุรีมีโครงสร้างเศรษฐกิจที่ผูกกับอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และอุตสาหกรรมหนักอย่างชัดเจน ทำให้จังหวัดมีโจทย์ด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ซับซ้อนกว่าเมืองทั่วไป เพราะการลดคาร์บอนต้องจัดการทั้งพลังงาน กระบวนการผลิต การใช้ทรัพยากร และของเสียไปพร้อมกัน
World Economic Forum ระบุว่า Saraburi Sandbox เป็นความริเริ่มที่มุ่งลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ของจังหวัดซึ่งมีอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์เป็นฐานสำคัญ
และถูกนำเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ Transitioning Industrial Clusters เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านของคลัสเตอร์อุตสาหกรรมผ่านความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ ภาครัฐ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่
แนวคิดของสระบุรีแซนด์บ็อกซ์จึงต่างจากการให้โรงงานแต่ละแห่งกำหนดเป้าหมายลดคาร์บอนของตัวเอง เพราะใช้แนวทาง Area-based Approach มองทั้งจังหวัดเป็นระบบเดียวกัน โดยการทำงานครอบคลุมตั้งแต่พลังงาน กระบวนการอุตสาหกรรม การจัดการของเสีย ภาคเกษตร ตลอดจนป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดิน
จากโรงงานสู่ทั้งเมือง
จุดที่ทำให้สระบุรีแซนด์บ็อกซ์น่าสนใจ คือการขยายโจทย์จาก “การลดคาร์บอนในโรงงาน” ไปสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจและชีวิตประจำวันของคนในพื้นที่
ข้อมูลจากภาคีโครงการระบุแนวทางสำคัญ เช่น การจัดการขยะ การนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรกลับมาใช้ประโยชน์ การเพิ่มพื้นที่สีเขียว และการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
ขณะที่สมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) ซึ่งเป็นหนึ่งในภาคีหลักของโครงการ เคยนำเสนอแนวคิด “PPP-Saraburi Sandbox: A Low Carbon City” ในเวที COP28 โดยวางสระบุรีเป็นพื้นที่ต้นแบบของการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม
ในมิติการจัดการของเสีย โครงการยังมีการต่อยอดไปสู่การคัดแยกขยะอาหารและการนำของเสียกลับมาใช้ประโยชน์ ซึ่งสะท้อนว่าการลดคาร์บอนของเมืองไม่ได้พึ่งพาเทคโนโลยีในโรงงานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องจัดการ “วัตถุดิบและของเสีย” ตลอดห่วงโซ่เศรษฐกิจด้วย
ขณะเดียวกัน การเพิ่มพื้นที่สีเขียวและการจัดการพื้นที่ป่าเข้ามาเป็นอีกส่วนหนึ่งของโมเดล เพราะการลดการปล่อยจากภาคอุตสาหกรรมจำเป็นต้องเดินควบคู่กับการเพิ่มแหล่งดูดซับคาร์บอนและการรักษาระบบนิเวศของพื้นที่
4P กับโจทย์ที่ใหญ่กว่าการลดคาร์บอน
หัวใจของโมเดล 4P ที่เอสซีจีหยิบมาเสนอจึงอยู่ที่ “วิธีทำงาน” มากกว่าการประกาศเทคโนโลยีใหม่ เพราะการเปลี่ยนเมืองอุตสาหกรรมไม่ได้ขึ้นอยู่กับเอกชนรายใดรายหนึ่ง
นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า บทเรียนจากสระบุรีคือการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำต้องอาศัยความร่วมมือหลายฝ่าย
โดยเป้าหมายต่อไปคือการนำบทเรียนจากโมเดล Public–Private–People Partnership ไปปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทของแต่ละพื้นที่ รวมถึงเปิดให้มีการทดลองเทคโนโลยี รูปแบบการทำงาน และกฎระเบียบ เพื่อหาวิธีที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในวงกว้าง
ประเด็นเรื่องกฎระเบียบมีความสำคัญ เพราะ “แซนด์บ็อกซ์” ในความหมายของโครงการไม่ได้หมายถึงพื้นที่สำหรับทดลองเทคโนโลยีเท่านั้น แต่รวมถึงการทดลองรูปแบบความร่วมมือและกลไกใหม่ ๆ ด้วย
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เคยหารือเรื่อง Saraburi Low Carbon City ภายใต้แนวคิด National Action Plan โดยให้ความสำคัญกับการใช้พื้นที่เป็นสนามทดลองสำหรับระบบ เทคโนโลยี และข้อกำหนดบางด้าน เพื่อหาวิธีที่เหมาะสมกับการเปลี่ยนผ่านในระดับพื้นที่
จากต้นแบบอุตสาหกรรม สู่บทเรียนระดับประเทศ
พัฒนาการที่สำคัญอีกด้านคือการที่สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ได้รับการเชื่อมโยงกับเครือข่ายระดับโลกของ World Economic Forum ในโครงการ Transitioning Industrial Clusters Initiative
ซึ่งมองคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเป็นกลไกสำคัญในการลดการปล่อยคาร์บอน ขณะเดียวกันยังต้องรักษาการจ้างงาน การลงทุน และความสามารถในการแข่งขันของพื้นที่
การได้รับการยอมรับในระดับดังกล่าวทำให้สระบุรีมีสถานะมากกว่าการเป็นโครงการสิ่งแวดล้อมของภาคเอกชน แต่เป็นกรณีศึกษาว่าเมืองอุตสาหกรรมสามารถออกแบบการเปลี่ยนผ่านในระดับพื้นที่ได้หรือไม่
แต่ความท้าทายของสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ไม่ได้อยู่ที่การประกาศเป้าหมายลดคาร์บอนเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การพิสูจน์ว่าโมเดลความร่วมมือสามารถสร้างผลลัพธ์ที่วัดได้จริงหรือไม่
ทั้งในด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพของภาคอุตสาหกรรม การสร้างรายได้ให้ชุมชน รวมถึงการยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชน
เพราะท้ายที่สุดแล้ว “เมืองคาร์บอนต่ำ” จะไม่สามารถเกิดขึ้นจากโรงงานสีเขียวเพียงไม่กี่แห่ง หากโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน การจัดการขยะ การใช้ที่ดิน และเศรษฐกิจของคนในพื้นที่ยังเดินไปคนละทิศทาง
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์” มีความน่าสนใจในฐานะ สนามทดลองของการเปลี่ยนผ่านทั้งเมือง มากกว่าการเป็นเพียงโครงการลดคาร์บอนของภาคอุตสาหกรรม
และบทเรียนที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ว่าเทคโนโลยีใดลดคาร์บอนได้มากที่สุด แต่คือการหาคำตอบว่า รัฐ เอกชน และประชาชนจะร่วมกันเปลี่ยนเมืองอุตสาหกรรมให้เดินหน้าไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยที่ทุกฝ่ายยังเดินไปด้วยกันได้อย่างไร







