
ASML ยึดหัวหาด กวาดยอดจองเครื่องผลิตชิปล้ำยุค High NA ถึง 2027
เครื่องผลิตชิป EUV รุ่นปัจจุบันของ ASML ถูกสั่งจองต็มยาวถึงปี 2027 ขณะที่เครื่องรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง High NA ก็เริ่มกวาดออเดอร์จากลูกค้าค่ายใหญ่ได้อย่างต่อเนื่อง
ASML บริษัทผู้ผลิตเครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมชิปสัญชาติดัตช์ และบริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดในยุโรป ออกมาเปิดเผยถึงความต้องการเครื่องพิมพ์ลายวงจรชิปขั้นสูงด้วยรังสีอัลตราไวโอเล็ต (EUV) ที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์
โดยยอดสั่งจองเครื่องจักรรุ่นปัจจุบันเต็มยาวไปจนถึงสิ้นปี 2027 ขณะที่ลูกค้ารายใหญ่ต่างพร้อมใจเทงบลงทุนในเทคโนโลยีเจเนอเรชันใหม่อย่าง 'High NA' เพื่อช่วงชิงความเป็นผู้นำในยุค AI
กระแส AI ดันยอดสั่งจอง EUV พุ่ง ลากยาวถึงปี 2027
ในระหว่างพิธีวางศิลาฤกษ์โรงงานแห่งใหม่ของ ASML ในเมือง Roger Dassen ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน (CFO) เปิดเผยว่า ลูกค้ารายใหญ่ต่างเร่งเร้าให้บริษัทเพิ่มกำลังการผลิตและเร่งจัดส่งเครื่องจักรให้เร็วยิ่งขึ้น
ปัจจุบัน เครื่องพิมพ์ลายวงจรด้วยรังสีอัลตราไวโอเล็ต (EUV) รุ่นมาตรฐาน หัวใจสำคัญในการผลิตชิป AI ขั้นสูง มีราคาอยู่ที่ประมาณ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเครื่อง มียอดสั่งจองเต็มไปจนถึงสิ้นปี 2027
อย่างไรก็ตาม ลูกค้าค่ายต่างๆ ยังทยอยสั่งซื้อเทคโนโลยีเจเนอเรชันถัดไปอย่าง 'High NA' (Numerical Aperture) ที่มีมูลค่าสูงถึง 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเครื่อง อย่างต่อเนื่อง
"หากให้พูดตามตรง ผมไม่คิดว่ากระแส AI บูมจะสิ้นสุดลงในเร็วๆ นี้" — คริสโตฟ ฟูเกต์ (Christophe Fouquet) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ ASML กล่าวให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์
ช่วงหลายปีที่ผ่านมา บรรดาผู้ผลิตชิปต่างพยายามหาคำตอบว่า นวัตกรรมอย่างเทคโนโลยีแพ็กเกจจิ้งชิป (Chip Packaging) การซ้อนวงจรแบบ 3 มิติ (3D Stacking) และเทคนิคการผลิตอื่น ๆ จะช่วยให้วงการลดการพึ่งพาเครื่อง High NA ได้หรือไม่
แต่สุดท้ายแล้ว การทุ่มเม็ดเงินลงทุนของบริษัทยักษ์ใหญ่ก็สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า อุตสาหกรรมนี้ยังคงต้องการเทคโนโลยีที่ช่วยย่อขนาดวงจรให้เล็กลงไปอีก เพื่อรีดประสิทธิภาพชิปให้ทะลุขีดจำกัด
ทั้งนี้ เครื่อง High NA สามารถพิมพ์ลายวงจรได้เล็กกว่าระบบ EUV รุ่นมาตรฐานถึง 40% ซึ่งแม้จะมีราคาแพงกว่าราวสองเท่า แต่ก็ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะเข้ามาช่วยลดความซับซ้อนในสายการผลิตและเร่งความเร็วในการผลิตได้อย่างก้าวกระโดด
บริษัทยักษ์ใหญ่จัดทัพ รับเทคโนโลยี High NA
ฐานลูกค้าของ ASML ครอบคลุมผู้ผลิตชิปรายใหญ่ระดับโลกทั้งหมด สัญญาณเชิงบวกเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ASML จะยังคงครองความเป็นเจ้าตลาดเครื่องพิมพ์ลายวงจรชิป (Lithography) ยาวไปจนถึง 2030
แผนการนำเทคโนโลยี High NA มาใช้ในสายการผลิตเชิงพาณิชย์
|
บริษัทผู้ผลิตชิป |
ประเภทชิป / สถานะ |
กำหนดการเริ่มใช้งานจริง |
|
Intel |
ผู้ใช้งานนำร่องรายแรก (ผลิตเวเฟอร์ไปแล้ว >1 ล้านแผ่น) |
ใช้งานแล้ว |
|
Samsung |
ชิปหน่วยความจำ |
ภายในปี 2028 |
|
SK Hynix |
ชิปหน่วยความจำ |
ภายในปี 2028 |
|
TSMC |
ชิปประมวลผล (ป้อน Apple และ Nvidia) |
ภายในปี 2030 |
|
Micron |
สั่งซื้อเครื่องจักรแล้ว |
ยังไม่กำหนดแน่ชัด |
ผู้บริหารของ ASML เสริมว่า กลุ่มผู้ผลิตชิปหน่วยความจำสามารถตัดสินใจนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ได้ง่ายกว่า เนื่องจากตัวชิปมีขนาดเล็ก จึงเห็นแผนการเร่งผลักดันเทคโนโลยี High NA ไปใช้ผลิตจริงในปริมาณมากอย่างชัดเจน
ASML ก้าวสู่การผูกขาดตลาดเครื่องจักรล้ำยุค
สถาบันการเงิน JPMorgan คาดการณ์ว่า ASML จะกวาดส่วนแบ่งในตลาดเครื่องพิมพ์ลายวงจรชิปทั่วโลกได้สูงถึง 94% ภายในปี 2025
หากมองเฉพาะตลาดเครื่องจักรผลิตชิปขั้นสูง ASML ครองสถานะกึ่งผูกขาดมาตั้งแต่ช่วงปลายยุค 2010 เพราะเป็นบริษัทเพียงแห่งเดียวที่สามารถสร้างเครื่องจักร EUV เพื่อใช้งานในเชิงพาณิชย์ได้สำเร็จ
ขณะที่คู่แข่งอย่าง Nikon และ Canon จากญี่ปุ่น หรือแม้แต่บริษัทต่างๆ จากจีน ยังทำได้แค่ผลิตระบบที่ใช้เทคโนโลยีรุ่นเก่ากว่าอย่างแสง Deep Ultraviolet (DUV)
ฮาเวียร์ คอร์เรโอเนโร (Javier Correonero) นักวิเคราะห์จาก Morningstar ชี้ให้เห็นว่า ใครที่กังวลว่าคู่แข่งจะพัฒนาเทคโนโลยีตามทัน ASML ถือว่า "เข้าใจผิด" อย่างสิ้นเชิง
สอดคล้องกับมุมมองของ ยอส แวร์สตีก (Jos Versteeg) นักวิเคราะห์จาก InsingerGilissen ที่ระบุว่า อุตสาหกรรมนี้ "ไม่มีทางเลือกอื่น" นอกจากต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจาก ASML เท่านั้น
ปัจจุบัน อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างผู้ผลิตชิปและ ASML เพื่อนำเทคโนโลยี High NA มาใช้ในสายการผลิต จะกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ชี้วัดความสำเร็จของนวัตกรรม AI และเทคโนโลยีขั้นสูงทั่วโลก







