
บอร์ดอีวี-คลังรื้อภาษีสรรพสามิต ดันผลิตในประเทศแทนนำเข้า CBU
บอร์ดอีวีผนึกคลังปฏิรูปภาษีสรรพสามิต EV 3 ระดับ ดึงค่ายรถตั้งฐานผลิตและใช้ชิ้นส่วนในประเทศ หลังศูนย์วิจัยกสิกรไทยเผยนำเข้า BEV พุ่งฉุดการผลิตรถยนต์ไทยหดตัว
KEY
POINTS
- บอร์ดอีวีและกระทรวงการคลังเห็นชอบแนวทางปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้า (xEV) เพื่อแก้ปัญหาการนำเข้าที่สูงขึ้นและการผลิตในประเทศที่ชะลอตัว
- เป้าหมายหลักคือการใช้กลไกภาษีสร้างส่วนต่างราคา เพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุนตั้งฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ แทนการนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูป (CBU)
- โครงสร้างภาษีใหม่จะแบ่งเป็น 3 ระดับ โดยเก็บภาษีในอัตราต่ำสุดสำหรับรถที่ผลิตในประเทศ และเก็บในอัตราสูงสุดสำหรับรถยนต์นำเข้า CBU ที่ไม่มีแผนการลงทุนในไทย
รื้อโครงสร้างภาษีสรรพสามิต EV: ยุทธศาสตร์ไทยจากนำเข้าสู่ฐานการผลิตยานยนต์แห่งอนาคต
1. จุดเปลี่ยนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย: แรงกดดันจากการนำเข้าและการผลิตที่ชะลอตัว
อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญจากสภาวการณ์การผลิตในประเทศที่ลดลงสวนทางกับการนำเข้าที่ขยายตัวอย่างก้าวกระโดด
ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 ปริมาณการผลิตรถยนต์ในประเทศอยู่ที่ 825,533 คัน ลดลง 1.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การนำเข้ารถยนต์กลับพุ่งสูงถึง 93,367 คัน หรือเพิ่มขึ้น 41.9%
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่า ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 ประเทศไทยมีการนำเข้ารถยนต์จากประเทศจีนสูงถึง 69% ของการนำเข้าทั้งหมด ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) รองลงมาคือญี่ปุ่น 12% และมาเลเซีย 6%
การทะลักเข้ามาของ BEV จากจีนเป็นผลจากการเร่งส่งออกเนื่องจากตลาดในประเทศจีนชะลอตัว ประกอบกับการใช้สิทธิประโยชน์ภาษี 0% ตามข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-จีน
ส่งผลให้มูลค่านำเข้า BEV คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 72% ของมูลค่านำเข้ารถยนต์ทั้งหมดของไทย และฉุดให้ปริมาณการผลิตรถยนต์ในประเทศปี 2569 มีแนวโน้มหดตัว 1.8%
แม้อุตสาหกรรม EV จะมีมูลค่าคิดเป็น 2% ของ GDP และสร้างมูลค่าการส่งออกถึง 15% ของการส่งออกทั้งหมด
แต่การพึ่งพาการนำเข้าในสัดส่วนที่สูงเกินไปกำลังสร้างความเสี่ยงต่อฐานการผลิตในประเทศอย่างรุนแรง
2. รื้อโครงสร้างภาษีสรรพสามิต xEV: กลไก 3 ระดับเพื่อสร้างฐานผลิตในประเทศ (ปี 2027-2029)
เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) ร่วมกับกระทรวงการคลังและกรมสรรพสามิต เห็นชอบแนวทางการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (xEV) ช่วงปี 2027-2029
โดยเปลี่ยนจากการใช้เงินงบประมาณอุดหนุนแบบมาตรการ EV 3.0 หรือ EV 3.5 มาเป็นการใช้กลไกภาษีสร้างส่วนต่าง (Gap) เพื่อจูงใจให้เกิดการตั้งฐานการผลิตและการลงทุนในประเทศ
จากการจัดกลุ่มของ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ร่างมาตรการภาษีสรรพสามิตใหม่จะแบ่งออกเป็น 3 ระดับ
กลุ่มพร้อมผลิตในประเทศ (อัตราภาษีต่ำสุด 1-6%): สำหรับรถยนต์ FCEV, BEV, PHEV และ HEV ที่ผลิตในประเทศพร้อมเงื่อนไขการใช้ชิ้นส่วน e-Parts/Local Content เพื่อสร้างฐานการผลิตและกระตุ้นการใช้วัตถุดิบในประเทศ
กลุ่มเปลี่ยนผ่านจากนำเข้าสู่การผลิต (อัตราภาษีปานกลาง >10%): สำหรับผู้ประกอบการที่นำเข้ารถยนต์ช่วงเปลี่ยนผ่านไม่เกินโควตา โดยมีเงื่อนไขต้องผลิต xEV ชดเชยในประเทศเพื่อทดลองตลาดและให้เวลาปรับตัว
กลุ่มนำเข้า CBU (อัตราภาษีสูงสุด >30%): จัดเก็บอัตราสูงสุดสำหรับรถยนต์ที่ประกอบสำเร็จรูปนำเข้ามาทั้งคัน (CBU) โดยไม่มีการลงทุนตั้งฐานผลิตในไทย เพื่อชะลอการนำเข้า
นอกจากนี้ กรมสรรพสามิตเตรียมปรับสูตรคำนวณวัตถุดิบชิ้นส่วนในประเทศใหม่ โดยนับเฉพาะชิ้นส่วนสำคัญที่มีผลต่อการทำงานของเครื่องยนต์หรือมอเตอร์ และตัดค่าใช้จ่ายการดำเนินงานทั่วไป (OPEX) ออก
พร้อมเพิ่มมาตรการจูงใจสำหรับ "Thai Content" จากบริษัทคนไทย ตลอดจนดึงค่ายรถยนต์ย้ายงานวิจัยและพัฒนา (R&D) และถ่ายทอดเทคโนโลยีมายังไทย
ซึ่ง ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า หากการสร้างส่วนต่างภาษีกว้างพอและมีการกำกับดูแลเกณฑ์ชิ้นส่วนในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ
จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนให้ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) และยอดผลิตรถยนต์ไทยกลับมาขยายตัวได้ในปี 2570
3. ยุทธศาสตร์ขยายสู่รถขนส่งเชิงพาณิชย์และการปรับตัวทั้งระบบนิเวศ
กระทรวงการคลังเปิดเผยทิศทางการส่งเสริมเพิ่มเติมว่าจะมุ่งสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์และรถขนส่งขนาดใหญ่ เช่น รถบรรทุก 10 ล้อ 18 ล้อ และรถหัวลาก
เนื่องจากรถกลุ่มนี้มีข้อจำกัดระยะทางการวิ่งต่อการชาร์จที่ 200-300 กิโลเมตร จึงต้องวางแผนสร้างสถานีชาร์จขนาดใหญ่ที่มีระบบชาร์จเร็วตามเส้นทางขนส่งหลัก
หากภาคการขนส่งเชิงพาณิชย์เปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้าได้สำเร็จ จะช่วยลดการใช้พลังงานในภาพรวม
บรรเทาผลกระทบจากสภาวะน้ำมันแพง ลดภาระงบประมาณรัฐในการจ่ายเงินเยียวยาอุดหนุนราคาน้ำมัน และลดความเสี่ยงจากการชุมนุมเรียกร้องของกลุ่มรถบรรทุกได้อย่างยั่งยืน
4. การรักษาความสมดุลระหว่างอุตสาหกรรมเดิม (ICE) และการยกระดับห่วงโซ่อุปทาน
แม้ประเทศไทยจะตั้งเป้าหมายรักษาสถานะการเป็นฐานการผลิต EV ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนและระดับแนวหน้าของโลก
มีสัดส่วนการจดทะเบียนรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (BEV และ Hybrid) รวมกันเกินครึ่งหนึ่งของยอดจดทะเบียนใหม่ในปีนี้
แต่กระทรวงอุตสาหกรรมได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาฐานการผลิตรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป (ICE) ซึ่งเป็นรากฐานเศรษฐกิจไทยมาอย่างยาวนาน
การเปลี่ยนผ่านสู่ EV จึงต้องดำเนินการอย่างสมดุล ไม่ทอดทิ้งอุตสาหกรรมเดิม แต่เน้นช่วยเหลือผู้ประกอบการ ICE ผ่านมาตรการภาษี การเชื่อมโยงชิ้นส่วนวัตถุดิบภายในประเทศ และการเร่งยกระดับบุคลากรผ่านสถาบันอาชีวศึกษาและสถาบันเทคนิคด้านการซ่อมบำรุง EV
เพื่อให้ทุกภาคส่วนเติบโตไปด้วยกันและขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมาย 30@30 ได้อย่างยั่งยืน







