
ทำไม “สิงคโปร์” จึงเป็นฮับ Data Center อาเซียน แม้พื้นที่มีจำกัด
สิงคโปร์ไม่ได้ปล่อยให้ดาต้าเซ็นเตอร์โตแบบไร้ข้อจำกัด แต่ใช้ผังเมือง พลังงาน และมาตรฐานสีเขียวคุมการขยายตัว พร้อมเปิดทางเฉพาะโครงการที่มีประสิทธิภาพ
KEY
POINTS
- สิงคโปร์เปลี่ยนบทบาทจากการเป็นเพียงที่ตั้งของศูนย์ข้อมูล มาเป็นศูนย์กลางด้านการลงทุนและบริหารจัดการเครือข่ายดาต้าเซ็นเตอร์ของภูมิภาค โดยระดมทุนเพื่อไปสร้างศูนย์ในประเทศเพื่อนบ้านที่มีพื้นที่และทรัพยากรมากกว่า
- รัฐบาลควบคุมการเติบโตอย่างเข้มงวดผ่านการคัดเลือกโครงการที่ต้องมีประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูงและใช้พลังงานสะอาดเป็นหลัก เพื่อให้การขยายตัวสร้างภาระด้านพลังงานและคาร์บอนน้อยที่สุด
- มุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อเอาชนะข้อจำกัดทางกายภาพ เช่น ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว และการวิจัยดาต้าเซ็นเตอร์ชีวภาพ เพื่อลดการใช้พลังงานและพื้นที่ในระยะยาว
แม้สิงคโปร์จะมีพื้นที่จำกัด อากาศร้อนชื้นตลอดปี และมีต้นทุนพลังงานสูง แต่ประเทศยังสามารถก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) สำคัญของเอเชียแปซิฟิกและอาเซียนได้ จากการวางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลควบคู่กับการดึงดูดการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก
การขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ได้กลายเป็นโจทย์ใหญ่ด้านพลังงาน เพราะภาคส่วนนี้มีสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าราว 7% ของประเทศ ทำให้รัฐบาลสิงคโปร์เคยระงับการจัดสรรพื้นที่สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ในปี 2019
ก่อนกลับมาเปิดรับการพัฒนาอีกครั้งในปี 2022 โดยกำหนดเงื่อนไขด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงานและความยั่งยืนที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงการสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด
ข้อจำกัดดังกล่าวทำให้สิงคโปร์ไม่ได้มุ่งแข่งขันด้วยการเพิ่มจำนวนศูนย์ข้อมูลภายในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่กำลังปรับบทบาทเป็น ศูนย์กลางเงินทุนและฐานบริหารธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ของภูมิภาค
โดยข้อมูลปี 2026 ระบุว่า บริษัทที่มีสำนักงานใหญ่ในสิงคโปร์ เช่น DayOne, Princeton Digital Group และ STT GDC ระดมทุนได้รวมประมาณ 11,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นราว 98% ของเงินทุนที่ระดมได้ในภาคดาต้าเซ็นเตอร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เงินทุนส่วนหนึ่งถูกนำไปขยายโครงสร้างพื้นฐานในประเทศเพื่อนบ้านที่มีทรัพยากรและพื้นที่รองรับมากกว่า โดยเฉพาะ ยะโฮร์ของมาเลเซีย และบาตัมของอินโดนีเซีย
ขณะที่สิงคโปร์สามารถรักษาพื้นที่และทรัพยากรภายในประเทศไว้รองรับงานที่ต้องการประสิทธิภาพสูง เช่น การประมวลผล AI และบริการดิจิทัลที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เกิดเป็นเครือข่ายดาต้าเซ็นเตอร์ที่เชื่อมโยงกันข้ามพรมแดน
อีกด้านหนึ่ง สิงคโปร์กำลังเร่งหาเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนพลังงานของศูนย์ข้อมูล โดยหนึ่งในแนวทางคือ ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว (Liquid Immersion Cooling) ซึ่งนำอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ไปอยู่ในของเหลวที่ออกแบบมาเพื่อการถ่ายเทความร้อน แทนการพึ่งพาระบบปรับอากาศและการหมุนเวียนอากาศแบบเดิม ช่วยลดพื้นที่ที่ต้องใช้สำหรับระบบทำความเย็นและมีศักยภาพในการลดการใช้พลังงานและการปล่อยคาร์บอน
ขณะเดียวกัน งานวิจัยจาก National University of Singapore ร่วมกับ Cortical Labs ยังสะท้อนอีกแนวคิดที่แตกต่างออกไป คือการพัฒนา ระบบประมวลผลด้วยเซลล์ประสาทมนุษย์ที่เพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ แทนการใช้ชิปซิลิคอนแบบเดิม (Data Center ชีวภาพจาก ‘เซลล์สมองมนุษย์’)
โดยมุ่งศึกษาศักยภาพของระบบชีวภาพในการประมวลผลข้อมูลและเรียนรู้จากสภาพแวดล้อม ซึ่งอาจมีประโยชน์กับงานที่ต้องจัดการข้อมูลซับซ้อนและคาดเดาได้ยาก
กรณีของสิงคโปร์จึงสะท้อนว่า ข้อจำกัดด้านพื้นที่และพลังงานไม่ได้หมายถึงการหยุดการเติบโตของดาต้าเซ็นเตอร์ แต่กลับผลักให้ประเทศต้องเปลี่ยนวิธีแข่งขัน
จากการขยายศูนย์ข้อมูลภายในประเทศ ไปสู่การสร้างเครือข่ายระดับภูมิภาค ดึงเงินทุน เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานเข้ามาเชื่อมต่อกัน พร้อมเร่งพัฒนาเทคโนโลยีประมวลผลและระบบทำความเย็นที่ใช้พลังงานน้อยลง เพื่อรักษาบทบาทศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาคในระยะยาว
“กลไกที่รัฐใช้คุมการเติบโต"
จากข้อมูลทางการของสิงคโปร์ชัดเจนว่า รัฐใช้วิธี จัดสรรกำลังรองรับใหม่ผ่านการเปิดรับข้อเสนอ (Call for Application) และผูกการเพิ่มกำลังกับเงื่อนไขด้านประสิทธิภาพและพลังงานสีเขียว
การจัดสรรกำลังการเติบโตไม่ได้หมายถึงการเปิดให้สร้าง Data Center ได้ตามความต้องการของตลาด แต่รัฐบาลใช้ระบบคัดเลือกโครงการเข้ามาบริหารการเพิ่มกำลังอย่างเป็นขั้นตอน
หลังจากยกเลิกการชะลอการเติบโตของ Data Center ในปี 2022 หน่วยงาน EDB และ IMDA ได้เปิดโครงการ Data Centre–Call for Application เพื่อคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีความพร้อม
โดยรอบแรกในปี 2023 รัฐจัดสรรกำลังใหม่ประมาณ 80 MW ให้กับ 4 ผู้ประกอบการ จากข้อเสนอมากกว่า 20 ราย ขณะที่รอบที่ 2 ซึ่งเปิดในเดือนธันวาคม 2025 กำหนดกำลังรองรับอย่างน้อย 200 MW และเปิดทางให้เพิ่มได้อีก
หากโครงการสามารถนำแนวทางพลังงานสีเขียวใหม่ ๆ มาใช้ได้ กลไกนี้จึงทำให้รัฐสามารถควบคุม “ปริมาณ” การเติบโตให้สอดคล้องกับข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน ขณะเดียวกันก็ใช้เกณฑ์การคัดเลือกเป็นเครื่องมือกำหนด “คุณภาพ” ของ Data Center ที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศ
ขณะเดียวกัน การเพิ่มกำลัง Data Center ถูกผูกเข้ากับเป้าหมายด้านประสิทธิภาพพลังงานและพลังงานสีเขียวมากขึ้น ภายใต้ Green Data Centre Roadmap ของ IMDA ที่ตั้งเป้าเพิ่มกำลัง Data Center อย่างน้อย 300 MW ในระยะใกล้
และเพิ่มได้มากกว่านั้นผ่านการใช้พลังงานสีเขียว โดยรัฐผลักดันทั้งมาตรฐานประสิทธิภาพของอุปกรณ์ IT เงินสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเปลี่ยนไปใช้อุปกรณ์ประหยัดพลังงาน และมาตรฐาน Green Mark สำหรับอาคาร Data Center ที่เข้มงวดขึ้น
นอกจากนี้ ในการเปิดรับข้อเสนอรอบที่ 2 รัฐกำหนดให้โครงการใหม่ต้องใช้พลังงานสีเขียวอย่างน้อย 50% ของกำลังที่เสนอ ผ่านเส้นทางพลังงานที่เข้าเกณฑ์ เช่น ไบโอมีเทน ไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำ แอมโมเนียคาร์บอนต่ำ หรือเทคโนโลยีอื่นตามเงื่อนไขของโครงการ
จึงสะท้อนชัดว่าแนวทางของสิงคโปร์ไม่ใช่การ “หยุด” การเติบโตของ Data Center แต่เป็นการ เปิดพื้นที่และกำลังไฟให้กับโครงการที่สามารถสร้างความจุด้านดิจิทัลได้โดยเพิ่มภาระพลังงานและคาร์บอนให้น้อยที่สุด
ที่มา: เพจ NetZeroCarbon
IMDA, EDB และ URA ของรัฐบาลสิงคโปร์ Green Data Centre Roadmap และเกณฑ์ Data Centre–Call for Application รอบปี 2025







