
“กันก่อนท่วม” พลิก 7 ชุมชนต้นแบบ เปลี่ยนผู้ประสบภัยสู่ผู้จัดการน้ำ
จุฬาฯ ชูบทเรียน 7 ชุมชนต้นแบบ Water Smart Communities เปลี่ยนจากรอแก้น้ำท่วมสู่ “รู้ก่อน–เตรียมก่อน–ป้องกันก่อน” ต่อยอดน้ำสร้างเศรษฐกิจ Water Economy
KEY
POINTS
- โครงการ “กันก่อนท่วม” มีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนบทบาทคนในชุมชนจาก “ผู้ประสบภัย” ที่รอรับความช่วยเหลือหลังเกิดเหตุ ไปสู่การเป็น “ผู้จัดการน้ำ” ที่สามารถวางแผนรับมือและป้องกันเชิงรุกได้ล่วงหน้า
- นำเสนอความสำเร็จของ 7 ชุมชนต้นแบบทั่วประเทศ ที่ใช้ความเข้าใจในพื้นที่และข้อมูลมาบริหารจัดการน้ำในบริบทของตนเอง เพื่อพิสูจน์ว่าการมีส่วนร่วมสามารถเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสได้
- ผลักดันแนวคิด “Water Economy” คือการเปลี่ยนน้ำจากที่เป็นเพียง “ความเสี่ยง” ให้กลายเป็นต้นทุนในการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างมูลค่าให้ชุมชนอย่างยั่งยืน
“กันก่อนท่วม” ชู 7 ชุมชนต้นแบบ พลิกผู้ประสบภัยสู่ “ผู้จัดการน้ำ” ปั้น Water Economy
"ศูนย์กันก่อนท่วม" คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผนึกเครือข่ายภาครัฐ นักวิชาการ และชุมชน จัดเวที Water Resilience Forum ครั้งที่ 3 ภายใต้แนวคิด “WATER SMART COMMUNITIES – คนเปลี่ยนน้ำ น้ำเปลี่ยนอนาคต”
ชูบทเรียน 7 ชุมชนต้นแบบทั่วประเทศ ตอกย้ำการเปลี่ยนผ่านจากการรอรับมือภัยพิบัติ ไปสู่การรู้ล่วงหน้า เตรียมพร้อม และจัดการน้ำเชิงป้องกัน พร้อมผลักดันแนวคิดเปลี่ยนน้ำจาก “ความเสี่ยง” ให้กลายเป็นต้นทุนสร้างคุณภาพชีวิตและมูลค่าทางเศรษฐกิจ หรือ Water Economy
เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 ศูนย์กันก่อนท่วม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร จัดงาน Water Resilience Forum ครั้งที่ 3 “WATER SMART COMMUNITIES – คนเปลี่ยนน้ำ น้ำเปลี่ยนอนาคต” ณ หอประชุมคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เพื่อระดมผู้นำจากภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคชุมชน ร่วมถอดบทเรียนการจัดการน้ำจากพื้นที่จริง และวางแนวทางผลักดันการบริหารจัดการน้ำเชิงป้องกันให้ขยายผลไปสู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ
เวทีครั้งนี้สะท้อนโจทย์สำคัญของประเทศไทยที่ต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการรอรับมือเมื่อเกิดน้ำท่วมแล้วจึงเข้าไปแก้ไขความเสียหาย ไปสู่การ “รู้ก่อน–เตรียมก่อน–ป้องกันก่อน” โดยใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ข้อมูล และความเข้าใจของคนในพื้นที่มาร่วมกันออกแบบระบบบริหารจัดการน้ำที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละชุมชน
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “วิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และอนาคตของ Water Smart Communities”
สะท้อนบทบาทขององค์ความรู้และนวัตกรรมในการยกระดับขีดความสามารถของชุมชนให้สามารถรับมือกับความเสี่ยงด้านน้ำที่มีความซับซ้อนมากขึ้น
ขณะที่ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ให้เห็นต้นทุนมหาศาลจากการรอให้เกิดภัยแล้วจึงแก้ไข
โดยยกบทเรียนมหาอุทกภัยปี 2554 ซึ่งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจแก่ประเทศไทยราว 1.43 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงประมาณ 70% ของงบประมาณแผ่นดินในขณะนั้น
ส่วนเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ในปี 2568 โดยเฉพาะพื้นที่หาดใหญ่ สร้างความเสียหายราว 25,000 ล้านบาท ขณะที่ในระยะหลังยังเกิดอุทกภัยรุนแรงในหลายพื้นที่ ทั้งจังหวัดน่าน กาญจนบุรี รวมถึงภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ในต่างประเทศ เช่น เนปาล สะท้อนว่าความเสี่ยงจากน้ำและภัยธรรมชาติมีแนวโน้มรุนแรงและซับซ้อนขึ้น
“ความเสียหายที่แท้จริงไม่ได้วัดเพียงมูลค่าทรัพย์สิน แต่รวมถึงผลกระทบต่อชีวิต อาชีพ และความต่อเนื่องของเศรษฐกิจ บทเรียนเหล่านี้สะท้อนว่าต้นทุนของการรอให้น้ำท่วมแล้วจึงแก้ไข สูงกว่าการลงทุนเพื่อเตรียมพร้อมและป้องกันล่วงหน้าอย่างมหาศาล” ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ กล่าว
เขายังระบุว่า ธนาคารโลกประเมินว่า หากประเทศไทยเผชิญเหตุการณ์น้ำท่วมขนาดใกล้เคียงกับมหาอุทกภัยปี 2554 อีกครั้งในปี 2030 ประเทศอาจสูญเสียผลผลิตทางเศรษฐกิจเกือบ 10% ของ GDP ดังนั้น โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการรับมือน้ำท่วมให้ดีขึ้น แต่คือการทำให้ทุกพื้นที่รู้จักน้ำของตัวเอง รู้ความเสี่ยง และเตรียมพร้อมก่อนเกิดภัย
ด้านรองศาสตราจารย์ ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานศูนย์กันก่อนท่วม เสนอ 4 แนวทางหลักในการ “เปลี่ยนวิกฤตน้ำ สู่เศรษฐกิจมั่นคง”
ประกอบด้วย การพัฒนา Blue Infrastructure เพื่อป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจจากน้ำเหนือ น้ำฝน และน้ำหนุน พร้อมเปิดโอกาสให้เกิดการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน หรือ PPP
แนวทางที่สองคือการพัฒนา Integrated Water Data Platform เชื่อมโยงข้อมูลน้ำแบบเรียลไทม์ เพื่อใช้ในการคาดการณ์ เตือนภัย และวางแผนเชิงรุก
ขณะที่แนวทางที่สามคือการสร้าง Water Smart Community หรือการเสริมพลังให้ชุมชนเข้ามามีบทบาทร่วมบริหารจัดการน้ำกับภาครัฐ ทั้งในด้านการรับมือความเสี่ยงและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน
ส่วนแนวทางสุดท้าย คือการยกระดับการบริหารจัดการน้ำให้เป็นวาระแห่งชาติ เชื่อมโยงการทำงานของหน่วยงานด้านน้ำทุกภาคส่วนให้สามารถทำงานเป็นระบบเดียวกัน
ลดปัญหาการทำงานแบบแยกส่วน และทำให้ข้อมูล การตัดสินใจ และการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเดินไปในทิศทางเดียวกัน
7 ชุมชนต้นแบบ เมื่อจัดการน้ำได้ “วิกฤต” ก็กลายเป็นโอกาส
หัวใจสำคัญของเวทีครั้งนี้ คือการถอดบทเรียนจาก 7 ชุมชนต้นแบบ ซึ่งสะท้อนว่าการจัดการน้ำไม่มีสูตรสำเร็จเพียงรูปแบบเดียว แต่ต้องเริ่มต้นจากความเข้าใจปัญหาและบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่
ชุมชนแรกคือ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งสะท้อนแนวคิด “คนต้นน้ำสร้างอนาคตร่วมกัน” ผ่านการที่คนในชุมชนเข้ามาร่วมดูแลทรัพยากรต้นน้ำ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้แก่ทั้งคนในพื้นที่ต้นน้ำและผู้คนที่อยู่ปลายน้ำ
ชุมชนแพรกหนามแดง จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นอีกตัวอย่างของการเปลี่ยนความขัดแย้งให้กลายเป็นความร่วมมือ ภายใต้แนวคิด “น้ำสร้างมิตร” หลังพื้นที่เผชิญปัญหาความขัดแย้งระหว่างพื้นที่น้ำจืดและน้ำเค็มมายาวนานกว่า 20 ปี ก่อนที่ข้อมูล งานวิจัย และภูมิปัญญาท้องถิ่นจะเข้ามาเป็นเครื่องมือเชื่อมผู้คนและนำไปสู่การจัดการน้ำร่วมกัน
ที่ชุมชนตาหลังใน จังหวัดสระแก้ว แสดงให้เห็นพลังของแนวคิด “ข้อมูลเปลี่ยนปัญหาเป็นแผน” เมื่อชุมชนเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจว่าในพื้นที่มีน้ำอยู่เท่าไร น้ำอยู่ที่ไหน และมีความต้องการใช้น้ำมากน้อยเพียงใด ก่อนนำข้อมูลเข้าสู่กระบวนการวิเคราะห์ผ่าน COPIN เพื่อวางแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับทรัพยากรที่มีอยู่จริง
ส่วนศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ๙ ดี จังหวัดบุรีรัมย์ สะท้อนว่า “จัดการน้ำ สร้างความมั่นคง สร้างรายได้” สามารถเกิดขึ้นได้จริง โดยการนำระบบแก้มลิง พลังงานแสงอาทิตย์ การพัฒนาพันธุ์ข้าวและพืชผลมาประยุกต์ใช้ จนผู้สูงอายุที่เดิมไม่มีรายได้สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นคนละประมาณ 2,000-3,000 บาทต่อเดือน ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพเกษตรกรในพื้นที่
จังหวัดนครปฐมเป็นอีกบทเรียนสำคัญของการฟื้นตัวหลังภัยพิบัติ โดยพื้นที่ได้รับความเสียหายจากมหาอุทกภัยปี 2554 รวมประมาณ 6,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมราว 1,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม จังหวัดสามารถฟื้นฟูคุณภาพชีวิตและกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันภาคเกษตรกรรมมีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของจังหวัดในระดับประมาณ 17,000 ล้านบาท
สำหรับพื้นที่เมือง คลองเปรมประชากร กรุงเทพมหานคร นำเสนอแนวคิด “แก้น้ำ พร้อมแก้คุณภาพชีวิต” ผ่านการฟื้นฟูคลอง ระบบระบายน้ำ ที่อยู่อาศัย และพื้นที่สาธารณะ
ควบคู่กับการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนริมคลอง ทำให้การแก้ปัญหาน้ำไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องวิศวกรรม แต่เชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิตและการพัฒนาเมืองทั้งระบบ
ขณะที่ย่านทรงวาด กรุงเทพมหานคร สะท้อนแนวคิด “อยู่กับน้ำ พร้อมสร้างเศรษฐกิจ” เมื่อชุมชนริมน้ำปรับตัวต่อความเสี่ยงจากน้ำ ควบคู่กับการนำอัตลักษณ์และทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์
จนปัจจุบันกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีผู้มาเยือนประมาณ 5,000 คนต่อวัน และสร้างรายได้หมุนเวียนในย่านราว 10-40 ล้านบาทต่อเดือน
เปลี่ยน “ผู้ประสบภัย” เป็น “ผู้จัดการน้ำ”
เวทีเสวนา “ประเทศไทยจะทำอย่างไรให้ทุกจังหวัดก้าวสู่การเป็น Water Smart Community” ซึ่งมีรองศาสตราจารย์ ดร.วิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงษ์ศักดิ์ สุทธินนท์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ได้ข้อสรุปตรงกันว่า หัวใจของการจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพคือการเริ่มต้นจาก “ความเข้าใจพื้นที่”
แต่ละจังหวัดและแต่ละชุมชนจำเป็นต้องรู้จักน้ำของตัวเอง เข้าใจว่าความเสี่ยงอยู่ตรงไหน มีน้ำต้นทุนเท่าไร และจะเกิดผลกระทบอย่างไรหากเกิดสถานการณ์สุดขั้ว จากนั้นจึงนำข้อมูล วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และองค์ความรู้ของคนในพื้นที่มาเชื่อมเข้าด้วยกัน
แนวคิดดังกล่าวจึงเป็นการเปลี่ยนบทบาทของประชาชนจาก “ผู้ประสบภัย” ที่รอความช่วยเหลือหลังเกิดเหตุ ไปสู่การเป็น “ผู้จัดการน้ำ” ที่มีข้อมูล มีความรู้ และมีส่วนร่วมในการวางแผนรับมือกับความเสี่ยงของพื้นที่ตัวเอง
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า
การสร้าง Water Resilience หรือความสามารถในการรับมือและฟื้นตัวจากความเสี่ยงด้านน้ำ ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงค่าใช้จ่ายเพื่อป้องกันภัย แต่ควรมองว่าเป็น “การลงทุนเพื่ออนาคต” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของแนวคิด Water Economy ที่ศูนย์กันก่อนท่วมต้องการผลักดัน
Water Economy ในมุมมองนี้จึงไม่ได้หมายถึงการสร้างรายได้จากน้ำเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการนำทรัพยากรน้ำที่ได้รับการบริหารจัดการอย่างเหมาะสมมาเป็นฐานสร้างความมั่นคงในหลายมิติ
ทั้งน้ำเพื่อการเกษตร ความมั่นคงทางอาหาร คุณภาพชีวิต การพัฒนาเมือง การท่องเที่ยว ตลอดจนการต่อยอดทุนทางธรรมชาติและวัฒนธรรมให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
บทเรียนจาก 7 ชุมชนต้นแบบจึงอาจเป็นภาพสะท้อนสำคัญของทิศทางใหม่ในการจัดการน้ำของประเทศไทย เพราะสิ่งที่แต่ละพื้นที่มีร่วมกันไม่ใช่โครงการขนาดใหญ่หรือเทคโนโลยีราคาแพงเสมอไป แต่คือการเริ่มต้นจากคำถามพื้นฐานว่า “เรารู้จักน้ำของเราเองดีแค่ไหน”
และหากประเทศไทยสามารถขยายแนวคิดจาก “รู้ก่อน–เตรียมก่อน–ป้องกันก่อน” ไปสู่ทุกจังหวัดได้จริง การจัดการน้ำอาจไม่ใช่เพียงภารกิจรับมือกับฤดูน้ำหลากอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นเครื่องมือสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิต และเปลี่ยนวิกฤตจากน้ำให้กลายเป็นโอกาสของประเทศในระยะยาว







