
‘สมชัย’ แฉเอกสารอนุฯ ชุด 36 ชี้กรอบคดีฮั้ว สว. อาจช่วยฝ่ายการเมืองหลุด
‘สมชัย’ ตั้งข้อสังเกตกรอบวินิจฉัยอนุฯ ชุด 36 อาจตีความกฎหมายบิดเบี้ยว ชี้หากกันฝ่ายการเมืองพ้นคดี อาจทำผู้เกี่ยวข้องหลุดการตรวจสอบทั้งหมด
KEY
POINTS
- นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ตั้งข้อสังเกตว่าคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 กำหนดกรอบการพิจารณาคดีฮั้ว สว. ที่แคบเกินไป ซึ่งอาจมีกระบวนการที่ไม่รัดกุมและขาดการตรวจสอบพยานหลักฐานอย่างละเอียด
- การตีกรอบคดีในลักษณะดังกล่าวอาจเป็นการจงใจตัดความเชื่อมโยงระหว่างผู้สมัครกับฝ่ายการเมือง ทำให้ผู้มีอำนาจหรือพรรคการเมืองที่อยู่เบื้องหลังสามารถหลุดพ้นจากความผิดได้
- หากผลการวินิจฉัยของ กกต. เป็นไปตามกรอบที่บิดเบี้ยวนี้ อาจนำไปสู่การตรวจสอบและเอาผิดคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 เอง เนื่องจากเป็นการใช้ตรรกะและกรอบกฎหมายที่ไม่ถูกต้อง
‘สมชัย’ ชำแหละเอกสารอนุฯ ชุด 36 ตั้งข้อสังเกตตีกรอบคดีฮั้ว สว. อาจทำฝ่ายการเมืองหลุดพ้นความเกี่ยวข้อง
ที่อาคารอนาคตใหม่ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงการทำงานของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งชุดที่ 36 ในคดีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.)
โดยตั้งข้อสังเกตถึงความชอบธรรมของคณะอนุกรรมการชุดดังกล่าว หลังพบว่ากรรมการบางส่วนเป็นผู้ที่ทำหน้าที่อยู่ในคณะอนุกรรมการ 35 ชุดเดิม ซึ่ง กกต. เคยระบุว่ามีภาระงานมากหรืออาจมีความเชี่ยวชาญไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องตั้งคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ขึ้นมาเพิ่มเติม
นายสมชัยกล่าวว่า ตนไม่ใช่บุคคลเดียวที่ได้รับเอกสารการประชุมของคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 และขอรอดูผลการวินิจฉัยของ กกต. ในวันที่ 14 กันยายนนี้ หากการวินิจฉัยเป็นไปอย่างชอบธรรมและตรงไปตรงมา
เอกสารดังกล่าวก็คงไม่จำเป็นต้องถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ แต่หากผลวินิจฉัยไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริง เอกสารที่มีข้อมูลเกี่ยวกับผู้ที่อาจกระทำผิด รวมถึงความเชื่อมโยงไปยังฝ่ายการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และกรรมการบริหารพรรค อาจกลายเป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบต่อไป
อดีต กกต. กล่าวอีกว่า จากรายงานการประชุมพบว่าคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ประชุมสัปดาห์ละ 2 ครั้ง โดยฝ่ายเลขานุการ กกต. จะสรุปสำนวนและผลการสอบสวนของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลางชุดที่ 26 เสนอต่อที่ประชุม
ขณะที่ช่วงหลังพบว่าอนุกรรมการมีการซักถามค่อนข้างน้อย ตัวอย่างการประชุมครั้งที่ 13/2569 ซึ่งมีเอกสาร 39 หน้า ฝ่ายเลขานุการเป็นผู้อ่านและสรุปเนื้อหาเกือบทั้งหมด ก่อนที่ประชุมจะมีมติรับทราบข้อชี้แจง
นายสมชัยระบุว่า คณะอนุกรรมการชุดที่ 36 มีอนุกรรมการ 7 คน และทีมเลขานุการ 9 คน แต่ไม่พบว่ามีการเรียกคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลางชุดที่ 26 เข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติม หรือมีการนำเอกสารต้นฉบับมาพิจารณาโดยตรง
อีกทั้งแม้นายเชาวนะ ไตรมาศ จะเป็นประธานคณะอนุกรรมการ แต่จากรายงานการประชุมพบว่า นายอนุชา จันทร์สุริยา หนึ่งในอนุกรรมการ มีบทบาทสำคัญในการตั้งประเด็นและกำหนดกรอบการพิจารณา
เขากล่าวว่า ในการประชุมครั้งที่ 4/2569 มีการหยิบยกประเด็นบุคคลที่ถูกระบุว่าเป็นผู้มีบารมีนอกพรรคในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ขึ้นมาหารือ ก่อนมีอนุกรรมการบางรายแสดงความเห็นว่า บุคคลดังกล่าวไม่ได้เป็นผู้สมัครหรือมีตำแหน่งในพรรคการเมือง
จึงไม่ควรถูกนำมาเกี่ยวข้อง ขณะที่ฝ่ายเลขานุการชี้แจงว่า แม้บุคคลนั้นจะไม่ได้เป็นผู้สมัครหรือกรรมการบริหารพรรค แต่หากมีส่วนกระทำความผิดก็สามารถนำข้อมูลเข้าสู่สำนวนได้
นายสมชัยตั้งข้อสังเกตว่า การกำหนดกรอบการพิจารณาอาจส่งผลต่อทิศทางการวินิจฉัยคดี โดยเฉพาะประเด็นความเชื่อมโยงกับฝ่ายการเมือง ซึ่งหากตีความกรอบกฎหมายในลักษณะที่นักการเมืองไม่สามารถเข้ามาช่วยเหลือ แทรกแซง หรือเกี่ยวข้องกับกระบวนการฮั้ว สว. ได้
ขณะเดียวกันผู้สมัครก็ไม่สามารถรับความช่วยเหลือจากฝ่ายการเมืองได้ ก็อาจนำไปสู่ข้อสรุปว่าฝ่ายการเมืองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการทุจริตดังกล่าว
“ผมคิดว่าการตีกรอบแบบนี้ไม่ถูกต้อง หาก กกต. เห็นว่าถูกต้อง ก็ต้องชี้แจงว่าถูกต้องอย่างไร เพราะหากตีกรอบเช่นนี้ เท่ากับไม่มีผู้สมัครคนใดเกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมือง และเมื่อไม่มีผู้สมัครเกี่ยวข้อง ฝ่ายการเมืองก็จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการทุจริตเหล่านี้” นายสมชัยกล่าว
นายสมชัยกล่าวทิ้งท้ายว่า หากมีการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอตรวจสอบรายงานการประชุมครั้งสุดท้ายของคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ก็อาจต้องพิจารณาเหตุผลของอนุกรรมการแต่ละรายที่มีความเห็นแตกต่างกัน
โดยเฉพาะกรณีที่มีเสียงส่วนใหญ่ 5 คนเห็นควรยกคำร้อง ขณะที่อีก 2 คนมีความเห็นต่าง เพื่อดูว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวตั้งอยู่บนกรอบการตีความกฎหมายที่บิดเบี้ยวตั้งแต่ต้นหรือไม่
หากพบว่าการวินิจฉัยและการลงมติยกคำร้องเกิดจากการใช้ตรรกะหรือกรอบกฎหมายที่ไม่ถูกต้องตั้งแต่ต้น ก็อาจนำไปสู่การตรวจสอบและเอาผิดคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ได้ นายสมชัยกล่าว..







