
เบื้องหลัง “พืชสวนโลกโคราช 2029” เดิมพันครั้งใหญ่ที่ไม่ได้มีแค่งานโชว์ (2)
“พืชสวนโลกโคราช 2029” ไม่ใช่แค่งานโชว์ดอกไม้ แต่คือเดิมพัน 4,281 ล้านบาท หวังสร้างเศรษฐกิจใหม่ ยกระดับเกษตร สร้างงานนับหมื่นตำแหน่ง ท่ามกลางคำถามว่าใครจะได้ประโยชน์ และอะไรจะเหลือไว้หลังงานจบ!
KEY
POINTS
- งานพืชสวนโลกโคราชถูกวางให้เป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ไม่ใช่แค่งานแสดงพืชพรรณ โดยรัฐบาลตั้งเป้าสร้างเงินสะพัดกว่า 20,000 ล้านบาท และผลักดันให้เกิด "ระบบเศรษฐกิจใหม่" ในภาคอีสาน
- เป้าหมายสำคัญคือการยกระดับภาคเกษตรไทยด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม พร้อมสร้าง "มรดก" (Legacy) ที่ยั่งยืนหลังจบงาน โดยพัฒนาพื้นที่ให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และธุรกิจต่อเนื่อง ไม่ใช่ทิ้งสิ่งปลูกสร้างไว้เฉยๆ
- เบื้องหลังความยิ่งใหญ่มีความขัดแย้งจากการย้ายพื้นที่จัดงานจาก อ.คง ไปยัง อ.ปากช่อง ซึ่งสะท้อนถึงการเดิมพันโอกาสในการพัฒนาพื้นที่ และเป็นบทพิสูจน์ว่าประโยชน์จะตกสู่ท้องถิ่นและเกษตรกรได้จริงหรือไม่
มหกรรมพืชสวนโลกนครราชสีมา 2572 ถูกวางโจทย์ไว้ใหญ่กว่าการเป็นงานแสดงพืชสวนระดับโลกตั้งแต่ต้น เพราะรัฐบาลมองงานนี้เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่จะใช้ กระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่นด้านการค้าและการลงทุน และยกระดับภาคเกษตรไทย
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ระบุชัดว่า เป้าหมายของการจัดงานครอบคลุมทั้งการกระตุ้นธุรกิจส่งออกผลผลิตการเกษตรและธุรกิจท่องเที่ยว ตลอดจนการต่อยอดงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านการเกษตร
และที่สำคัญคือการพัฒนาพื้นที่หลังการจัดงานให้เกิดเป็น “พื้นที่ทางเศรษฐกิจใหม่” ตามแนวคิดอีสานเกตเวย์และระเบียงเศรษฐกิจอีสาน
พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ต้นไม้ ดอกไม้ พืชพรรณ สวนสวย เป็นเพียงสิ่งที่คนมองเห็น แต่เป้าหมายที่รัฐบาลต้องการให้เกิดขึ้นหลังฉากคือ “ระบบเศรษฐกิจใหม่” งานระดับ A1 ที่เปิดโอกาสให้ไทยนำเสนอศักยภาพด้านพืชสวน การเกษตร เทคโนโลยี และนวัตกรรมต่อผู้เข้าร่วมจากนานาประเทศ
ขณะเดียวกันก็ต้องการใช้เวทีนี้เชื่อมภาคเกษตรของไทยเข้ากับตลาด การท่องเที่ยว และองค์ความรู้ใหม่
กระทรวงเกษตรฯ ระบุว่า แนวคิดของงานจะผสมผสานนวัตกรรมสมัยใหม่เข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเน้นเกษตรกรรมยั่งยืน เทคโนโลยีการเกษตร การปรับปรุงพันธุ์พืช การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร และการสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดวิถีชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ตัวเลขที่รัฐบาลคาดหวังจึงสะท้อนว่าเดิมพันครั้งนี้ไม่เล็ก กระทรวงเกษตรฯ ประเมินว่า งานพืชสวนโลกโคราชจะมีเงินสะพัดกว่า 20,000 ล้านบาท เพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศราว 9,163 ล้านบาท สร้างรายได้ภาษีประมาณ 3,429 ล้านบาท
และก่อให้เกิดการจ้างงานถึง 36,003 อัตรา ตัวเลขเหล่านี้ทำให้งานไม่ได้ถูกวัดเฉพาะจำนวนผู้เข้าชม แต่ถูกผูกเข้ากับผลทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะกระจายออกไปยังธุรกิจท่องเที่ยว บริการ การเกษตร การค้า และการจ้างงานด้วย
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ภาคเกษตรถูกวางให้เป็นหนึ่งในผู้เล่นหลัก ไม่ใช่เพียงฉากหลังของงาน เพราะธีมของโคราช เอ็กซ์โป 2029 ให้ความสำคัญกับ “ครัวของโลกและอาหารแห่งอนาคต” รวมถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมพืชสวนยั่งยืน ความหลากหลายทางชีวภาพ และเมืองแห่งอนาคต
กระทรวงเกษตรฯ ระบุว่า ภายในงานจะเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติด้านพืชสวนสมัยใหม่ และเปิดโอกาสให้เกษตรกรและชุมชนเกษตรกรรมได้รับประโยชน์จากการส่งเสริมมาตรฐานการผลิต เทคโนโลยี และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตร
ดังนั้น หากงานทำได้ตามเป้าหมาย สิ่งที่ควรเหลือไว้จึงไม่ใช่เพียงสวนสวยหรืออาคารนิทรรศการ แต่ควรเป็น องค์ความรู้ เทคโนโลยี เครือข่ายธุรกิจ และตลาดใหม่ของสินค้าเกษตรไทย
ตัวงานสามารถทำหน้าที่เป็นพื้นที่ทดลองให้ผู้ประกอบการ เกษตรกร นักวิจัย และบริษัทเทคโนโลยีได้พบกัน ขณะที่นักลงทุนและผู้เข้าชมจากต่างประเทศจะเป็นช่องทางในการสร้างการรับรู้ต่อสินค้าและศักยภาพของภาคเกษตรไทย
สอดคล้องกับเป้าหมายที่กระทรวงเกษตรฯ ระบุไว้ตั้งแต่การผลักดันโครงการว่า ต้องการใช้มหกรรมเป็นเวทีแสดงศักยภาพด้านพืชสวนของไทย พร้อมกระตุ้นทั้งการส่งออก การท่องเที่ยว และการวิจัยพัฒนา
อีกชั้นหนึ่งที่สำคัญคือ “อีสานเกตเวย์”
แนวคิดนี้ทำให้งานไม่ได้ถูกมองแยกออกจากยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะนครราชสีมาถูกวางบทบาทเป็นประตูสู่ภาคอีสาน
การมีมหกรรมระดับนานาชาติในพื้นที่จึงถูกคาดหวังว่า จะช่วยเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการเดินทางเข้าสู่ภูมิภาค และนำไปสู่การพัฒนาพื้นที่ต่อเนื่องหลังงาน
กระทรวงเกษตรฯ ระบุโดยตรงว่า การพัฒนาพื้นที่หลังการจัดงานเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายในการสร้างพื้นที่ทางเศรษฐกิจใหม่ตามแนวคิดอีสานเกตเวย์และระเบียงเศรษฐกิจอีสาน
โจทย์จึงย้อนกลับมาที่คำว่า “Legacy” หรือมรดกหลังงาน ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญมากขึ้นในการเตรียมงานระยะหลัง
โดยกระทรวงเกษตรฯ ระบุให้จัดทำแผนการใช้ประโยชน์พื้นที่อย่างยั่งยืน เพื่อไม่ให้พื้นที่จัดงานกลายเป็นสิ่งปลูกสร้างที่หมดบทบาททันทีเมื่อมหกรรมสิ้นสุด แต่ต้องสามารถพัฒนาเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และสร้างรายได้ให้กับประชาชน รวมถึงเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรไทยในระยะยาว
นี่จึงเป็นบททดสอบที่สำคัญของโคราช เพราะ งบประมาณ 4,281 ล้านบาทที่รัฐบาลอนุมัติไว้ ไม่ได้ควรถูกมองเป็นเพียงต้นทุนของการจัดงาน แต่เป็นเงินลงทุนที่ต้องตอบให้ได้ว่าจะสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคมกลับมาอย่างไร
หากหลังปิดงานพื้นที่สามารถกลายเป็นศูนย์กลางด้านเกษตร นวัตกรรม การเรียนรู้ การท่องเที่ยว หรือธุรกิจใหม่ได้ เงินก้อนนี้ก็จะมีความหมายมากกว่าการสร้างมหกรรมครั้งหนึ่งแล้วจบไป
ท้ายที่สุด “พืชสวนโลกโคราช” จึงมีเดิมพันอยู่สองชั้น ชั้นแรกคือ ประเทศไทยต้องจัดงาน A1 ให้สำเร็จและสมศักดิ์ศรีบนเวทีโลก
ส่วนชั้นที่สอง ซึ่งอาจสำคัญกว่า คือการพิสูจน์ว่าเวทีระดับโลกครั้งนี้สามารถทิ้งผลประโยชน์ไว้กับโคราชและภาคอีสานได้จริง ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ประกอบการ นักวิจัย ไปจนถึงคนทำงานและธุรกิจท้องถิ่น
เพราะถ้าความสำเร็จวัดกันเพียงจำนวนคนที่เดินเข้าประตูงาน เมื่อประตูปิดลงในปี 2573 ทุกอย่างก็อาจจบลงพร้อมกัน แต่ถ้าสามารถสร้าง “ระบบเศรษฐกิจใหม่” ต่อจากงานได้ นั่นต่างหากคือความหมายที่แท้จริงของการเป็นเจ้าภาพมหกรรมพืชสวนโลก
(อ่านรายละเอียด: ทำไมต้อง “โคราช” เมื่อไทยเดินหน้าจัด "มหกรรมพืชสวนโลก" อีกครั้ง (1))
จากศูนย์วิจัยโคนม สู่พื้นที่จัดมหกรรมระดับโลก
พื้นที่จัดงานแห่งใหม่ของ Korat Expo 2029 คือส่วนหนึ่งของศูนย์วิจัยและพัฒนาโคนม อำเภอปากช่อง ในความดูแลของกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีพื้นที่รับผิดชอบทั้งหมดประมาณ 2,082 ไร่ โดยพื้นที่ที่กำหนดใช้จัดมหกรรมมีราว 874 ไร่ หรือมากกว่า 1.3 ตารางกิโลเมตร
ศูนย์แห่งนี้มีประวัติย้อนไปถึงปี 2519 ก่อนพัฒนาเป็นศูนย์วิจัยและพัฒนาโคนมในปัจจุบัน ทำหน้าที่ด้านการวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมโคนม รวมถึงเทคโนโลยีการเลี้ยงโคที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของประเทศไทย
จุดแข็งสำคัญของพื้นที่คือทำเลและความพร้อมโดยรอบ ตั้งอยู่ใกล้ถนนมิตรภาพ ห่างจากสถานีรถไฟปากช่องประมาณ 10 กิโลเมตร และมีโรงพยาบาลหลักในระยะ 7–8 กิโลเมตร ขณะที่อำเภอปากช่องมีโรงแรมและที่พักประมาณ 318 แห่ง รองรับนักท่องเที่ยวได้อยู่แล้ว
การเลือกพื้นที่แห่งนี้จึงสะท้อนโจทย์ใหม่ของ Korat Expo 2029 อย่างน่าสนใจ จากพื้นที่ที่เคยเป็นศูนย์กลางงานวิจัยด้านปศุสัตว์ กำลังจะถูกต่อยอดสู่เวทีพืชสวนระดับโลก
และหลังงานจบลง คำถามสำคัญคือพื้นที่ 874 ไร่แห่งนี้จะถูกพัฒนาให้กลายเป็น “มรดก” ทางเศรษฐกิจ การเกษตร และการท่องเที่ยวของโคราชได้จริงเพียงใด
เมื่อความหวังของ อ.คง กลายเป็นความผิดหวัง
สำหรับคนในโคกหนองรังกา ตำบลเทพาลัย อำเภอคงและพื้นที่ตอนเหนือของนครราชสีมา การสูญเสียสิทธิ์เป็นเจ้าภาพไม่ได้หมายถึงเพียงการพลาดงานระดับโลก แต่หมายถึงการสูญเสียโอกาสพัฒนาที่เฝ้ารอมานาน
ชาวบ้าน 8 อำเภอที่ออกมาคัดค้านการย้ายพื้นที่มองว่า มหกรรมพืชสวนโลกอาจเป็นโอกาสสำคัญในการดึงงบประมาณและโครงสร้างพื้นฐานเข้าสู่พื้นที่ที่ถูกมองว่าห่างไกลความเจริญ
ขณะที่บางกลุ่มถึงกับเรียกพื้นที่ตอนเหนือของโคราชว่า “โซนแอฟริกาโคราช” เพื่อสะท้อนความรู้สึกว่าพื้นที่ยังขาดการพัฒนาเมื่อเทียบกับเขตเศรษฐกิจอื่นของจังหวัด
ความผิดหวังยิ่งหนักขึ้น เพราะการเตรียมงานในพื้นที่เดินหน้ามาหลายปี ชาวบ้านอำเภอคงให้ข้อมูลกับสื่อว่า พื้นที่ป่าเต็งรังราว 678 ไร่ถูกปรับเพื่อเตรียมจัดงาน
ขณะที่ชุมชนเริ่มเตรียมกิจกรรมต้อนรับนักท่องเที่ยว มีการซ้อมนางรำกว่า 1,300 คนเพื่อใช้โปรโมตงานมาตั้งแต่ปี 2567 และหลายพื้นที่โดยรอบเริ่มวางแผนรองรับโอกาสทางเศรษฐกิจ
เมื่อ ครม.มีมติย้ายสถานที่ ความรู้สึกของคนในพื้นที่จึงไม่ต่างจากการสูญเสียสิ่งที่ลงทุนทั้งแรงกาย เวลา และความหวังไปแล้ว
ประเด็นที่ร้อนแรงกว่านั้นคือเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อบทบาทของการเมืองในพื้นที่ โดยตัวแทนชาวบ้านอำเภอคง ตั้งคำถามถึงรัฐบาลและตัวแทนทางการเมือง
โดยเฉพาะพรรคร่วมรัฐบาลที่มี ส.ส.ในพื้นที่ ว่าไม่ได้รับฟังเสียงประชาชน ขณะที่ตัวแทนประชาชนจาก 8 อำเภอได้ยื่นหนังสือผ่าน ส.ส. และคณะกรรมาธิการเกษตรฯ
เพื่อขอให้ทบทวนมติ โดยตั้งข้อสังเกตทั้งเรื่องการมีส่วนร่วม ความโปร่งใส และผลกระทบต่อโอกาสพัฒนาเศรษฐกิจของพื้นที่เดิม
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยืนยันว่าการตัดสินใจย้ายพื้นที่มาจากการประเมินความพร้อมและความคุ้มค่าของการลงทุน ไม่ใช่เหตุผลทางการเมือง
โดยรัฐบาลยังมอบหมายให้จังหวัดนครราชสีมาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนใช้ประโยชน์พื้นที่เดิมที่อำเภอคง โดยเปิดให้ประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อให้การเตรียมพื้นที่ที่ผ่านมาไม่สูญเปล่า และสามารถต่อยอดเป็นประโยชน์ด้านอาชีพ รายได้ และคุณภาพชีวิตในระยะยาวได้
และสำหรับ อ.คง สิ่งที่สูญเสียไปจึงไม่ใช่เพียงสิทธิ์ในการเป็นเจ้าภาพมหกรรมพืชสวนโลก แต่คือคำถามที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจนว่า หลังความหวังหลายปีถูกย้ายออกไปแล้ว พื้นที่และผู้คนที่เคยเตรียมตัวเพื่ออนาคตครั้งนี้ จะได้รับ “โอกาสใหม่” อะไรมาทดแทน..
ที่มา:
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, AIPH และข้อมูลการเตรียมงานของหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะเป้าหมายด้านเศรษฐกิจ การเกษตร การท่องเที่ยว R&D และ Legacy Plan (Ministry of Agriculture and Cooperatives) กรมปศุสัตว์ และข้อมูลประกอบมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 1 กันยายน 2569
ไทยพีบีเอส: "สุริยะ" แจงย้ายพืชสวนโลกไป "ปากช่อง" เหตุพร้อมกว่า อ.คง







