posttoday
มธ.เตือนแผ่นดินไหว อย่าวางใจ “รอยเลื่อนสะกายใต้” จ่อเสี่ยงกรุงเทพฯ

มธ.เตือนแผ่นดินไหว อย่าวางใจ “รอยเลื่อนสะกายใต้” จ่อเสี่ยงกรุงเทพฯ

05 กันยายน 2569

นักวิชาการ มธ. ชี้รอยเลื่อนสะกายส่วนใต้มีรอบเกิดซ้ำราว 100 ปี ผ่านมาแล้ว 96 ปี เตือนเสี่ยงเกิดใกล้กรุงเทพฯ ย้ำเร่งสร้างความพร้อม

KEY

POINTS

  • รอยเลื่อนสะกายส่วนใต้มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ซ้ำ เนื่องจากใกล้ครบรอบวงจรการเกิดซ้ำในรอบ 100 ปี ซึ่งครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 96 ปีที่แล้ว
  • หากเกิดแผ่นดินไหวขึ้นอีกครั้ง จุดศูนย์กลางจะอยู่ใกล้กรุงเทพฯ มากกว่าเหตุการณ์ในอดีต ทำให้เมืองหลวงมีความเสี่ยงที่จะได้รับแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงและสร้างความเสียหายได้มากขึ้น
  • กรุงเทพฯ ยังมีความเปราะบางสูงและจำเป็นต้องเร่งเตรียมความพร้อม โดยเฉพาะการบังคับใช้มาตรฐานอาคารต้านทานแผ่นดินไหวให้เกิดขึ้นจริง เพื่อลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น

เตือนอย่าวางใจแผ่นดินไหว ชี้รอยเลื่อนสะกายใต้เสี่ยงเกิดซ้ำ

 

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดเสวนาหัวข้อ “เทคโนโลยีเพื่อรับมือภัยพิบัติในยุควิกฤตสภาพภูมิอากาศ : ออกแบบความพร้อมสร้างความยืดหยุ่น (Designing Resilience : Technology Solutions for Disaster Preparedness in an Era of Climate Uncertainty)” เมื่อวันที่ 4 ก.ย. 2569

 

โดยรวมนักวิชาการจาก 4 คณะและสถาบัน ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม เทคโนโลยี และการออกแบบ เพื่อยกระดับความพร้อมของประเทศไทยในการรับมือภัยพิบัติที่มีแนวโน้มรุนแรงและซับซ้อนขึ้นจากทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยธรรมชาติ

 

ศ. ดร.นคร ภู่วโรดม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า เหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2568 ซึ่งมีจุดศูนย์กลางบริเวณเมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา และส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงกรุงเทพฯ จนสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง

 

สะท้อนให้เห็นว่าความรุนแรงของภัยไม่ได้เป็นปัจจัยเดียวที่กำหนดความสูญเสีย แต่ระบบบริหารจัดการและระดับความพร้อมของเมืองก็มีความสำคัญเช่นกัน โดยเปรียบเทียบกับเหตุแผ่นดินไหวที่ จ.คุมาโมโตะ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อเดือน ก.ค. 2569

 

ซึ่งมีค่าอัตราเร่งสูงสุดของพื้นดิน (PGA) อยู่ที่ 2.4 ถือว่ารุนแรงมาก แต่มีผู้เสียชีวิตเพียงหลักสิบ ขณะที่กรุงเทพฯ จากเหตุการณ์ปี 2568 มีค่า PGA เพียงประมาณ 0.02 หรือต่ำกว่าร้อยเท่า แต่กลับมีผู้เสียชีวิตหลักร้อย สะท้อนถึงความจำเป็นในการพัฒนาระบบจัดการภัยพิบัติและสร้างความยืดหยุ่นให้กับเมือง

 

มธ.เตือนแผ่นดินไหว อย่าวางใจ “รอยเลื่อนสะกายใต้” จ่อเสี่ยงกรุงเทพฯ

 

ศ. ดร.นคร กล่าวเตือนว่า ประชาชนไม่ควรมองว่าเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่ผ่านมาเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวและจะไม่กลับมาเกิดขึ้นอีกในช่วงชีวิตของคนรุ่นปัจจุบัน

 

เนื่องจาก “รอยเลื่อนสะกาย” เป็นหนึ่งในรอยเลื่อนที่มีความยาวและมีพลังมากแห่งหนึ่งของโลก อีกทั้งยังอยู่ใกล้ประเทศไทย โดยรอยเลื่อนดังกล่าวแบ่งออกเป็นหลายช่วงหรือ Segment และช่วงที่เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อปีที่ผ่านมาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของรอยเลื่อนเท่านั้น

 

สำหรับรอยเลื่อนสะกายส่วนใต้ นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่ามีรอบการเกิดซ้ำประมาณ 100 ปี ขณะที่เหตุการณ์ครั้งหลังสุดเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 7 หรือประมาณ 96 ปีที่ผ่านมา จึงถือเป็นอีกพื้นที่ที่ต้องจับตา

 

เพราะหากเกิดเหตุขึ้นอีกครั้ง จุดเกิดเหตุจะอยู่ใกล้กรุงเทพฯ มากกว่าเดิม และมีโอกาสสร้างแรงสั่นสะเทือนรุนแรงขึ้น ดังนั้น สิ่งสำคัญไม่ใช่การรอให้เกิดเหตุแล้วจึงแก้ไข แต่ต้องเร่งสร้างความตระหนักรู้และเตรียมความพร้อมล่วงหน้า

 

มธ.เตือนแผ่นดินไหว อย่าวางใจ “รอยเลื่อนสะกายใต้” จ่อเสี่ยงกรุงเทพฯ

 

ศ. ดร.นคร กล่าวว่า ประเทศไทยมีองค์ความรู้และงานวิจัยเกี่ยวกับการออกแบบอาคารให้สามารถต้านทานแรงลมและแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว รวมถึงมีมาตรฐานการออกแบบอาคารที่พัฒนาขึ้นและนำมาบังคับใช้แล้ว

 

แต่โจทย์สำคัญยังอยู่ที่ช่องว่างระหว่าง “มาตรฐาน” กับ “การปฏิบัติจริง” ทั้งในด้านการรับรู้ การยอมรับ และประสิทธิภาพของการบังคับใช้ จึงจำเป็นต้องสร้างความเข้าใจให้เจ้าของอาคารปฏิบัติตามมาตรฐานอย่างจริงจัง

 

ขณะเดียวกันประชาชนในฐานะผู้บริโภคก็ควรตระหนักถึงสิทธิของตนเอง สามารถตรวจสอบและสอบถามถึงมาตรฐานและความปลอดภัยของอาคารก่อนตัดสินใจซื้อหรือเข้าไปใช้งาน

 

มธ.เตือนแผ่นดินไหว อย่าวางใจ “รอยเลื่อนสะกายใต้” จ่อเสี่ยงกรุงเทพฯ

 

ด้าน รศ. ดร.ธีรยุทธ โหรานนท์ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (SIIT) กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการรับมือภัยพิบัติคือการคาดการณ์ล่วงหน้าและการเตรียมความพร้อม

 

โดยเฉพาะระบบแจ้งเตือนภัยที่ช่วยให้ประชาชนมีเวลารับรู้และตัดสินใจก่อนเกิดเหตุ ซึ่งสามารถลดความสูญเสียได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยยกตัวอย่างประเทศบังกลาเทศที่เคยเผชิญพายุไซโคลนรุนแรงในปี 1970 และมีผู้เสียชีวิตสูงถึงประมาณ 500,000 ราย

 

แต่เมื่อเกิดเหตุพายุที่มีความรุนแรงใกล้เคียงกันอีกครั้งในปี 2020 กลับมีผู้เสียชีวิตเพียง 26 ราย สะท้อนให้เห็นว่าระบบเตือนภัย เทคโนโลยี และการเตรียมพร้อมสามารถเปลี่ยนผลลัพธ์ของภัยพิบัติได้อย่างมาก

 

รศ. ดร.ธีรยุทธ กล่าวว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) สามารถเข้ามาช่วยตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูล การคาดการณ์ ไปจนถึงการวางแผนรับมือ โดยสามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ

 

เช่น ปริมาณและการเคลื่อนตัวของมวลน้ำ ซึ่งช่วยประเมินความเสี่ยงจากน้ำท่วม และข้อมูลการเคลื่อนตัวของประชาชน เช่น สัญญาณโทรศัพท์หรือรูปแบบการเดินทาง เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมของผู้คนเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

 

ข้อมูลเหล่านี้เมื่อนำมาวิเคราะห์ร่วมกันจะช่วยให้หน่วยงานสามารถตัดสินใจและบริหารจัดการสถานการณ์ได้แม่นยำมากขึ้น

 

ทั้งนี้ SIIT มีการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยี เช่น การสำรวจข้อมูลระยะไกล (Remote Sensing) และระบบ GPS เพื่อสนับสนุนการศึกษาภัยพิบัติ แต่สิ่งที่จำเป็นในระยะต่อไปคือการบูรณาการองค์ความรู้จากหลายศาสตร์

 

เพราะภัยธรรมชาติเป็นปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งเพียงลำพัง ประเทศไทยมีนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก แต่ความท้าทายคือการสร้างกลไกให้บุคลากรจากแต่ละสาขาสามารถทำงานร่วมกันและมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกัน

 

มธ.เตือนแผ่นดินไหว อย่าวางใจ “รอยเลื่อนสะกายใต้” จ่อเสี่ยงกรุงเทพฯ

 

ขณะที่ รศ. ดร.มานัส ศรีวณิช คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ภัยจากความร้อนเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่ต้องให้ความสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีแนวโน้มทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นในอนาคต

 

สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเสี่ยงสูง ผลกระทบดังกล่าวอาจรุนแรงขึ้น โดยมีฉากทัศน์ที่ประเมินว่า ภายในปี ค.ศ. 2100 อุณหภูมิในกรุงเทพฯ อาจเพิ่มขึ้นได้ถึง 5 องศาเซลเซียส

 

รศ. ดร.มานัส กล่าวว่า แม้คนไทยอาจรู้สึกคุ้นชินกับสภาพอากาศร้อน แต่ในความเป็นจริงอุณหภูมิกำลังเพิ่มสูงขึ้น และผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคนในระดับเดียวกัน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย เด็ก และผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง

 

ซึ่งมีข้อจำกัดในการปรับตัวมากกว่ากลุ่มอื่น ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องพัฒนามาตรฐาน ดัชนีความร้อน และระบบแจ้งเตือนภัยที่ชัดเจน เพื่อให้สามารถกำหนดมาตรการรับมือที่เหมาะสมกับระดับความร้อนและกลุ่มประชากรที่ได้รับผลกระทบ

 

มธ.เตือนแผ่นดินไหว อย่าวางใจ “รอยเลื่อนสะกายใต้” จ่อเสี่ยงกรุงเทพฯ

 

ด้าน ผศ. ดร.อมรเทพ จิรศักดิ์จำรูญศรี คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การศึกษาวิจัยด้านภัยพิบัติ โดยเฉพาะแผ่นดินไหว ยังมีข้อจำกัดเรื่องฐานข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยง

 

เนื่องจากที่ผ่านมาไทยยังต้องอาศัยเทคนิคและองค์ความรู้จากต่างประเทศ ขณะที่ข้อมูลและมาตรฐานที่สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทยยังจำเป็นต้องได้รับการศึกษาเพิ่มเติม

 

ผศ. ดร.อมรเทพ กล่าวว่า ทีมวิจัยจึงพยายามพัฒนาอุปกรณ์ตรวจวัดการสั่นสะเทือนและนำไปติดตั้งในพื้นที่เสี่ยงให้ได้มากที่สุด เพื่อสร้างฐานข้อมูลสำหรับนำมาวิเคราะห์และพัฒนาองค์ความรู้ที่เหมาะสมกับประเทศไทย

 

แต่สิ่งสำคัญไม่แพ้การสร้างงานวิจัยคือการนำองค์ความรู้เหล่านั้นไปใช้ประโยชน์จริง โดยต้องมีการบูรณาการและสื่อสารต่อไปยังชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรปล่อยให้งานวิจัยสิ้นสุดเพียงการตีพิมพ์ผลงานหรือปิดโครงการแล้วเริ่มขอทุนใหม่ แต่ควรมุ่งให้เกิดการต่อยอดอย่างยั่งยืน

 

ทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้ชุมชนสามารถนำไปใช้ รวมถึงการปรับวิธีคิดของนักวิจัยจากการตั้งโจทย์จากส่วนกลาง ไปสู่การลงพื้นที่ค้นหาปัญหาจริงและนำองค์ความรู้เข้าไปช่วยแก้ไขให้ตรงกับความต้องการของแต่ละพื้นที่

ข่าวล่าสุด

ดูบอลสด ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ บอร์นมัธ พรีเมียร์ลีก วันนี้ 5 ก.ย.69

ดูบอลสด ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ บอร์นมัธ พรีเมียร์ลีก วันนี้ 5 ก.ย.69