
ปชป.จี้เบรก Hyperscale Data Center กลางกรุง หวั่น 3 วิกฤตซ้ำเติมเมือง
ปชป.เตือนรัฐบาล-กทม.คุมเข้ม Hyperscale Data Center ชี้เสี่ยงความร้อน น้ำมันสำรอง และมลพิษ จี้ 6 ข้อแลกสิทธิประโยชน์ หวั่น EEC ซ้ำรอยล้มเหลว
“ปชป.” เตือนรัฐบาล-กทม. เบรก “Hyperscale Data Center” ใจกลางเมือง แฉ 3 วิกฤตซ้ำเติมกรุงเทพฯ จี้คุมเข้มส่งเสริมเพื่อคนไทย ไม่ใช่เอื้อนายทุน-ทุนต่างชาติ พร้อมเปิด 6 ข้อเสนอรับมือ ยันสู้สุดตัวสางปมกากพิษภาคตะวันออก แฉ EEC ล้มเหลวหนัก
5 กันยายน 2569 นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวแสดงความห่วงใยต่อทิศทางการจัดตั้งและอนุมัติศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ Hyperscale Data Center ในพื้นที่ กทม. และ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
โดยระบุว่า แม้การพัฒนา Data Center จะเป็นเรื่องที่ดีต่อเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ลักษณะการก่อสร้างระดับ Hyperscale หรือการสร้างอาคารทั้งตึก เพื่อเป็นศูนย์ข้อมูลใจกลางเมืองหลวงอย่าง กทม.นั้น แทบไม่ได้สร้างประโยชน์ใดๆ ให้แก่เมืองและประชาชน นอกเหนือไปจากกลุ่มผู้ประกอบการเพียงอย่างเดียว
นายพงศกร ชี้ให้เห็นถึงปัญหาหลัก 3 ประการที่เกิดขึ้นหากปล่อยให้เกิด Hyperscale Data Center ในพื้นที่เมืองหลวง
1. วิกฤตความร้อนและปรากฏการณ์โดมความร้อน เนื่องจากการทำงานเต็มรูปแบบของ Data Center ขนาดใหญ่มีการปล่อยความร้อนสูงมาก ขณะที่สภาพเมืองของกรุงเทพฯ มีความหนาแน่นจนเกิดสภาวะเหมือนมีโดมหรือฝาชีครอบ ความร้อนที่ปล่อยขึ้นไปจะสะท้อนกลับลงมา ทำให้ความร้อนในพื้นที่เมืองพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง
2. อันตรายจากการสะสมน้ำมันสำรอง กล่าวคือ Data Center ขนาดใหญ่ต้องมีการสะสมน้ำมันเชื้อเพลิงปริมาณมหาศาลและรันเครื่องปั่นไฟสำรองเพื่อป้องกันไฟดับ ซึ่งการตั้งอยู่ใจกลางเมือง หรือใกล้สถานพยาบาลย่อมสร้างความเสี่ยงสูง อีกทั้งยังมีปัญหากลิ่นและสารพิษระเหยออกมาจากการรันเครื่องทดสอบระบบอย่างต่อเนื่อง
3. คนไทยและเมืองแทบไม่ได้ประโยชน์ เพราะในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ การเข้ามาของ Data Center ไม่ได้ตอบโจทย์เรื่องการสร้างงาน การจัดเก็บภาษี หรือการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่คนไทยอย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ ข้อมูลในเซิร์ฟเวอร์ส่วนใหญ่ยังเป็นของต่างชาติ แต่คนไทยกลับต้องทนรับกลิ่นน้ำมัน ความร้อน และมลพิษน้ำเสียที่แอบปล่อยลงสู่ระบบ
โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่า "Data Center ไม่ควรอยู่ในเมือง โดยเฉพาะใจกลางเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร" การพัฒนาพื้นที่ควรมองภาพรวมรอบนอกเมืองหรือการวางโครงสร้างพื้นฐานในจุดที่มีความพร้อม
เช่น ย่านพระราม 9 หรือ บางกะปิ ซึ่งมีสายสื่อสารรองรับถึง 4 เส้นทาง เพื่อป้องกันระบบล่มและกระจายความเจริญสู่อสังหาริมทรัพย์รอบนอก
"จะพัฒนาอะไรก็แล้วแต่ อย่าเอาแค่สะดวกคนมาลงทุน เอาสะดวกชาวบ้านด้วย" นายพงศกร กล่าว พร้อมระบุว่า การขายที่ดินหรือการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องสร้างประโยชน์ให้กับคนไทยทุกกลุ่ม ไม่ใช่แค่นายทุนบางกลุ่มหรือคนต่างชาติที่เข้ามาทำงานโดยผิดกฎหมาย
ต่อข้อถามถึงการตั้งคณะอนุกรรมการ 4 ชุดของรัฐบาลเพื่อจัดทำแผน Data Center ภายใน 1 เดือนนั้น นายพงศกร ยืนยันในหลักการเดิมว่า ไม่ว่าเทคโนโลยีจะดีเพียงใด แต่ Hyperscale Data Center ไม่ควรตั้งอยู่ในเมือง
รัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องต้องตั้งเกณฑ์ที่เข้มงวด ยึดประโยชน์และสุขอนามัยของคนกรุงเทพฯ และคนไทยทุกคนเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่เลือกใช้วิธีที่ง่ายที่สุดแล้วปล่อยให้ประชาชนแบกรับผลกระทบในระยะยาว
ด้าน นายพศิน ปิตุเตชะ สส.ระยอง เขต 3 ในฐานะรองโฆษกพรรค กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ขอเสนอแนะ 6 ข้อ ต่อกรณี Data Center ดังนี้
1. วางแผนจัดเก็บภาษีเชิงยุทธศาสตร์ เพราะแม้ Data Center จะใช้แรงงานต่ำและมี Local Content น้อย แต่ต้องมีระบบภาษีที่สร้างรายได้กลับคืนสู่ท้องถิ่นและประเทศชาติ
2. ต่อยอดมุ่งสู่ Hub เทคโนโลยี เพราะต้องมอง Data Center เป็นเพียงบันไดก้าวแรกในการต่อยอดไปสู่ระบบ AI และแอปพลิเคชัน ไม่ใช่จบลงแค่การจ้างงานเบื้องต้น
3. บังคับถ่ายทอดเทคโนโลยี ควรกำหนดให้ผู้ประกอบการเชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยและโรงเรียนในพื้นที่ EEC เพื่อสร้างทักษะและอบรมแรงงานเฉพาะทาง
4. กำหนดเงื่อนไข BOI ให้ชัดเจน โดยรัฐต้องมีอำนาจตรวจสอบและบังคับใช้มาตรการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างแท้จริง
5. คุ้มครองสัดส่วนการจ้างงานคนไทย ต้องประสานความร่วมมือกับ BOI และคณะกรรมการชุดต่าง ๆ เพื่อรับประกันการจ้างงานคนในพื้นที่
6. ตั้งกองทุนพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อม ขอเสนอให้จัดตั้ง "กองทุน Data Center" เพื่อนำเงินลงทุนบางส่วนมาสนับสนุนการศึกษา เทคโนโลยี และการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ EEC โดยตรง
นายพศิน กล่าวด้วยว่า เม็ดเงินลงทุนกว่า 3 ล้านล้านบาทในธุรกิจ Data Center ต้องเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนในพื้นที่และประเทศชาติ ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดมลภาวะหรือเกิดการแย่งชิงทรัพยากรน้ำและไฟฟ้าเหมือนบทเรียนในอดีต
“ผมมองว่า Data Center มันเป็นโอกาส แต่อยากจะให้รัฐบาลถอยกลับมาดูว่า เราจะไปต่อยังไง ผมว่ารัฐบาลเข้าใจอยู่แล้วว่า มันไม่ใช่โอกาสมหาศาล แต่มันคือบันไดก้าวหนึ่งที่จะนำไปสู่อีกก้าวหนึ่ง ในยุคเทคโนโลยี
ในมุมของพื้นที่ ในมุมของ EEC และการที่ Data Center จะเข้ามาอยู่ในพื้นที่ EEC โดยการขอ BOI มาแล้ว นำเสนอมาลงในเขตนี้ถึง 70% ก็จะฝากรัฐบาล ให้เอาโอกาสนี้ ให้เป็นประโยชน์กับคนในพื้นที่ และคนในชาติมากที่สุด” นายพศิน กล่าว
“ปชป.” ยันสู้สุดตัวสางปมกากพิษภาคตะวันออก แฉ EEC ล้มเหลวหนัก
ทีมโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ยังแถลงข่าวรายงานความคืบหน้าการทำงานของพรรคในประเด็นปัญหากากอุตสาหกรรมและการขับเคลื่อนโครงการ Data Center ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
นายพงศกร แถลงว่า พรรคประชาธิปัตย์ยึดมั่นการทำงานเพื่อปกป้องประชาชนชาวภาคตะวันออก โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหากากอุตสาหกรรมและสารพิษรั่วไหลลงสู่แหล่งน้ำบริโภคอุปโภค ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนอย่างรุนแรง
เช่น ปัญหาสารแคดเมียมและโลหะหนัก ทั้งนี้ พรรคได้เปิดแพลตฟอร์ม "จับตากากอุตสาหกรรม" เพื่อเป็นช่องทางรับเรื่องร้องเรียน โดยยืนยันว่าพรรคจะเดินหน้าชนสุดตัวเพื่อคืนความยุติธรรมให้แก่ประชาชน โดยที่ผู้ร้องเรียนไม่ต้องต่อสู้เพียงลำพัง
ด้าน นายพศิน ระบุว่า โครงการ EEC ในช่วง 8-9 ปีที่ผ่านมาประสบความล้มเหลว จากการขาดความต่อเนื่องเชิงนโยบายของรัฐบาล ดังเช่นกรณีปัญหากากอุตสาหกรรมในพื้นที่ อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ที่ยังไม่สามารถขนย้ายออกจากพื้นที่ได้จริงแม้จะมีงบประมาณผูกพัน
ยิ่งไปกว่านั้น การขยายตัวของธุรกิจ Data Center ซึ่งเข้ามาขอรับการสนับสนุนจาก BOI ในพื้นที่ EEC สูงถึง 70% รัฐบาลจึงจำเป็นต้องตระหนักถึงผลกระทบและวางยุทธศาสตร์ให้ชัดเจน
.







