
กทม. ชูการจัดการน้ำเชิงป้องกัน สู่ Water Smart Communities
กทม. ชู Water Smart Communities ใช้ข้อมูล-เทคโนโลยี-พลังชุมชน รับมือน้ำเชิงป้องกัน พร้อมต่อยอดสู่คุณภาพชีวิตและ Water Economy
KEY
POINTS
- กทม. ใช้แนวทางการจัดการน้ำเชิงป้องกัน โดยนำเทคโนโลยีแบบจำลองคอมพิวเตอร์มาวิเคราะห์ความเสี่ยงจากฝนตกหนัก และสร้างระบบปิดล้อมป้องกันน้ำหลากจากแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเตรียมพร้อมรับมือล่วงหน้า
- การสร้างชุมชนอัจฉริยะด้านน้ำ (Water Smart Communities) เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนและภาคีเครือข่ายในการดูแลรักษาความสะอาดคูคลอง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพ
- เป้าหมายสูงสุดคือการยกระดับการจัดการน้ำจากการป้องกันความเสี่ยงไปสู่การสร้างคุณภาพชีวิตและมูลค่าทางเศรษฐกิจ เช่น การพัฒนาคลองเปรมประชากร และการสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในย่านทรงวาด
นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมงาน Water Resilience Forum ครั้งที่ 3 ภายใต้แนวคิด “WATER SMART COMMUNITIES – คนเปลี่ยนน้ำ น้ำเปลี่ยนอนาคต” ซึ่งจัดโดยศูนย์กันก่อนท่วม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569
เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และถอดบทเรียนจากชุมชนต้นแบบด้านการจัดการน้ำ พร้อมนำเสนอแนวทางผลักดันประเทศไทยจากการรอรับมือเมื่อเกิดภัย ไปสู่การ “รู้ก่อน เตรียมก่อน ป้องกันก่อน” และยกระดับการจัดการน้ำจากการลดความเสี่ยงไปสู่การสร้างคุณภาพชีวิตและมูลค่าทางเศรษฐกิจ หรือ Water Economy
ในเวทีเสวนาหัวข้อ “ประเทศไทยจะทำอย่างไรให้ทุกจังหวัดก้าวสู่การเป็น Water Smart Community” นายวิศณุได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกับ ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) และ ผศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ สุทธินนท์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โดยการเสวนามุ่งถอดบทเรียนจากพื้นที่จริง เพื่อชี้ให้เห็นว่าการจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพไม่สามารถใช้สูตรเดียวกับทุกพื้นที่ได้ แต่ต้องเริ่มจากการเข้าใจบริบทของแต่ละชุมชน รู้จักลักษณะน้ำและความเสี่ยงของพื้นที่ ก่อนออกแบบระบบรับมือที่เหมาะสม
สำหรับกรุงเทพมหานคร นายวิศณุระบุว่า การบริหารจัดการน้ำต้องพิจารณา 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ การรับมือฝนตกหนักและรุนแรงในพื้นที่ ซึ่ง กทม.ได้นำแบบจำลองคอมพิวเตอร์มาใช้ทดสอบสถานการณ์ฝนตกหนัก เพื่อประเมินความเสี่ยงและวางแผนเร่งระบายน้ำในจุดที่มีความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะที่อีกประเด็นคือการป้องกันน้ำท่วมจากระดับน้ำทะเลหนุน โดย กทม.ใช้ระบบปิดล้อมป้องกันน้ำหลากตามแนวแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งออกแบบให้มีระดับสูงกว่าระดับน้ำท่วมสูงสุดที่เคยเกิดขึ้นในปี 2554
นอกจากโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีแล้ว กทม.ยังให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของชุมชนและภาคีเครือข่าย เพราะการป้องกันน้ำท่วมไม่ได้ขึ้นอยู่กับระบบระบายน้ำเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการดูแลเส้นทางสัญจร การรักษาความสะอาด และการป้องกันขยะอุดตันในคูคลอง
ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการระบายน้ำและคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมกันนี้ กทม.ยังคงติดตาม เฝ้าระวัง และศึกษาการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์น้ำในระยะยาว โดยมองไปข้างหน้าถึงแนวโน้มในช่วง 30–50 ปี เพื่อเตรียมเมืองให้สามารถรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต
ตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนแนวคิด “แก้น้ำ พร้อมแก้คุณภาพชีวิต” คือการพัฒนาคลองเปรมประชากร ซึ่งไม่ได้มุ่งแก้ปัญหาน้ำเพียงด้านเดียว แต่เชื่อมโยงการฟื้นฟูคลอง ระบบระบายน้ำ ที่อยู่อาศัย พื้นที่สาธารณะ
และการมีส่วนร่วมของคนริมคลองเข้าด้วยกัน ทำให้การจัดการน้ำกลายเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับสภาพแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของชุมชน
ขณะที่พื้นที่ทรงวาดสะท้อนอีกมิติหนึ่งของการ “อยู่กับน้ำ พร้อมสร้างเศรษฐกิจ” เมื่อชุมชนริมน้ำสามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับความเสี่ยงด้านน้ำ
ขณะเดียวกันก็นำอัตลักษณ์และทุนทางวัฒนธรรมของพื้นที่มาต่อยอดเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่มีผู้มาเยือนประมาณ 5,000 คนต่อวัน
และสร้างรายได้ให้กับทั้งย่านราว 10–40 ล้านบาทต่อเดือน แสดงให้เห็นว่าการจัดการน้ำสามารถเชื่อมโยงไปสู่การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจได้ ไม่ใช่เพียงการป้องกันความเสียหายจากภัยพิบัติ
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนภาพของ Water Smart Community ที่ไม่ได้หมายถึงชุมชนที่มีเพียงระบบป้องกันน้ำท่วมหรือเทคโนโลยีทันสมัย แต่คือชุมชนที่รู้จักน้ำของตัวเอง เข้าใจความเสี่ยง ใช้ข้อมูลและวิทยาศาสตร์ประกอบการตัดสินใจ
มีโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม และที่สำคัญคือคนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการออกแบบทางออกของตัวเอง เมื่อทุกองค์ประกอบทำงานร่วมกัน การจัดการน้ำจึงสามารถเปลี่ยนจากการ “รับมือวิกฤต” ไปสู่การสร้างความมั่นคง คุณภาพชีวิต และมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนได้พร้อมกัน
ภายในงาน รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยังได้มอบเกียรติบัตรเชิดชูเกียรติแก่ผู้แทนจาก 7 ชุมชนต้นแบบด้านการจัดการน้ำ
เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า การจัดการน้ำไม่มีสูตรสำเร็จเพียงรูปแบบเดียว แต่เกิดจากการที่คนในพื้นที่เข้าใจปัญหา ร่วมมือกัน และออกแบบแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทของตนเอง
ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว “คน” จึงเป็นกลไกสำคัญที่สามารถเปลี่ยนวิกฤตน้ำให้กลายเป็นความมั่นคง คุณภาพชีวิต ความร่วมมือ และโอกาสทางเศรษฐกิจของพื้นที่ได้







