
ดาต้าเซ็นเตอร์กลางกรุงขยายตัว เปิดช่องกฎหมายท้าทายเมือง
ดาต้าเซ็นเตอร์ 34 โครงการกระจายกลางกรุง ใช้ไฟอย่างน้อย 247.2 เมกะวัตต์ ขณะที่รัฐเร่งทบทวนกติกา หลังพบช่องว่างการกำกับดูแล
KEY
POINTS
- การขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์เข้าสู่พื้นที่ชั้นในของกรุงเทพฯ สร้างความกังวลด้านการใช้ทรัพยากรปริมาณมหาศาลและผลกระทบต่อชุมชน
- กฎหมายและผังเมืองของไทยในปัจจุบันยังมีช่องว่าง ไม่ได้กำหนดนิยามหรือมีกรอบกำกับดูแลกิจการดาต้าเซ็นเตอร์โดยตรง
- ภาครัฐและ กทม. กำลังพิจารณาแนวทางแก้ไข เช่น การกำหนดนิยามให้ชัดเจน การปรับปรุงผังเมือง และการออกกฎเกณฑ์ควบคุมผลกระทบ
ดาต้าเซ็นเตอร์กลางกรุงขยายตัว เปิดช่องกฎหมายท้าทายเมือง
กรุงเทพฯ กำลังเผชิญโจทย์ใหม่จากการขยายตัวของ “ดาต้าเซ็นเตอร์” ที่ไม่ได้อยู่เพียงในพื้นที่อุตสาหกรรมหรือชานเมืองอีกต่อไป
แต่กำลังแทรกตัวอยู่ในพื้นที่เมืองชั้นใน ท่ามกลางคำถามเรื่องการใช้ไฟฟ้า น้ำ ความปลอดภัย และผลกระทบต่อชุมชน ขณะที่กฎหมายไทยยังไม่มีกรอบกำกับกิจการประเภทนี้โดยตรง
ประเด็นดังกล่าวถูกจับตาอย่างจริงจัง หลังมีการตรวจสอบกรณีดาต้าเซ็นเตอร์บริเวณพระราม 9 และพื้นที่อื่นในกรุงเทพฯ
โดยนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 ว่า พบดาต้าเซ็นเตอร์หลายแห่งอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ได้รับอนุญาต และอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลเพื่อดำเนินการตรวจสอบ
รวมถึงประเด็นการกักตุนน้ำมันสำรองและความเป็นไปได้ของการถือครองโดยทุนต่างชาติ
ขณะที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยเมื่อวันที่ 2 กันยายนว่า กทม.มีดาต้าเซ็นเตอร์ที่เป็นส่วนหนึ่งของบริษัทหรือหน่วยงานประมาณ 30-40 แห่ง
และมีดาต้าเซ็นเตอร์ที่เป็นกิจการโดยเฉพาะ 6 แห่ง โดยกรณีพื้นที่พระราม 9 ที่กำลังเป็นประเด็นนั้น เจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วพบว่ายังไม่มีการขออนุญาตก่อสร้าง
กทม.จึงชะลอการออกใบอนุญาตเพิ่มเติม และเตรียมประสานรัฐบาลเพื่อกำหนดนิยาม “ดาต้าเซ็นเตอร์” ให้ชัดเจน
รวมถึงพิจารณาการกำหนดพื้นที่เหมาะสมผ่านการปรับปรุงผังเมือง เพื่อไม่ให้กิจการลักษณะนี้เข้าไปอยู่ในพื้นที่ชุมชนโดยไม่มีกรอบควบคุมที่เหมาะสม
34 โครงการกระจายกลางเมือง
ข้อมูลอีกชุดจากการรวบรวมข้อมูลสาธารณะของ JustPow ซึ่งเผยแพร่ผ่าน TCIJ ระบุว่า กรุงเทพฯ มีข้อมูลโครงการดาต้าเซ็นเตอร์รวม 34 โครงการ
แบ่งเป็นโครงการที่เปิดดำเนินการแล้ว 24 โครงการ อยู่ระหว่างก่อสร้าง 7 โครงการ และมีแผนก่อสร้างในอนาคตอีก 3 โครงการ
การกระจายตัวพบว่าดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนมากอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน โดยเขตห้วยขวางมีมากที่สุด 9 โครงการ
รองลงมาคือบางนา 6 โครงการ และบางรัก 5 โครงการ ส่วนสาทร บึงกุ่ม และบางกะปิ มีเขตละ 2 โครงการ ขณะที่จตุจักร ราชเทวี บางเขน วัฒนา สวนหลวง และประเวศ มีเขตละ 1 โครงการ
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่าโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมหรือพื้นที่รอบนอกเมือง
แต่บางส่วนกำลังใช้พื้นที่อาคารเดิมในย่านธุรกิจและชุมชน ซึ่งทำให้ประเด็นเรื่องการใช้ทรัพยากรและผลกระทบต่อพื้นที่โดยรอบกลายเป็นโจทย์ของการบริหารเมืองโดยตรง
ขุมพลังดิจิทัลใช้ไฟอย่างน้อย 247.2 เมกะวัตต์
หนึ่งในประเด็นสำคัญของดาต้าเซ็นเตอร์คือความต้องการใช้ไฟฟ้า เนื่องจากระบบเซิร์ฟเวอร์และระบบทำความเย็นต้องทำงานต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง
โครงการที่มีการเปิดเผยข้อมูลปริมาณการใช้ไฟฟ้า สามารถประเมินความต้องการใช้ไฟของดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ ทั้งหมดได้อย่างน้อย 247.2 เมกะวัตต์
แบ่งเป็นโครงการที่เปิดดำเนินการแล้ว 127 เมกะวัตต์ โครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง 95.2 เมกะวัตต์ และโครงการที่มีแผนก่อสร้าง 25 เมกะวัตต์
ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประเมินจากโครงการที่มีข้อมูลเปิดเผย จึงควรตีความในฐานะ “ความต้องการใช้ไฟขั้นต่ำที่สามารถระบุได้” ไม่ใช่ตัวเลขการใช้ไฟจริงของดาต้าเซ็นเตอร์ทั้ง 34 โครงการ
หากนำมาเปรียบเทียบกับการใช้ไฟฟ้าระดับจังหวัด ข้อมูลดังกล่าวระบุว่าความต้องการใช้ไฟขั้นต่ำของดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ อยู่ในระดับใกล้เคียงกับการใช้ไฟฟ้าของจังหวัดสุพรรณบุรีทั้งจังหวัดในปี 2568
น้ำคืออีกต้นทุนที่เมืองต้องจับตา
นอกจากไฟฟ้าแล้ว ระบบทำความเย็นของดาต้าเซ็นเตอร์ยังเกี่ยวข้องกับการใช้น้ำ โดยสามารถประเมินผ่านตัวชี้วัด Water Usage Effectiveness (WUE) ซึ่งเป็นมาตรวัดการใช้น้ำของดาต้าเซ็นเตอร์ที่พัฒนาโดย The Green Grid
เมื่อ นำค่า WUE ที่ 2.0 มาคำนวณร่วมกับข้อมูลการใช้ไฟฟ้าของโครงการที่เปิดเผยข้อมูล และประเมินว่าดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ 34 โครงการอาจมีการใช้น้ำรวมประมาณ 4.43 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้เป็น “การประมาณการ” จากสมมติฐาน WUE ไม่ใช่ข้อมูลการใช้น้ำจริงที่รายงานโดยผู้ประกอบการแต่ละราย
จึงไม่ควรนำไปตีความว่าดาต้าเซ็นเตอร์ทุกแห่งใช้น้ำในระดับเดียวกัน เพราะรูปแบบระบบทำความเย็นและประสิทธิภาพของแต่ละศูนย์ข้อมูลแตกต่างกัน
ประเด็นนี้กำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญของนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์ในระดับประเทศ โดยมติ ครม.เกี่ยวกับร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์
ได้กำหนดแนวทางให้คำนึงถึงการจัดสรรทรัพยากรน้ำ การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ความมั่นคงทางพลังงาน การผังเมือง ความปลอดภัย และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน
คำถามใหญ่ไม่ใช่แค่ “สร้างได้หรือไม่” แต่คือ “เมืองควรให้สร้างตรงไหน”
กรณีดาต้าเซ็นเตอร์ใกล้โรงพยาบาลพระราม 9 ทำให้ข้อจำกัดของกฎหมายเดิมถูกนำกลับมาพิจารณาอีกครั้ง
ก่อนหน้านี้ กทม.ชี้แจงกรณีโครงการ EDGNEX Data Centers – BKK01 ว่า การขออนุญาตก่อสร้างระบุวัตถุประสงค์การใช้อาคารเป็น “คลังสินค้า (ศูนย์เก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์)”
และจากการตรวจสอบไม่เข้าข่ายโครงการที่ต้องจัดทำ EIA ตามประเภทที่กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2566
ขณะเดียวกัน ในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2556 มีข้อกำหนดเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ที่ดินและข้อยกเว้นสำหรับกิจการบางประเภท
เช่น สถานที่เก็บสินค้า หากตั้งอยู่ริมถนนสาธารณะที่มีเขตทางไม่น้อยกว่า 30 เมตร ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในประเด็นที่ถูกนำมาพิจารณาในการอนุญาตโครงการลักษณะนี้
นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ยังชี้ว่า ปัจจุบันไทยยังไม่มีการกำหนดให้ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นกิจการที่ต้องทำ EIA
โดยพิจารณาจากปริมาณการใช้ไฟฟ้าหรือน้ำโดยตรง ทำให้ดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีการใช้ทรัพยากรสูงไม่ได้ถูกกำหนดให้ทำ EIA เพียงเพราะมีการใช้ทรัพยากรมาก
แม้โครงการอาจเข้าข่าย EIA จากลักษณะ ขนาด ที่ตั้ง หรือองค์ประกอบอื่นตามกฎหมายเดิมได้ก็ตาม
นี่จึงเป็น “ช่องว่าง” สำคัญของการกำกับดูแล เพราะกฎหมายเดิมถูกออกแบบแยกตามประเภทกิจการ
ไม่ได้ออกแบบมารองรับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีลักษณะกึ่งอาคารสำนักงาน กึ่งคลังสินค้า แต่มีความต้องการใช้ไฟ น้ำ ระบบสำรอง และระบบทำความเย็นในระดับสูง
จากช่องว่างกฎหมาย สู่การออกแบบเมืองยุคดิจิทัล
ปัญหาของดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ จึงไม่ได้อยู่ที่การมีหรือไม่มีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพราะศูนย์ข้อมูลเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล ทั้งระบบคลาวด์ ปัญญาประดิษฐ์ การเงิน อีคอมเมิร์ซ และบริการออนไลน์
โจทย์ที่กำลังถูกโยนกลับมายังภาครัฐคือ จะวางสมดุลระหว่างการดึงดูดการลงทุนกับการบริหารทรัพยากรของเมืองอย่างไร
มติ ครม.เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 เกี่ยวกับร่างระเบียบจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ สะท้อนทิศทางดังกล่าว
โดยกำหนดให้การวางนโยบายต้องคำนึงถึงทั้งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การใช้พลังงานสะอาด ความมั่นคงด้านพลังงาน การจัดสรรน้ำ ผังเมือง ความปลอดภัยจากอัคคีภัย อธิปไตยด้านข้อมูล และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน
สำหรับกรุงเทพฯ ความท้าทายจึงอาจไม่ใช่การ “ห้ามดาต้าเซ็นเตอร์” แต่คือการกำหนดให้ชัดเจนว่า
ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดไหนควรอยู่ที่ใด ใช้ไฟและน้ำได้มากเพียงใด ต้องเปิดเผยข้อมูลอะไร ต้องมีมาตรการด้านเสียง ความร้อน น้ำเสีย และเชื้อเพลิงสำรองอย่างไร และโครงการระดับใดควรต้องผ่านการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม
เพราะในวันที่ข้อมูลกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเมือง “ทำเล” ของดาต้าเซ็นเตอร์จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของต้นทุนอสังหาริมทรัพย์หรือระยะทางจากผู้ใช้งานอีกต่อไป
แต่กำลังกลายเป็นเรื่องของพลังงาน น้ำ ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตของคนทั้งเมือง







