
“เอกนิติ” ชี้ 4 คลื่นเปลี่ยนโลก ดันไทยเชื่อมจุดแข็งอาเซียน คว้าโอกาสศก.ใหม่
“เอกนิติ” ชี้ภูมิรัฐศาสตร์ AI โลกร้อน และสังคมสูงวัย กำลังเปลี่ยนเศรษฐกิจโลก ไทยต้องจับมืออาเซียนสร้างเครือข่ายเชื่อมโอกาสใหม่
KEY
POINTS
- นายเอกนิติชี้ให้เห็นถึง 4 คลื่นการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์, ปัญญาประดิษฐ์ (AI), การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสังคมสูงวัย
- เสนอว่าไทยและอาเซียนไม่สามารถรับมือความท้าทายเหล่านี้ได้โดยลำพัง จึงจำเป็นต้องร่วมมือและเชื่อมโยงจุดแข็งของแต่ละประเทศเพื่อสร้างพลังร่วมของภูมิภาค
- ไทยควรรับบทบาทเป็น "ผู้เชื่อมโยงที่ไว้ใจได้" (Trusted Connector) เพื่อสร้างเครือข่ายทั่วทั้งอาเซียน และคว้าโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ที่ยืดหยุ่นและมีผลิตภาพสูงขึ้น
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาในงาน Bangkok Business Summit หัวข้อ “การปฏิรูปเพื่อปลดล็อกการลงทุนของภาคเอกชนและขับเคลื่อนกลไกทางเศรษฐกิจใหม่” ว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ และไทยไม่สามารถรับมือกับความท้าทายเหล่านี้เพียงลำพัง จำเป็นต้องเชื่อมโยงความแข็งแกร่งของประเทศในอาเซียนเข้าด้วยกัน
นายเอกนิติกล่าวว่า ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยเติบโตจากการค้าและการลงทุน โดยมีความเปิดกว้างเป็นหัวใจสำคัญ แต่ในโลกที่มีความผันผวนและซับซ้อนมากขึ้น การเปิดกว้างเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะนักลงทุนให้ความสำคัญกับทั้ง ประสิทธิภาพและความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานพร้อมระบุว่า ปัจจุบันมี 4 การเปลี่ยนแปลงสำคัญ ที่กำลังส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกและเป็นโจทย์ที่อาเซียนต้องร่วมกันรับมือ
เรื่องแรก คือ ภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ ซึ่งมีบทบาทมากขึ้นต่อการค้าและการลงทุน จากเดิมที่บริษัทต่าง ๆ เลือกประเทศที่มีประสิทธิภาพด้านต้นทุนและการดำเนินธุรกิจ ปัจจุบันต้องคำนึงถึงความมั่นคงด้วย ทั้งมาตรการภาษี การควบคุมการส่งออก เงินอุดหนุน และกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า ล้วนมีผลต่อการเคลื่อนย้ายสินค้าและเงินลงทุน
ดังนั้น รัฐบาลของประเทศอาเซียนจำเป็นต้องร่วมมือกันด้านกฎระเบียบ โครงสร้างพื้นฐาน และมาตรฐาน ขณะเดียวกันภาคเอกชนก็ต้องเชื่อมโยงกันผ่านห่วงโซ่อุปทาน เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับภูมิภาค
เรื่องที่สอง คือ ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ซึ่งกำลังกลายเป็นแหล่งใหม่ของผลิตภาพ ความสามารถในการแข่งขัน และอิทธิพลทางเศรษฐกิจ โดยปัจจัยสำคัญไม่ได้มีเพียงเทคโนโลยี แต่รวมถึงเซมิคอนดักเตอร์ กำลังประมวลผล ข้อมูล ดาต้าเซ็นเตอร์ และบุคลากรที่มีทักษะ ซึ่ง AI สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพภาคการผลิต พัฒนาบริการ และสร้างธุรกิจรูปแบบใหม่ แต่ขณะเดียวกันก็จะเปลี่ยนรูปแบบการทำงานและทักษะที่ภาคธุรกิจต้องการ
“ ไทยและอาเซียนไม่ควรมองเพียงการแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนด้าน AI แต่ต้องร่วมกันทำให้เทคโนโลยีเข้าถึงธุรกิจและประชาชนในวงกว้าง โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล บุคลากรด้าน AI การประยุกต์ใช้ AI ในธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงชุมชน”
เรื่องที่สาม คือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่กระทบทั้งความมั่นคงทางอาหารและเสถียรภาพการผลิต ภัยแล้งในภูมิภาคหนึ่งสามารถกระทบต่อปริมาณอาหารและราคาทั่วโลก ขณะที่น้ำท่วมหรือภัยธรรมชาติในพื้นที่หนึ่งอาจทำให้การผลิตในอีกพื้นที่หยุดชะงัก เพราะห่วงโซ่อุปทานโลกเชื่อมโยงกัน
อาเซียนจึงต้องร่วมมือกันด้านพลังงาน โดยยกตัวอย่าง โครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) ซึ่งจะช่วยให้ประเทศสมาชิกใช้ทรัพยากรพลังงานที่มีอยู่ในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน
เรื่องที่สี่ คือ สังคมสูงวัย ซึ่งหลายประเทศกำลังเผชิญจากประชากรที่มีอายุยืนขึ้น ขณะที่อัตราการเกิดลดลง ส่งผลต่อกำลังแรงงาน ผลิตภาพ และภาระทางการคลัง อย่างไรก็ตาม มองว่า สังคมสูงวัยไม่ได้เป็นเพียงความท้าทาย แต่ยังเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะธุรกิจการแพทย์ สุขภาพ เวลเนส อาหารเพื่อสุขภาพ และยา
"สำหรับอาเซียน ความแตกต่างด้านโครงสร้างประชากรสามารถนำมาใช้เป็นจุดแข็งร่วมกันได้ โดยไทยและสิงคโปร์มีประสบการณ์ในการปรับระบบสาธารณสุข การออม และสถานที่ทำงานให้รองรับคนอายุยืน ขณะที่ประเทศอย่างเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และลาว ยังมีประชากรที่อายุน้อยกว่า มีกำลังแรงงานจำนวนมาก หากสามารถเชื่อมโยงศักยภาพเหล่านี้เข้าด้วยกัน การสูงวัยของประชากรจะไม่ใช่ข้อจำกัดต่อการเติบโตของอาเซียน แต่สามารถกลายเป็นโอกาสใหม่ในการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ"
นายเอกนิติกล่าวว่า ทั้ง 4 การเปลี่ยนแปลง ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ AI การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และโครงสร้างประชากร มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือไม่เคารพพรมแดนของประเทศ จึงไม่มีประเทศใดในอาเซียนสามารถรับมือได้เพียงลำพัง
ดังนั้น สิ่งที่อาเซียนต้องสร้างคือ เครือข่ายของผู้เชื่อมโยงที่ไว้ใจได้ เพื่อเปลี่ยนความหลากหลายและจุดแข็งของแต่ละประเทศให้เป็นพลังร่วมของภูมิภาค
สำหรับไทย บทบาทสำคัญคือการเป็นประเทศที่เปิดกว้าง เชื่อถือได้ และเชื่อมโยงกับโลก แต่การมีผู้เชื่อมโยงเพียงประเทศเดียวไม่เพียงพอ จำเป็นต้องสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงระหว่างประเทศอาเซียนทั้งหมด ขอบเขตใหม่ของไทย จึงไม่ได้หมายถึงการลงทุน เทคโนโลยี หรือโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่หมายถึงการทำให้สิ่งเหล่านี้ทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่มีผลิตภาพสูงขึ้น เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น
นายเอกนิติย้ำว่า ภาครัฐมีหน้าที่กำหนดยุทธศาสตร์และสร้างสภาพแวดล้อมให้เกิดการลงทุน แต่ภาคธุรกิจคือผู้ที่รู้ว่าปัญหาในภาคปฏิบัติอยู่ตรงไหน และเป็นผู้เปลี่ยนแนวคิดให้กลายเป็นการลงทุนจริง ดังนั้น ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนจึงเป็นหัวใจสำคัญ
“ไทยพร้อมเป็น Trusted Connector แต่ผู้เชื่อมโยงเพียงประเทศเดียวจะไม่เพียงพอ เราต้องเชื่อมจุดแข็งที่มีอยู่ทั่วภูมิภาคให้แข็งแรงพอที่จะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงครั้งต่อไป ดังนั้น เมื่อเราปรับโฉมประเทศไทย ก็ถึงเวลาที่จะร่วมกันปรับโฉมอาเซียนและรับโอกาสใหม่ไปพร้อมกัน”







