
รฟท.เปิดรางรับเอกชน ปั้นธุรกิจท่องเที่ยว ตั้งเป้ารายได้โต 100%
รฟท. เร่งเปิดโครงข่ายรถไฟรับเอกชนลงทุน ปั้นธุรกิจท่องเที่ยวบนราง หลังรายได้ยัง 80-90 ล้าน ตั้งเป้าโตเท่าตัวใน 3 ปี
KEY
POINTS
- รฟท. ปรับบทบาทเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน เปิดให้ภาคเอกชนเช่าใช้ระบบรางเพื่อสร้างสรรค์แพ็กเกจและธุรกิจท่องเที่ยว
- ตั้งเป้าหมายเพิ่มรายได้จากธุรกิจท่องเที่ยวให้เติบโตขึ้น 100% ภายใน 3 ปี จากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 80-90 ล้านบาทต่อปี
- มุ่งเจาะตลาดนักท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่ม เช่น กลุ่มกำลังซื้อสูงด้วยรถไฟหรู, ตลาดประชุมสัมมนา (MICE) และการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Culinary Tourism)
การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กำลังเปลี่ยนบทบาทจากผู้ให้บริการรถไฟไปสู่ “เจ้าของแพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐาน”
เปิดทางภาคเอกชนเข้ามาใช้ประโยชน์จากระบบรางเพื่อพัฒนาธุรกิจท่องเที่ยว หลังประเมินว่าตลาดดังกล่าวยังมีช่องว่างให้เติบโตอีกมาก
อนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการ รฟท. เปิดเผยว่า ทิศทางการพัฒนาระบบรางในระยะต่อไปจะไม่ได้มองเพียงเรื่องการขนส่งผู้โดยสาร
แต่ต้องการให้โครงข่ายรถไฟเป็นเครื่องมือเชื่อมเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และธุรกิจตลอดแนวเส้นทาง โดย รฟท. จะวางตัวเป็นผู้สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ภาคเอกชนเข้ามาออกแบบสินค้าและบริการท่องเที่ยว
แนวคิดดังกล่าวอยู่ภายใต้โมเดล “SRT as a Platform” เปิดให้โรงแรม บริษัทท่องเที่ยว สมาคมธุรกิจท่องเที่ยว และผู้ประกอบการรายอื่น นำศักยภาพของระบบรางไปพัฒนาแพ็กเกจ One Day Trip, Overnight Trip รวมถึงตลาด Luxury และ Long Stay
เปิด Track Access ดึงเอกชนลงทุน
โอกาสสำคัญของภาคเอกชนมาจาก พ.ร.บ. การขนส่งทางราง พ.ศ. 2566 ที่เปิดช่องให้ผู้ประกอบการสามารถนำขบวนรถของตัวเองเข้ามาวิ่งบนโครงข่าย รฟท. ผ่านการเช่าสล็อตเวลาที่มีอยู่ หรือเช่าขบวนรถพิเศษของ รฟท. เพื่อจัดทริปท่องเที่ยว
โมเดล Track Access Charge จะทำให้เอกชนไม่จำเป็นต้องลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานระบบรางเอง แต่สามารถใช้โครงข่ายที่มีอยู่ โดยจ่ายค่าการใช้ทางตามหลักเกณฑ์ที่ภาครัฐกำหนด
ปัจจุบันมีเอกชนหลายรายเข้าหารือกับ รฟท. แล้ว รวมถึงกลุ่ม Minor Group ที่สนใจโมเดลการเช่าขบวนรถและจัดเส้นทางท่องเที่ยว ขณะที่อัตราค่าใช้รางยังอยู่ระหว่างรอหลักเกณฑ์อย่างเป็นทางการ โดยเบื้องต้นมีการประเมินอัตราค่าใช้บริการไว้ในระดับไม่สูง
“รฟท. ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวโดยตรง สิ่งที่เราทำได้คือเปิดโครงสร้างพื้นฐานให้คนที่เก่งด้านท่องเที่ยวเข้ามาบริหาร” แนวทางของผู้ว่าการ รฟท. สะท้อนการแบ่งบทบาทระหว่างเจ้าของโครงสร้างพื้นฐานกับผู้พัฒนาธุรกิจอย่างชัดเจน
รายได้ท่องเที่ยว 90 ล้าน เร่งปั้นให้โตเท่าตัว
ตัวเลขสะท้อนว่าธุรกิจท่องเที่ยวของ รฟท. ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น โดยปัจจุบันรายได้จากผู้โดยสารรวมอยู่ที่กว่า 2,000 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากธุรกิจท่องเที่ยวอยู่ที่ประมาณ 80-90 ล้านบาทต่อปี
รฟท. ตั้งเป้าเพิ่มรายได้จากกลุ่มท่องเที่ยว 100% ภายใน 3 ปี โดยโจทย์สำคัญคือการเพิ่มการใช้ขบวนรถในวันธรรมดา จากปัจจุบันที่ตลาดส่วนใหญ่กระจุกตัวในวันหยุดสุดสัปดาห์
รฟท. จัดตั้ง Business Unit ดูแลตลาดตั๋วหมู่คณะและการเช่าขบวนรถ โดยมีขบวน SRT 3 ตู้, Royal Blossom 10 ตู้ และ KiHa 183 จำนวน 6 ตู้ ปัจจุบันสร้างรายได้จากการปล่อยเช่าแล้วกว่า 50 ล้านบาท แต่ยังมีข้อจำกัดด้านจำนวนตู้ที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ
ปั้นรถไฟลักชัวรี เจาะตลาดกำลังซื้อสูง
หนึ่งในตลาดที่ รฟท. ต้องการขยายคือกลุ่มนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูง โดยนำขบวนรถที่มีอยู่มาพัฒนาเป็นสินค้าการท่องเที่ยวที่ขาย “ประสบการณ์” มากกว่าการเดินทาง
KiHa 183 ซึ่งได้รับบริจาคจากญี่ปุ่นและนำมาปรับปรุงโดยคนไทย กลายเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ได้รับความนิยมทั้งจากนักท่องเที่ยวไทยและญี่ปุ่น
ส่วน “รถไฟไทยทำ” เป็นอีกโครงการที่ได้รับทุนสนับสนุนจากกระทรวง อว. เพื่อพัฒนาที่นั่งระดับพรีเมียมที่มีแนวคิดจากที่นั่งชั้นธุรกิจบนเครื่องบิน เตรียมทดลองใช้วันที่ 23 ตุลาคมนี้
ขณะที่ SRT Prestige ถูกวางแนวคิดเป็น “โรงแรมเคลื่อนที่” บนราง มีห้องสวีทและห้องนอนระดับพรีเมียม รองรับลูกค้า VIP ประมาณ 10 กว่าคน ซึ่งสามารถนำไปพัฒนาเป็นแพ็กเกจท่องเที่ยวระยะยาวได้
อีกตลาดคือ MICE โดย รฟท. มีรถห้องประชุมและสัมมนาเคลื่อนที่ รองรับผู้เข้าร่วมประมาณ 150 คน จุดขายคือสามารถจัดกิจกรรมตลอดเส้นทาง ทำให้ผู้เข้าร่วมอยู่กับขบวนรถตลอดทริป
ดัน Culinary Tourism สร้างรายได้ตลอดเส้นทาง
นอกจากการขายตั๋วโดยสาร รฟท. ยังมองรายได้จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นตลอดแนวเส้นทาง โดยเฉพาะ Culinary Tourism
แนวคิดคือการนำอาหารขึ้นชื่อจากเมืองต่างๆ มาเชื่อมกับการเดินทาง เช่น ข้าวหมูแดงนครปฐม ก๋วยเตี๋ยวแห้งราชบุรี และข้าวมันแกงหนองปลาดุก โดยประสานร้านค้าให้จัดเตรียมอาหารและนำขึ้นขบวนรถในช่วงที่รถไฟจอดสถานี
โมเดลนี้ไม่ได้สร้างรายได้ให้ รฟท. เพียงฝ่ายเดียว แต่ยังเปิดช่องให้ร้านอาหาร ผู้ประกอบการท้องถิ่น และชุมชนตามแนวรถไฟเข้ามาอยู่ในห่วงโซ่การท่องเที่ยว
รางใหม่ 677 กม. เปิดเมืองท่องเที่ยวเพิ่ม
ด้านโครงสร้างพื้นฐาน รัฐบาลมีแผนขยายโครงข่ายระบบรางใหม่อีก มากกว่า 677 กิโลเมตร พร้อมเพิ่มสถานีใหม่ มากกว่า 44 แห่ง ส่งผลให้ในอนาคตเส้นทางรถไฟสามารถครอบคลุมถึง 57 จังหวัด
ส่วนรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 อยู่ระหว่างผลักดันเส้นทางสำคัญ เช่น ชุมพร-ปาดังเบซาร์ หนองคาย อุบลราชธานี และเชียงใหม่ หลังเฟสแรกพัฒนาแล้วประมาณ 997 กิโลเมตร โดยคาดว่ากระบวนการอนุมัติ เวนคืน และก่อสร้างเฟส 2 จะใช้เวลาอีก 6-7 ปี
ขณะที่เส้นทางเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ระยะทางประมาณ 300 กิโลเมตร คาดว่าจะเปิดใช้ในปี 2571 เป็นอีกเส้นทางที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวสูง ทั้งจากภูมิประเทศ อุโมงค์รถไฟที่ยาวที่สุดในประเทศ และเส้นทางยกระดับท่ามกลางภูเขา
ส่วนบ้านไผ่-มุกดาหาร-นครพนม ระยะทางกว่า 300 กิโลเมตร คาดว่าจะเปิดให้บริการช่วงปี 2572-2573 เพิ่มโอกาสเชื่อมโยงเมืองท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชายแดนภาคอีสาน
นอกจากนี้ รฟท. เตรียมผลักดันโครงการ Missing Link ได้แก่ ชุมพร-ระนอง ระยะทาง 90 กิโลเมตร เพื่อเชื่อมอ่าวไทยกับอันดามันและสนับสนุน Landbridge รวมถึงรถไฟชานเมืองสายสีแดง และเส้นทางสุพรรณบุรี-บ้านภาชี
ไฮสปีดกรุงเทพฯ-โคราช เชื่อมเมืองท่องเที่ยว
อีกโครงการที่จะเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางคือรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ระยะทาง 250 กิโลเมตร ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง และมีสถานีสำคัญ ได้แก่ อยุธยา สระบุรี และปากช่อง
รฟท. คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในช่วงปี 2573-2574 ซึ่งจะทำให้การเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยังเมืองท่องเที่ยวตามแนวเส้นทางใช้เวลาสั้นลง และเปิดโอกาสให้ธุรกิจท่องเที่ยวออกแบบโปรแกรมหลายจุดหมายภายในทริปเดียว
อย่างไรก็ตาม รฟท. มองว่ารถไฟความเร็วสูงไม่จำเป็นต้องเหมาะกับทุกเส้นทาง โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคใต้ที่มีระยะทางไกล การพัฒนารถไฟทางคู่จึงยังเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าในหลายพื้นที่
ส่วนรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินยังต้องรอความชัดเจนจากนโยบายรัฐบาลและการดำเนินการของคู่สัญญา หากไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ จะต้องกลับไปพิจารณาตามเงื่อนไขสัญญาเดิม ไม่สามารถเปิดประมูลใหม่ได้ทันที
เปลี่ยน “ราง” เป็นธุรกิจใหม่ของประเทศ
ภาพที่ รฟท. กำลังวางจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนรางหรือสถานี แต่คือการสร้างตลาดใหม่บนโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่
จากรายได้ท่องเที่ยว 80-90 ล้านบาท หากสามารถเปิดพื้นที่ให้เอกชนเข้ามาใช้รางได้มากขึ้น ขยายเที่ยวเดินรถสู่วันธรรมดา และเพิ่มสินค้าในกลุ่ม Luxury, MICE, Culinary และ Long Stay ธุรกิจท่องเที่ยวทางรถไฟมีโอกาสขยายตัวได้มากกว่าการขายตั๋วโดยสารเพียงอย่างเดียว
ขณะเดียวกัน การลงทุนโครงข่ายใหม่กว่า 677 กิโลเมตร และสถานีใหม่กว่า 44 แห่ง จะเพิ่มจุดเชื่อมต่อเศรษฐกิจเข้าสู่เมืองท่องเที่ยวและชุมชนมากขึ้น
โจทย์สำคัญของ รฟท. จากนี้จึงไม่ใช่เพียง “สร้างรางให้เสร็จ” แต่คือการทำให้รางที่มีอยู่สามารถสร้างรายได้และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับเอกชนและพื้นที่ตลอดเส้นทาง โดยมีเป้าหมายแรกคือการดันรายได้ธุรกิจท่องเที่ยวให้โตเท่าตัวภายใน 3 ปี







