
ปณิธานเตือนชายแดนใต้เสี่ยง “เกียร์ว่าง” ห่วงโต๊ะสันติสุขคุยไม่ถูกคน
“ปณิธาน” วิเคราะห์ BRN รุ่นใหม่ปรับโครงสร้างจนรัฐตามไม่ทัน จับมือทุนเทาเพิ่มแรงปะทะ ห่วงช่วงโยกย้ายเปิดช่องก่อเหตุ พร้อมจี้ตรวจสอบผู้ร่วมโต๊ะสันติสุขมีอำนาจสั่งการจริงหรือไม่
KEY
POINTS
- ดร.ปณิธานเตือนว่าช่วงโยกย้ายตำแหน่งประจำปีของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงอาจทำให้เกิดภาวะ "เกียร์ว่าง" ซึ่งเปิดช่องให้ผู้ก่อความไม่สงบฉวยโอกาสลงมือ
- ตั้งข้อกังวลว่าโต๊ะพูดคุยสันติสุขอาจกำลังเจรจากับตัวแทนที่ไม่มีอำนาจสั่งการกลุ่ม BRN รุ่นใหม่ได้จริง เนื่องจากการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างภายในขบวนการ
- ชี้ว่าฝ่ายความมั่นคงกำลังเผชิญความท้าทายจากกลุ่ม BRN รุ่นใหม่ที่มีโครงสร้างซับซ้อนและสมาชิกจำนวนมากไม่มีประวัติ ทำให้ยากต่อการรับมือและติดตาม
ดร.ปณิธาน วัฒนากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ วิเคราะห์สถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ฝ่ายความมั่นคงกำลังเผชิญความท้าทายจาก BRN รุ่นใหม่ ซึ่งปรับโครงสร้างและยุทธศาสตร์การเคลื่อนไหวจนซับซ้อนกว่าเดิม ขณะที่ระบบราชการไทยยังมีช่องโหว่ โดยเฉพาะช่วงโยกย้ายตำแหน่งประจำปี
BRN “ผลัดใบ” สมาชิกใหม่ไร้ประวัติ
ดร.ปณิธานระบุว่า BRN รุ่นใหม่มีเอกภาพมากขึ้น ทำงานแบบผสมผสานทั้งทางลับและทางเปิด พร้อมสร้างเครือข่ายข่าวในพื้นที่อย่างเข้มแข็ง ส่วนกลุ่มเคลื่อนไหวเดิม เช่น เบอร์ซาตู GMIP และพูโล มีบทบาทลดลงมาก
ผู้ก่อเหตุรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งไม่มีประวัติอาชญากรรมหรือหมายจับ เจ้าหน้าที่จึงไม่มีข้อมูลและไม่คุ้นเคยกับบุคคลเหล่านี้ ขณะเดียวกัน ขบวนการยังฝังตัวอยู่ทั้งในพื้นที่และประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ชาวบ้านพบเห็นความเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันชัดเจนขึ้น ท่ามกลางความตึงเครียดและหวาดกลัว
จับตาทุนเทาหนุนความรุนแรง
ในด้านยุทธศาสตร์ BRN มักเลือกก่อเหตุในช่วงเวลาที่มีความหมายเชิงประวัติศาสตร์ รวมถึงช่วงปลายปีงบประมาณ เพื่อสร้างข้อครหาว่าเจ้าหน้าที่รัฐต้องการต่ออายุภารกิจหรือขอเพิ่มงบประมาณ
ดร.ปณิธานยังตั้งข้อสังเกตถึงความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนสีเทา ทั้งเครือข่ายยาเสพติด การค้าของเถื่อน และกลุ่มมาเฟีย ซึ่งอาจเป็นแหล่งเงินสนับสนุน เมื่อภาครัฐเพิ่มความเข้มงวดในการปราบปราม จึงอาจเกิดการร่วมมือก่อเหตุเพื่อตอบโต้รัฐบาล
อย่างไรก็ตาม ข้อสังเกตดังกล่าวยังเป็นการวิเคราะห์ด้านความมั่นคง ซึ่งต้องตรวจสอบและพิสูจน์ด้วยหลักฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
รอยต่อโยกย้ายเสี่ยง “เกียร์ว่าง”
ปัญหาสำคัญอีกด้านคือการสับเปลี่ยนกำลังและหมุนเวียนผู้บังคับบัญชาในช่วงแต่งตั้งประจำปี ซึ่งอาจทำให้การส่งมอบงานและการปฏิบัติการชะงักงัน จนเกิดภาวะ “เกียร์ว่าง” โดยฝ่ายผู้ก่อเหตุรู้ถึงช่องโหว่นี้และอาจเลือกใช้เป็นจังหวะลงมือ
ดร.ปณิธานมองว่า โครงสร้างการแก้ปัญหาในปัจจุบันให้น้ำหนักกับทหารและกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ กอ.รมน. มากเกินไป เนื่องจากการใช้กฎหมายพิเศษ ขณะที่บทบาทตำรวจ ผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอลดลง ทั้งที่หน่วยงานเหล่านี้ใกล้ชิดประชาชนและมีข้อมูลเชิงลึกในพื้นที่
นอกจากนี้ การจัดกำลังแนวหน้า โดยเฉพาะอาสาสมัครรักษาความปลอดภัยและทหารพราน ยังต้องหมุนเวียนบุคลากรที่มีทักษะและประสบการณ์ให้เหมาะกับพื้นที่เสี่ยง เพื่อลดโอกาสเกิดความสูญเสีย
ห่วงโต๊ะสันติสุขคุยไม่ถูกคน
สำหรับกระบวนการพูดคุยสันติสุข ดร.ปณิธานตั้งคำถามว่า ตัวแทนที่รัฐบาลกำลังเจรจาด้วยยังมีบทบาทและอำนาจสั่งการภายใน BRN จริงหรือไม่ เนื่องจากการเปลี่ยนผ่านภายในขบวนการเกิดขึ้นรวดเร็ว ขณะที่ฝ่ายผู้เห็นต่างมีที่ปรึกษาชาวต่างชาติในหลายประเทศ
รัฐบาลไทยและมาเลเซียในฐานะผู้อำนวยความสะดวกจึงต้องทบทวนองค์ประกอบของโต๊ะพูดคุย เพื่อให้มั่นใจว่ากำลังเจรจากับตัวแทนที่ตัดสินใจและควบคุมกำลังในพื้นที่ได้จริง
เสนอใช้ “การเมืองนำการทหาร”
ดร.ปณิธานเสนอว่า ระยะเร่งด่วน รัฐบาลต้องหยุดความรุนแรง ยกระดับงานข่าวกรอง ส่งหน่วยที่มีความสามารถเฉพาะด้านลงพื้นที่ และดึงประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อฟื้นความเชื่อมั่น
ระยะกลาง ต้องลดเงื่อนไขความขัดแย้ง จัดการกลุ่มทุนสีเทา และแก้ปัญหาการเมืองท้องถิ่น ส่วนระยะยาวควรปฏิรูปโครงสร้าง กอ.รมน.และสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. พร้อมนำยุทธศาสตร์ “การเมืองนำการทหาร” กลับมาปรับใช้ โดยบูรณาการทหาร ตำรวจ และฝ่ายพลเรือน ควบคู่กับการพัฒนาและเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบ
แหล่งที่มา: เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand







