posttoday
สิงคโปร์ผงาดเบอร์ 1 ขนส่งสาธารณะโลก ตั้งเป้าเดินถึงรถไฟใน 10 นาที

สิงคโปร์ผงาดเบอร์ 1 ขนส่งสาธารณะโลก ตั้งเป้าเดินถึงรถไฟใน 10 นาที

26 สิงหาคม 2569

เปิดโมเดล Smart City สิงคโปร์ เมื่อรถไฟไม่ได้แค่เชื่อมเมือง แต่ต้องเข้าถึงบ้านคน 80% พร้อมขยายราง 360 กม. แล้วกรุงเทพฯ อยู่ตรงไหน?

KEY

POINTS

  • สิงคโปร์ได้รับการจัดอันดับเป็นที่ 1 ของโลกด้านระบบขนส่งสาธารณะ จากรายงาน Urban Mobility Readiness Index 2024 ด้วยจุดเด่นด้านความหนาแน่นของเครือข่าย การเข้าถึงง่าย และประสิทธิภาพสูง
  • รัฐบาลตั้งเป้าหมายหลักภายใต้แผนแม่บท Land Transport Master Plan ให้ 8 ใน 10 ของครัวเรือนสามารถเดินถึงสถานีรถไฟได้ภายใน 10 นาที ภายในช่วงทศวรรษ 2030
  • กลยุทธ์สำคัญคือการขยายโครงข่ายรถไฟให้มีความยาวประมาณ 360 กิโลเมตร ควบคู่กับการใช้ระบบขนส่งอื่น เช่น รถโดยสาร เป็นเครือข่ายเสริมเพื่อเชื่อมต่อผู้คนเข้าสู่ระบบรางได้อย่างไร้รอยต่อ

สิงคโปร์คว้าอันดับ 1 ขนส่งสาธารณะโลก เปิดโมเดลเมืองที่ “เดินถึงรถไฟใน 10 นาที”

 

จั่วหัวให้มันเท่ๆ เพราะนี่คือเรื่องที่น่ายินดีของ Smart City ทั่วทุกแห่งในโลก...

 

เพราะหากพูดถึงเมืองที่วางระบบขนส่งสาธารณะจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบเมือง “สิงคโปร์” คือหนึ่งในกรณีศึกษาที่น่าสนใจที่สุด

 

ล่าสุดรายงาน Urban Mobility Readiness Index 2024 ของ Oliver Wyman Forum ซึ่งจัดทำร่วมกับนักวิจัยจาก University of California, Berkeley จัดให้สิงคโปร์ครองอันดับ 1 ในหมวดย่อย Public Transit จากเมืองที่เข้าร่วมการประเมิน 70 เมือง

 

ขณะที่อันดับรวมของสิงคโปร์อยู่ที่ 3 ของโลก สะท้อนว่า จุดแข็งสำคัญของเมืองไม่ได้อยู่เพียงการมีระบบรถไฟฟ้าที่ทันสมัย แต่คือการออกแบบระบบขนส่งให้มีความหนาแน่น เข้าถึงง่าย มีประสิทธิภาพ และสามารถรองรับการเดินทางของคนเมืองในระยะยาว

 

หัวใจของโมเดลสิงคโปร์คือแนวคิดว่า สถานีขนส่งต้องเข้าใกล้ผู้คน!

ไม่ใช่ให้ผู้คนต้องเดินทางไกลเพื่อไปหาสถานี โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายภายใต้ Land Transport Master Plan ให้ 8 ใน 10 ครัวเรือนอยู่ในระยะเดินไม่เกิน 10 นาทีจากสถานีรถไฟภายในช่วงทศวรรษ 2030

 

พร้อมขยายเครือข่ายรถไฟจากราว 260 กิโลเมตรในปี 2024 ไปสู่ประมาณ 360 กิโลเมตรในช่วงต้นทศวรรษ 2030 การขยายตัวดังกล่าวจะทำให้ความยาวโครงข่ายรถไฟของสิงคโปร์มากกว่าความยาวโครงข่ายรถไฟของโตเกียวหรือฮ่องกงในปัจจุบัน และอยู่ในระดับใกล้เคียงกับเมืองใหญ่อย่างลอนดอนและนิวยอร์ก

 

สิงคโปร์ผงาดเบอร์ 1 ขนส่งสาธารณะโลก ตั้งเป้าเดินถึงรถไฟใน 10 นาที

 

ตัวเลข 223 ไมล์ที่ปรากฏในรายงานของ Oliver Wyman Forum จึงไม่ใช่การบอกว่าสิงคโปร์มีรถไฟยาวกว่ากรุงเทพฯ หรือเมืองอื่นในเอเชียในทุกมิติ แต่หมายถึง แผนขยายโครงข่ายรถไฟในอนาคตราว 223 ไมล์ หรือประมาณ 359 กิโลเมตร

 

ซึ่งจะผลักดันเป้าหมายด้านการเข้าถึงสถานีให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น รายงานยังมองว่าสิงคโปร์มีจุดเด่นด้านความหลากหลายของระบบขนส่ง ค่าโดยสารที่เข้าถึงได้ เวลาเดินทางที่รวดเร็ว และสถานีที่อยู่ในระยะเดินของประชาชน

 

ขณะเดียวกัน สิงคโปร์ยังพัฒนาระบบขนส่งอัตโนมัติควบคู่ไปกับโครงสร้างพื้นฐาน โดยรถโดยสารไร้คนขับที่ประชาชนเข้าถึงได้เริ่มให้บริการในปี 2024

 

ความน่าสนใจอีกประการคือ สิงคโปร์ไม่ได้มอง “รถไฟ” แยกออกจากระบบขนส่งอื่น แต่ใช้รถโดยสารเป็นเครือข่ายเสริมเพื่อเชื่อมผู้โดยสารจากพื้นที่พักอาศัยเข้าสู่ระบบราง

 

ขณะที่การขยายเส้นทางใหม่ก็ถูกออกแบบเพื่อเพิ่มทางเลือกในการเดินทางและลดเวลาการเดินทางของประชาชน ตัวอย่างเช่น Thomson-East Coast Line เมื่อพัฒนาเต็มรูปแบบจะมีระยะทาง 40.6 กิโลเมตร 27 สถานี และ 6 สถานีเชื่อมต่อ

 

ส่วนการขยายเส้นทางอื่น ๆ เช่น Jurong Region Line และ Cross Island Line จะเข้ามาเติมเต็มพื้นที่ที่ระบบรางยังเข้าถึงได้ไม่มากนัก

 

สิงคโปร์ผงาดเบอร์ 1 ขนส่งสาธารณะโลก ตั้งเป้าเดินถึงรถไฟใน 10 นาที

 

เมื่อมองผ่านเลนส์ของ Smart City สิ่งที่สิงคโปร์ทำจึงน่าสนใจกว่าการสร้างรถไฟฟ้าเพิ่ม เพราะเป็นการใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเป็นเครื่องมือจัดรูปแบบเมืองไปพร้อมกัน เป้าหมายไม่ได้หยุดอยู่ที่การเพิ่มจำนวนสถานี

 

แต่คือการทำให้คนสามารถเดินจากบ้านไปสู่ระบบขนส่งมวลชนได้ง่าย จากนั้นจึงเชื่อมต่อไปยังพื้นที่ทำงาน แหล่งการค้า โรงเรียน และบริการสาธารณะได้อย่างต่อเนื่อง แนวคิดนี้ทำให้ระบบขนส่งกลายเป็น “โครงกระดูก” ของเมือง

 

ซึ่งช่วยลดการพึ่งพารถยนต์และสนับสนุนการเดินทางที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยสิงคโปร์ยังตั้งเป้าหมายให้ 75% ของการเดินทางในช่วงเวลาเร่งด่วนใช้ระบบขนส่งมวลชนภายในปี 2030

 

อย่างไรก็ตาม การได้อันดับหนึ่งในหมวด Public Transit ไม่ได้หมายความว่าระบบขนส่งสาธารณะของสิงคโปร์ไร้ปัญหา ในช่วงปี 2024–2025 ระบบ MRT เผชิญเหตุขัดข้องหลายครั้ง

 

โดยข้อมูลที่รายงานจาก Land Transport Authority ระบุว่า ค่าเฉลี่ยระยะทางที่รถไฟวิ่งได้ก่อนเกิดความล่าช้าเกิน 5 นาทีลดลงในช่วงหนึ่ง และเกิดเหตุขัดข้องครั้งใหญ่บน East-West Line ในเดือนกันยายน 2024 จนต้องมีการหยุดให้บริการบางช่วงเป็นเวลาหลายวัน ขณะที่ในปี 2025 ค่าโดยสารขนส่งสาธารณะสำหรับผู้ใหญ่ก็ปรับเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 5%

 

แต่สถานการณ์ด้านความเสถียรก็ไม่ได้หยุดนิ่ง เพราะในปี 2026 ตัวเลขความน่าเชื่อถือของระบบ MRT กลับมาปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยเดือนมิถุนายนมีค่า Mean Kilometres Between Failures หรือ MKBF มากกว่า 2 ล้านกิโลเมตรต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3

 

และไม่มีเหตุขัดข้องที่ทำให้เกิดความล่าช้าเกิน 30 นาทีตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2025 ซึ่งถือเป็นช่วงที่ยาวที่สุดนับตั้งแต่ LTA เริ่มเก็บสถิตินี้ในปี 2011

 

เมื่อเทียบกับกรุงเทพฯ ภาพจึงสะท้อนโจทย์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน สิงคโปร์กำลังเดินหน้าไปสู่เป้าหมายที่ระบบรางต้องครอบคลุมพื้นที่พักอาศัยให้มากที่สุด

 

ขณะที่กรุงเทพฯ เองก็อยู่ระหว่างการวางแผน M-Map 2 เพื่อพัฒนาโครงข่ายรถไฟฟ้าและแก้ปัญหาความหนาแน่นของเส้นทางเดิม โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญที่สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจรให้ความสำคัญคือการปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงสถานี การเชื่อมต่อระหว่างรถไฟฟ้าด้วยกัน และการเชื่อมต่อระหว่างระบบรางกับการเดินทางรูปแบบอื่น

 

ตัวเลขจาก Urban Mobility Readiness Index ยิ่งทำให้เห็นช่องว่างดังกล่าวชัดขึ้น เพราะในการจัดอันดับปี 2024 สิงคโปร์อยู่ที่อันดับ 1 ในหมวด Public Transit

 

ขณะที่กรุงเทพฯ อยู่ที่อันดับ 46 จาก 70 เมือง และอันดับรวมอยู่ที่ 48 เมื่อพิจารณาร่วมกับบริบทของกรุงเทพฯ จะเห็นว่าโจทย์ไม่ได้มีเพียงการเพิ่มจำนวนรถไฟฟ้า แต่รวมถึงการทำให้ระบบที่มีอยู่เชื่อมต่อกันได้จริง การเดินทางช่วงต้นทางและปลายทางสะดวกขึ้น ตลอดจนทำให้สถานีเข้าถึงได้ง่ายสำหรับคนที่ไม่ได้อาศัยอยู่ติดแนวรถไฟฟ้า

 

บทเรียนสำคัญจากสิงคโปร์จึงอาจไม่ใช่การถามว่า “กรุงเทพฯ ต้องสร้างรถไฟเพิ่มอีกกี่สาย” แต่ควรถามว่า ทำอย่างไรให้คนจำนวนมากสามารถออกจากบ้านแล้วเข้าสู่ระบบขนส่งสาธารณะได้ภายในเวลาไม่กี่นาที

 

เพราะ Smart City ที่แท้จริงไม่ได้วัดจากจำนวนสถานีหรือความยาวรางเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากประสบการณ์ของประชาชนตั้งแต่ก้าวแรกออกจากบ้านจนถึงจุดหมายปลายทาง

 

หากกรุงเทพฯ สามารถเชื่อมรถไฟฟ้า รถเมล์ เรือ ทางเดินเท้า และระบบ Feeder ให้เป็นเครือข่ายเดียวกันได้อย่างไร้รอยต่อ เมืองก็จะขยับจากการมี “ระบบขนส่งหลายระบบ” ไปสู่การมี Mobility System ของเมืองอัจฉริยะ ที่คนสามารถเลือกใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

 

 

อ้างอิง: Oliver Wyman Forum + University of California, Berkeley — Urban Mobility Readiness Index 2024
 

ข่าวล่าสุด

“อนุทิน” ย้ำกู้ 4 แสนล้านทางเลือกสุดท้าย ฝ่าวิกฤตพลังงาน

“อนุทิน” ย้ำกู้ 4 แสนล้านทางเลือกสุดท้าย ฝ่าวิกฤตพลังงาน