
“กรวีร์” รับคุยผู้สมัครสว. โต้บันทึกโทรศัพท์มัดฮั้วไม่ได้
ประธานวิปรัฐบาล กรวีร์ ปริศนานันทกุล ยอมรับรับสายผู้สมัคร สว. แต่ปฏิเสธเกี่ยวข้องขบวนการฮั้ว ชี้ต้องมีหลักฐานสั่งการหรือเส้นทางเงิน พร้อมแจ้งความปมเอกสารดีเอสไอรั่ว
KEY
POINTS
- นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ยอมรับว่าได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับผู้สมัคร สว. จริง แต่ปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้องกับการฮั้วเลือกตั้ง
- โต้แย้งว่าลำพังบันทึกการใช้โทรศัพท์ ไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์การทุจริตได้ ต้องมีหลักฐานอื่น เช่น เส้นทางการเงินประกอบ
- ตั้งคำถามถึงการนำเอกสารราชการมาเผยแพร่ และเสนอให้ตรวจสอบข้อมูลการโทรศัพท์ของนักการเมืองพรรคอื่นด้วยเพื่อความเป็นธรรม
นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล หรือประธานวิปรัฐบาล ยอมรับว่าเคยรับสายและพูดคุยกับผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในช่วงการเลือก สว. ระดับประเทศ ระหว่างวันที่ 24–26 มิถุนายน 2567 แต่ยืนยันว่าการติดต่อพูดคุยไม่ได้หมายความว่าเกี่ยวข้องกับการทุจริตหรือขบวนการฮั้วเลือก สว.
นายกรวีร์ตั้งคำถามว่า การพูดคุยกับผู้สมัคร สว. เป็นความผิดตามกฎหมายอย่างไร เนื่องจากตนทำงานการเมืองและเป็นผู้แทนราษฎรมานาน การรู้จักประชาชนหรือมีผู้สมัคร สว. ติดต่อมาในฐานะนักการเมืองระดับประเทศจึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติ
ส่วนบันทึกรายละเอียดการใช้โทรศัพท์ หรือคอลลิงล็อก ซึ่งถูกนำมาใช้เชื่อมโยงกับข้อกล่าวหานั้น นายกรวีร์เห็นว่า ลำพังข้อมูลการโทรศัพท์ไม่เพียงพอจะพิสูจน์ว่าตนทุจริตการเลือก สว. หากจะกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการฮั้ว จะต้องแสดงหลักฐานที่ชัดเจน เช่น การสั่งการ การจ่ายเงิน หรือเส้นทางการโอนเงินที่เชื่อมโยงกับการจัดตั้งขบวนการ
นายกรวีร์กล่าวว่า ในแต่ละวันตนรับโทรศัพท์หลายสิบถึงหลักร้อยสาย ครอบคลุมทั้งเรื่องร้องเรียนจากประชาชน เรื่องส่วนตัว และการประสานงาน จึงเห็นว่าการเลือกนำเสนอเฉพาะสายของผู้สมัคร สว. จำนวน 3–4 คน ไม่เป็นธรรมกับตน
เมื่อถูกถามถึงเนื้อหาการสนทนาในช่วงเวลาดังกล่าว นายกรวีร์ระบุว่า ไม่สามารถจดจำรายละเอียดได้ เพราะเหตุการณ์ผ่านมาประมาณ 2 ปีแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่บุคคลจะจำบทสนทนาทางโทรศัพท์ทั้งหมดไม่ได้
สำหรับความสัมพันธ์กับผู้สมัคร สว. ในจังหวัดอ่างทอง นายกรวีร์ชี้แจงว่า รู้จักนางคอติยะ ทรงงาม เนื่องจากเป็นอดีตเลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอ่างทอง เช่นเดียวกับตนที่เคยดำรงตำแหน่งดังกล่าวเมื่อปี 2552 แต่ยืนยันว่านางคอติยะไม่ได้เป็นคณะทำงานของตน
ขณะที่นายขวัญชัย แสนหิรัณย์ และนายสืบศักดิ์ แววแก้ว เป็นบุคคลที่รู้จักคุ้นเคยกันมาก่อน โดยในจำนวนผู้สมัคร สว. จากจังหวัดอ่างทองกว่า 100–200 คน ตนรู้จักมากกว่าครึ่ง ทั้งผู้ที่ได้รับเลือกและไม่ได้รับเลือก
นายกรวีร์ยังตั้งข้อสังเกตถึงความขัดแย้งของข้อมูล โดยระบุว่า ข้อมูลที่โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ เผยแพร่ในช่วงแรกกล่าวหาว่าตนอยู่ที่เมืองทองธานี แต่ตนยืนยันว่าอยู่ในอำเภอเมืองอ่างทอง ขณะที่เอกสารซึ่งเปิดเผยภายหลังก็ระบุพิกัดว่าอยู่จังหวัดอ่างทองเช่นกัน
นอกจากนี้ นายกรวีร์ตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการนำเอกสารราชการที่มีลายน้ำ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสำนวนคดีอั้งยี่และฟอกเงินของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มาเผยแพร่ระหว่างที่คดียังอยู่ในกระบวนการพิจารณา โดยได้แจ้งความดำเนินคดีกรณีเอกสารรั่วไหลแล้ว แต่จะไม่ฟ้องไอลอว์โดยตรง เพื่อหลีกเลี่ยงข้อกล่าวหาเรื่องการฟ้องปิดปาก
พร้อมเสนอให้ตรวจสอบบันทึกการโทรศัพท์ของแกนนำและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคการเมืองอื่นในช่วงเวลาเดียวกันด้วย เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างรอบด้านและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย.
แหล่งที่มาประกอบ : เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand







