
“ณัฐพงษ์” จี้แจง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน หวั่นลงทุนพลังงานผิดจุด
ผู้นำฝ่ายค้าน ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ตั้งคำถามความจำเป็นเร่งด่วนของ พ.ร.ก.กู้เงิน พร้อมเรียกร้องรัฐบาลเปิดแผนลงทุนพลังงาน 2 แสนล้านให้ชัด ก่อนตัดสินใจลงมติ
KEY
POINTS
- นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน ตั้งคำถามถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่าสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญหรือไม่
- แสดงความกังวลว่าการลงทุนด้านพลังงานอาจผิดจุด และเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงแผนการใช้เงิน 2 แสนล้านบาทเพื่อการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานให้ชัดเจน
- เสนอให้รัฐบาลพิจารณาแหล่งเงินทุนอื่นและลงทุนด้านพลังงานเป็นระยะอย่างตรงจุด แทนการกู้เงินก้อนใหญ่ทั้งหมดในคราวเดียว
ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขผลกระทบจากวิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน เรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงถึงความจำเป็นเร่งด่วนและรายละเอียดการใช้เงินอย่างชัดเจน
นายณัฐพงษ์อภิปรายว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 172 กำหนดให้การออกพระราชกำหนดเกี่ยวกับการกู้เงินทำได้เฉพาะกรณีฉุกเฉิน ซึ่งมีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ สภาจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่า การใช้แหล่งเงินพิเศษจากการกู้แทนกระบวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญหรือไม่
สำหรับวงเงิน 200,000 ล้านบาทที่รัฐบาลระบุว่าจะใช้เปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน นายณัฐพงษ์เห็นว่าต้องพิจารณา 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ความชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนจริงหรือไม่ และความชัดเจนของแผนใช้จ่ายเพื่อจัดซื้อจัดจ้างโครงการขนาดใหญ่
ผู้นำฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตว่า การระบุคำว่า “พลังงานสะอาด” หรือ “โซลาร์รูฟท็อป” ไว้ในชื่อโครงการ อาจยังไม่เพียงพอที่จะรับประกันว่าโครงการเหล่านั้นจะนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานได้จริง รัฐบาลจึงต้องชี้แจงว่าจะลงทุนในด้านใด พื้นที่ใด และแต่ละโครงการจะช่วยยกระดับระบบพลังงานของประเทศอย่างไร
นายณัฐพงษ์ยืนยันว่า พรรคประชาชนสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน แต่เห็นว่าควรดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไปและลงทุนให้ตรงจุด โดยรัฐบาลไม่จำเป็นต้องใช้เงินกู้เป็นแหล่งเงินลงทุนทุกโครงการ
ทั้งนี้ พรรคประชาชนเสนอให้แบ่งแผนลงทุนออกเป็นระยะ เริ่มจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและจัดลำดับพื้นที่ลงทุน โดยระยะแรกมุ่งเน้นกรุงเทพฯ ปริมณฑล และภาคตะวันออก ซึ่งเป็นพื้นที่หนาแน่นและมีการใช้ไฟฟ้ารวมกันถึง 75% ของประเทศ
จากนั้นจึงขยายการลงทุนไปยังภูมิภาค เพื่อรองรับการเปิดตลาดไฟฟ้าสะอาดให้ครอบคลุม 87% ของประเทศ หรือคิดเป็น 53% ของผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งหมด ภายในสิ้นปี 2577
ระยะสุดท้ายในช่วงปี 2578-2581 เสนอให้ยกระดับระบบไฟฟ้าไปสู่โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ หรือสมาร์ตกริด เพื่อรองรับการเปิดเสรีด้านพลังงาน เชื่อมโยงการซื้อขายพลังงานสะอาดในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงเพิ่มอำนาจต่อรองของประเทศไทยท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์
นายณัฐพงษ์ยังตั้งคำถามถึงแหล่งเงินลงทุน โดยระบุว่าประเทศไทยมีทางเลือกอื่น ทั้งเงินของรัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และกองทุนต่าง ๆ จึงขอให้รัฐบาลชี้แจงว่าเหตุใดจึงจำเป็นต้องตรา พ.ร.ก.กู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท
หากรัฐบาลยังไม่สามารถอธิบายเหตุผล ความจำเป็น และรายละเอียดของแผนงานวงเงิน 200,000 ล้านบาทสำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานได้อย่างชัดเจน พรรคประชาชนก็ไม่สามารถลงมติเห็นชอบพระราชกำหนดฉบับนี้ได้ นายณัฐพงษ์กล่าว







