
นับถอยหลัง 9 วัน! ครั้งแรกอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ฝีมือคนไทยเตรียมไปโคจรรอบดวงจันทร์
“CE-7 MATCH” อุปกรณ์วิทยาศาสตร์ฝีมือคนไทย เตรียมออกเดินทางไปโคจรรอบดวงจันทร์ โดย NARIT เปิดให้ประชาชนทำความรู้จักในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 15-23 ส.ค.
วันที่ 15 สิงหาคม 2569 สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NARIT กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดนิทรรศการ “ครั้งแรกของไทยสู่ภารกิจสำรวจดวงจันทร์ Thailand Moonshot: CE-7 MATCH” ภายในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2569 ก่อนถึงกำหนดการปล่อยภารกิจฉางเอ๋อ 7 ในวันที่ 24 สิงหาคมนี้
หัวใจสำคัญของภารกิจฝั่งไทยคือ CE-7 MATCH (Chang'E-7 Moon-Aiming Thai-Chinese Hodoscope) อุปกรณ์วิจัยวิทยาศาสตร์ที่ออกแบบและพัฒนาโดย NARIT ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล และได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 7 อุปกรณ์วิทยาศาสตร์จากนานาชาติ ที่จะร่วมเดินทางกับยานฉางเอ๋อ 7 เพื่อทำงานบนวงโคจรรอบดวงจันทร์
อุปกรณ์ดังกล่าวถูกส่งมอบให้จีนเพื่อนำไปติดตั้งกับยาน หลังผ่านกระบวนการออกแบบ พัฒนา และทดสอบเพื่อให้สามารถทำงานภายใต้สภาพแวดล้อมรุนแรงในอวกาศได้
CE-7 MATCH ไปดวงจันทร์เพื่อทำอะไร?
CE-7 MATCH ไม่ได้ทำหน้าที่ถ่ายภาพพื้นผิวดวงจันทร์ แต่เป็นอุปกรณ์สำหรับ ตรวจวัดอนุภาคพลังงานสูงและสภาวะอวกาศโดยสามารถตรวจวัดอนุภาคหลายประเภท เช่น โปรตอน อนุภาคแอลฟา และอิเล็กตรอนพลังงานสูง รวมถึงศึกษารังสีคอสมิกและอนุภาคที่มาจากดวงอาทิตย์
ข้อมูลดังกล่าวจะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ศึกษาปฏิสัมพันธ์ระหว่าง ดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ ตลอดจนสภาพแวดล้อมด้านรังสีบริเวณดวงจันทร์
การศึกษาสภาวะอวกาศมีความสำคัญต่อภารกิจอวกาศในอนาคต เนื่องจากเหตุการณ์อย่าง พายุสุริยะ สามารถปลดปล่อยอนุภาคประจุพลังงานสูง ซึ่งส่งผลกระทบต่อดาวเทียม ระบบสื่อสาร เซลล์แสงอาทิตย์ และระบบเทคโนโลยีต่า ๆ ได้
CE-7 MATCH ยังมีเป้าหมายศึกษาการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนพลังงานสูงที่มีต้นกำเนิดจากบริเวณสนามแม่เหล็กของ ดาวพฤหัสบดี เพื่อเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับการเดินทางของอนุภาคพลังงานสูงและสภาพอวกาศภายในระบบสุริยะ
อุปกรณ์ขนาดไม่ถึง 5 กิโลกรัม ฝีมือวิศวกรไทย
CE-7 MATCH มีขนาดประมาณ 14.5 × 14.6 × 26.5 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 4.85 กิโลกรัม แต่ภายในประกอบด้วยระบบตรวจวัดหลายชั้นที่ได้รับการออกแบบให้สามารถระบุทั้งทิศทาง ชนิด และพลังงานของอนุภาคที่เดินทางเข้ามายังอุปกรณ์
โครงสร้างภายในจัดเรียงตัวตรวจวัดซ้อนกัน 7 ชั้น โดยมีหัววัดทั้งด้านที่หันออกสู่อวกาศและด้านที่หันลงสู่พื้นผิวดวงจันทร์ ทำให้สามารถศึกษาทั้งอนุภาคที่เดินทางมาจากอวกาศ และอนุภาคที่เกิดจากการที่รังสีพลังงานสูงเข้าปะทะกับพื้นผิวดวงจันทร์แล้วสะท้อนกลับออกมา
ทีมวิศวกรไทยมีส่วนตั้งแต่การออกแบบและวิเคราะห์โครงสร้างให้มีน้ำหนักเบาแต่ทนต่อสภาพแวดล้อมในอวกาศ การพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับระบบอิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงการพัฒนาอัลกอริทึมประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูล
ฉางเอ๋อ 7 มุ่งสำรวจขั้วใต้ดวงจันทร์
CE-7 MATCH จะเดินทางไปกับ ฉางเอ๋อ 7 ภารกิจสำรวจดวงจันทร์ของจีนภายใต้โครงการสำรวจดวงจันทร์ของจีน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการพัฒนา สถานีวิจัยนานาชาติบนดวงจันทร์
สำหรับ CE-7 MATCH จะติดตั้งอยู่บนยานโคจรรอบดวงจันทร์ และทำหน้าที่ตรวจวัดอนุภาคพลังงานสูงในวงโคจรขั้วดวงจันทร์ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นก้าวแรกของไทยในการส่งอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ที่พัฒนาขึ้นในประเทศเข้าไปทำงานในภารกิจสำรวจอวกาศห้วงลึกระดับนานาชาติ
นอกจากนี้ NARIT ยังอยู่ระหว่างพัฒนา CE-8 ALIGN สำหรับภารกิจฉางเอ๋อ 8 โดยจะติดตั้งบนยานลงจอด เพื่อศึกษานิวตรอนและอนุภาคพลังงานสูงบริเวณพื้นผิวดวงจันทร์ ประเมินสภาพแวดล้อมด้านรังสี และศึกษาสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับน้ำแข็งใต้พื้นผิวบริเวณขั้วใต้ดวงจันทร์
เปิดให้ดูอุปกรณ์ก่อนวันปล่อย 24 สิงหาคม
สำหรับประชาชนที่ต้องการทำความรู้จักภารกิจ ก่อน CE-7 MATCH เดินทางสู่อวกาศ NARIT นำ อุปกรณ์ CE-7 MATCH ที่วิศวกรใช้ในการทดสอบจริง มาจัดแสดงภายในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2569 พร้อมแบบจำลองยานฉางเอ๋อ 7 และจรวดลองมาร์ช-5 Y14
ภายในนิทรรศการยังมีแบบจำลองดินดวงจันทร์ ตัวอย่างเทคโนโลยีดาราศาสตร์และอวกาศที่พัฒนาขึ้นในประเทศไทย และกิจกรรมเกี่ยวกับการสำรวจดวงจันทร์
งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-23 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00-19.00 น. ณ ฮอลล์ 9 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี จ.นนทบุรี เข้าชมฟรี
นอกจากนี้ วันที่ 16 สิงหาคม เวลา 13.30-15.00 น. จะมีการบรรยายพิเศษ “ครั้งแรกของไทยสู่ภารกิจสำรวจดวงจันทร์” โดย ดร.พีรพงศ์ ต่อฑีฆะ หัวหน้าทีมวิศวกรโครงการ ILRS Thailand และ ศ.ดร.เดวิด จอห์น รูฟโฟโล หัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์โครงการ ILRS Thailand เพื่อเปิดเบื้องหลังตั้งแต่แนวคิดทางวิทยาศาสตร์ การออกแบบ การพัฒนาและทดสอบ CE-7 MATCH ไปจนถึงความท้าทายในการนำอุปกรณ์ที่พัฒนาโดยทีมไทยเข้าสู่ภารกิจอวกาศระดับนานาชาติ







