
"สี จิ้นผิง" เร่งยกระดับรับมือภัยพิบัติจีน! ดึง AI-ดาวเทียม-โดรน เสริมระบบเตือนภัย
จีนเร่งยกระดับระบบป้องกันและรับมือภัยพิบัติ เน้นเปลี่ยนจากการรับมือหลังเกิดเหตุไปสู่การป้องกันล่วงหน้า พร้อมนำ AI ดาวเทียม Big Data IoT และโดรน มาใช้
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงาน ( 15 สิงหาคม 2569) ว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน เรียกร้องให้ประเทศเร่งยกระดับขีดความสามารถในการป้องกัน ลดผลกระทบ และช่วยเหลือจากภัยพิบัติ หลังจีนเผชิญเหตุสภาพอากาศรุนแรงหลายระลอก ทั้งน้ำท่วมฉับพลัน ดินถล่ม และพายุไต้ฝุ่น ซึ่งสร้างความเสียหายในหลายพื้นที่ของประเทศ
รายงานดังกล่าวอ้างถึงบทความของสี จิ้นผิง ที่เผยแพร่ในวารสาร ฉิวซื่อ วารสารหลักด้านทฤษฎีของพรรคคอมมิวนิสต์จีน โดยเนื้อหามาจากคำกล่าวในการประชุมศึกษาร่วมของคณะกรรมการกรมการเมือง เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 และถูกนำมาเผยแพร่ในวันที่ 15 สิงหาคม ก่อนตีพิมพ์ในฉบับวันที่ 16 สิงหาคม 2569
สี จิ้นผิงระบุว่า จีนเป็นประเทศที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ ภูมิประเทศซับซ้อน และสภาพภูมิอากาศหลากหลาย ทำให้เกิดภัยธรรมชาติได้บ่อย พร้อมระบุถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนแนวทางบริหารจัดการภัยพิบัติไปสู่ การป้องกันก่อนเกิดเหตุ มากขึ้น โดยต้องควบคุมความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง นำเรื่องความปลอดภัยและความสามารถในการรับมือภัยพิบัติเข้าไปอยู่ในการวางผังพื้นที่และแผนพัฒนาต่าง ๆ รวมถึงตรวจสอบและจัดการจุดเสี่ยงอย่างเป็นระบบ
ดึง AI-ดาวเทียม-โดรน สร้างระบบรับมือภัยพิบัติ
หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการเพิ่มบทบาทของเทคโนโลยีในระบบป้องกันภัยพิบัติ โดยจีนระบุว่าจะผลักดันการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีสำคัญสำหรับ การเฝ้าระวังและเตือนภัย การสื่อสารในสถานการณ์ฉุกเฉิน การตรวจหาผู้ประสบภัย และการค้นหาและกู้ภัย
พร้อมกันนี้จะเพิ่มการใช้งาน ปัญญาประดิษฐ์ (AI), การสำรวจระยะไกลผ่านดาวเทียม (Satellite Remote Sensing), Big Data, Internet of Things หรือ IoT และโดรน รวมทั้งพัฒนาและจัดหาอุปกรณ์ที่เหมาะสมสำหรับภารกิจรับมือภัยพิบัติ
นโยบายดังกล่าวสอดคล้องกับแผนพัฒนาระบบฉุกเฉินสมัยใหม่ของจีน ซึ่งกำหนดให้พัฒนาระบบติดตามความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติแบบหลายระดับ โดยเชื่อมข้อมูลจาก ดาวเทียม การตรวจการณ์ทางอากาศ การเฝ้าระวังภาคพื้นดิน และกล้องวิดีโอ พร้อมยกระดับแพลตฟอร์มติดตามและเตือนภัยธรรมชาติระดับประเทศ และเชื่อมโยงข้อมูลด้านอุตุนิยมวิทยา อุทกวิทยา ธรณีวิทยา และภัยทางทะเลเข้าด้วยกัน
เป้าหมายไม่ได้อยู่เพียงการตรวจพบภัยให้เร็วขึ้น แต่รวมถึงการทำให้ข้อมูลเตือนภัยเชื่อมต่อไปถึง แผนฉุกเฉิน การอพยพประชาชน และการตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉิน เพื่อให้การเตือนนำไปสู่การปฏิบัติได้ทันเวลา
น้ำท่วม-ดินถล่มคร่าชีวิตประชาชนหลายพื้นที่
สำนักข่าวรอยเตอร์ ระบุว่า การผลักดันเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางเหตุภัยพิบัติรุนแรงหลายครั้งในจีน โดยเหตุ น้ำท่วมฉับพลันในมณฑลกานซู่ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 25 ราย ขณะที่ ดินถล่มในนครฉงชิ่ง ทำให้มีผู้เสียชีวิต 51 ราย
นอกจากนี้ จีนยังเผชิญผลกระทบจาก ไต้ฝุ่นดอลฟิน ซึ่งเป็นไต้ฝุ่นที่มีความรุนแรงที่สุดที่พัดขึ้นฝั่งจีนในปีนี้ และทำให้เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมตั้งแต่มณฑลหูเป่ย์ไปจนถึงบางส่วนของกรุงปักกิ่ง
ในกรุงปักกิ่ง บางพื้นที่มีฝนตกสูงถึง 88.5 มิลลิเมตรภายในหนึ่งชั่วโมง ขณะที่ 4 เขตประกาศใช้มาตรการรับมือน้ำท่วมระดับสูงสุด ส่วนมณฑลหูเป่ย์ ซึ่งมีประชากรราว 58 ล้านคนและเป็นฐานอุตสาหกรรมรถยนต์และอิเล็กทรอนิกส์สำคัญของจีน ต้องอพยพประชาชนเกือบ 10,000 คน และระงับโครงการก่อสร้างที่มีความเสี่ยงสูง 26 แห่ง
เน้นป้องกันก่อนเกิดเหตุ เสริมความพร้อมระดับท้องถิ่น
นอกจากเทคโนโลยีแล้ว สี จิ้นผิง ยังเรียกร้องให้เสริมความพร้อมของระบบรับมือภัยพิบัติในระดับพื้นที่ โดยเพิ่มทรัพยากรและกำลังเจ้าหน้าที่ลงสู่ระดับท้องถิ่น พัฒนาหน่วยกู้ภัย สถานที่รองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน และการสำรองอุปกรณ์และสิ่งของจำเป็น ตลอดจนสนับสนุนองค์กรภาคสังคมและอาสาสมัครให้เข้ามามีส่วนร่วม
อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลจีนกำหนดให้เพิ่มการให้ความรู้ประชาชนเกี่ยวกับการป้องกันภัยพิบัติ จัดการฝึกซ้อมการช่วยเหลือตนเองและผู้อื่น และเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ภัยพิบัติอย่างรวดเร็วและถูกต้อง
สี จิ้นผิง ระบุด้วยว่า การรับมือภัยพิบัติเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน หลายประเภทภัย และหลายขั้นตอน จึงต้องกำหนดความรับผิดชอบให้ชัดเจนและสร้างการประสานงานระหว่างหน่วยงาน พร้อมย้ำให้แก้แนวคิดที่ให้ความสำคัญ การป้องกันก่อนเกิดภัยมากกว่าการช่วยเหลือหลังเกิดภัย
การยกระดับระบบดังกล่าวจึงครอบคลุมตั้งแต่การประเมินความเสี่ยงและป้องกันก่อนเกิดเหตุ การเฝ้าระวังและแจ้งเตือน ไปจนถึงการค้นหา กู้ภัย และการประสานงานในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยมีเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบตรวจวัดหลายรูปแบบเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างรับมือภัยพิบัติของประเทศ







