posttoday
Google ดัน Medical AI ไปอีกขั้น! ตรวจผู้ป่วยผ่านวิดีโอ พบหลายด้านเทียบเท่าแพทย์

Google ดัน Medical AI ไปอีกขั้น! ตรวจผู้ป่วยผ่านวิดีโอ พบหลายด้านเทียบเท่าแพทย์

15 สิงหาคม 2569

Google พัฒนา AMIE ระบบ AI ทางการแพทย์ประเมินอาการผู้ป่วย โดยเทียบแพทย์ปฐมภูมิ 30 คนใน 100 สถานการณ์ พบเทียบเท่าหรือดีกว่าในการประเมิน แต่ด้อยกว่าในเรื่องปฏิสัมพันธ์

ทีมนักวิจัยจาก Google Research และ Google DeepMind เผยแพร่งานวิจัยเรื่อง Towards Expert-level Medical AI for Real-time Video Consultations ผ่าน arXiv เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา รายงานความก้าวหน้าของ AMIE (Articulate Medical Intelligence Explorer) ระบบปัญญาประดิษฐ์สำหรับการสนทนาและให้เหตุผลทางการแพทย์ ซึ่งได้รับการพัฒนาให้สามารถทำ วิดีโอคอนซัลเทชัน (video consultation) กับผู้ป่วยแบบเรียลไทม์ได้เป็นครั้งแรก!

 

ระบบใหม่เรียกว่า AMIE (Video) เป็นระบบ multi-agent ที่พัฒนาบนพื้นฐานของ Gemini โดยรวมความสามารถ 3 ด้านเข้าด้วยกัน ได้แก่ การสนทนาที่มีความหน่วงต่ำ การให้เหตุผลทางคลินิก และการรับรู้ข้อมูลภาพและเสียงแบบเรียลไทม์

ความแตกต่างสำคัญจาก Medical AI  ที่ผ่านมา คือ AMIE ไม่ได้อาศัยเฉพาะข้อความหรือข้อมูลที่ผู้ป่วยพิมพ์เข้ามา แต่สามารถ มองเห็นและรับฟังผู้ป่วยผ่านวิดีโอ แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นมาประกอบกับการซักประวัติและการให้เหตุผลทางการแพทย์

 

ทดสอบ 100 สถานการณ์ เทียบแพทย์ปฐมภูมิ 30 คน

นักวิจัยประเมิน AMIE (Video) ผ่านการทดลองแบบ Objective Structured Clinical Examination หรือ OSCE ซึ่งเป็นรูปแบบการจำลองสถานการณ์ทางคลินิกที่ใช้ในการประเมินทักษะทางการแพทย์

 

การศึกษาประกอบด้วยสถานการณ์ทางคลินิก 100 สถานการณ์ แพทย์ปฐมภูมิ 30 คน และนักแสดงผู้ป่วยจำลอง 15 คน โดยเปรียบเทียบการให้คำปรึกษา 3 รูปแบบ ได้แก่ AMIE ที่รับข้อมูลผ่านวิดีโอ, AMIE ที่สนทนาผ่านข้อความ และแพทย์ปฐมภูมิที่ให้คำปรึกษาผ่านวิดีโอ

 

จากการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญทางคลินิก พบว่า AMIE (Video) ได้รับการประเมินว่าอยู่ในระดับเทียบเท่าหรือดีกว่าแพทย์ปฐมภูมิ ในหลายองค์ประกอบ ได้แก่ การซักประวัติ การวินิจฉัย การวางแผนดูแลรักษา ตลอดจนการสังเกตและการตรวจร่างกายที่สามารถดำเนินการผ่านวิดีโอได้

 

ขณะที่เมื่อประเมินจากมุมมองของผู้ป่วยจำลอง ผู้เข้าร่วมให้คะแนน AMIE ดีกว่าในด้านวิธีการประเมินและการอธิบายภาวะของผู้ป่วย

 

อย่างไรก็ตาม แพทย์ปฐมภูมิยังทำได้ดีกว่า AI ในการสร้างความสัมพันธ์กับผู้ป่วย ทั้งเรื่องความไว้วางใจ การสื่อสาร และการทำงานร่วมกันระหว่างแพทย์กับผู้ป่วย

 

 

จาก “อ่านข้อมูล” สู่มองและฟังผู้ป่วย

งานวิจัยนี้เป็นพัฒนาการต่อเนื่องของ AMIE ซึ่ง Google พัฒนาขึ้นเพื่อศึกษาการใช้ AI สำหรับการสนทนาเพื่อการวินิจฉัยทางการแพทย์

 

AMIE รุ่นแรกเน้นการสนทนาผ่านข้อความ โดยงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature เมื่อเดือนเมษายน 2568 ทดลองกับสถานการณ์ทางคลินิกจำลองและเปรียบเทียบกับแพทย์ปฐมภูมิ พบว่า AI สามารถทำผลงานได้ดีในหลายด้านของการซักประวัติ การวินิจฉัย และการสื่อสารกับผู้ป่วย

 

ต่อมา AMIE ถูกพัฒนาให้รองรับข้อมูลหลายรูปแบบ หรือ multimodal เช่น ภาพถ่ายผิวหนัง คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) และเอกสารทางการแพทย์ โดยงานวิจัยที่เผยแพร่ใน Nature Medicine ปี 2569 ทดลองสถานการณ์จำลอง 105 สถานการณ์ พบว่า AMIE สามารถรวบรวมและตีความข้อมูลหลายประเภทระหว่างการสนทนากับผู้ป่วย และทำผลงานเทียบเท่าหรือดีกว่าแพทย์ปฐมภูมิในหลายตัวชี้วัด

 

AMIE (Video) จึงเพิ่มอีกขั้นด้วยการทำให้ AI สามารถประมวลผล ภาพเคลื่อนไหวและเสียงที่เกิดขึ้นสดระหว่างการสนทนาแทนการรอให้ผู้ป่วยส่งภาพหรือเอกสารเข้ามาให้ระบบวิเคราะห์

 

 

AI ยังมีจุดอ่อนในการ “มอง” ผู้ป่วย

แม้ผลการทดลองจะพบว่า AMIE (Video) ทำผลงานได้ดีในหลายด้าน แต่นักวิจัยระบุข้อจำกัดของระบบไว้เช่นกัน โดยเฉพาะความสามารถด้านการรับรู้ภาพและเสียง

 

ระบบยังมีข้อจำกัดในการประเมิน รายละเอียดทางกายวิภาคที่มีขนาดเล็กหรือจำเป็นต้องใช้ความแม่นยำสูง การรับรู้อารมณ์หรือสีหน้าที่ละเอียดอ่อน และการตรวจจับการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

ข้อจำกัดดังกล่าวมีความสำคัญต่อการตรวจร่างกายผ่านระบบทางไกล เนื่องจากข้อมูลบางประเภทที่แพทย์ใช้ประกอบการวินิจฉัยอาจปรากฏผ่านการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยของสีผิว ลักษณะทางกายวิภาค การแสดงออกทางสีหน้า หรือการเคลื่อนไหวของร่างกาย

 

นักวิจัยจึงระบุว่า แม้ผลการทดลองจะแสดงให้เห็นความก้าวหน้าของ AI ที่สามารถทำงานท่ามกลางข้อมูลภาพ เสียง และการสนทนาที่ซับซ้อนมากขึ้น แต่ยังจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมก่อนนำระบบไปใช้ในการดูแลผู้ป่วยในโลกจริง

 

 

ยังเป็นงานวิจัย ไม่ใช่ AI ที่เปิดให้ตรวจรักษาผู้ป่วย

อีกประเด็นสำคัญคือ การศึกษาครั้งนี้ดำเนินการใน สถานการณ์จำลอง โดยใช้ผู้ป่วยที่รับบทโดยนักแสดง ไม่ใช่การทดลองให้ AMIE ดูแลผู้ป่วยจริงในโรงพยาบาลหรือระบบ Telemedicine

 

งานวิจัยชิ้นนี้ถูกเผยแพร่ในรูปแบบ preprint บน arXiv ซึ่งหมายถึงเป็นงานวิจัยที่เปิดให้สาธารณะเข้าถึงได้แล้ว แต่ ยังไม่ได้ผ่านการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญของวารสารวิชาการ

 

ทีมนักวิจัยระบุว่า ผลลัพธ์เป็นอีกขั้นของการพัฒนา AI ที่อาจเข้ามาช่วยสนับสนุนการดูแลผู้ป่วยในอนาคต แต่ยังจำเป็นต้องศึกษาการนำไปใช้ในสถานการณ์จริงเพิ่มเติม โดยเฉพาะเมื่อสภาพแวดล้อมจริงมีความซับซ้อนกว่าสถานการณ์จำลอง ทั้งความหลากหลายของผู้ป่วย คุณภาพของภาพและเสียง ตลอดจนข้อมูลทางคลินิกที่อาจไม่สมบูรณ์

 

 

ข่าวล่าสุด

LIVE ดูบอลสด แมนยู พบ เอซี มิลาน ฟุตบอลอุ่นเครื่อง วันนี้ 15 ส.ค.69

LIVE ดูบอลสด แมนยู พบ เอซี มิลาน ฟุตบอลอุ่นเครื่อง วันนี้ 15 ส.ค.69