
รัฐบาลยกระดับจัดการน้ำ ใช้ Risk Map รู้จุดเสี่ยงก่อนน้ำท่วม
รัฐบาลตั้ง 5 คณะภูมิภาค ผนึก GISTDA ทำ Risk Map ถึงระดับหมู่บ้าน หวังรู้จุดเสี่ยงล่วงหน้า วางแผนป้องกันน้ำท่วม ลดความเสียหาย
KEY
POINTS
- รัฐบาลปรับเปลี่ยนแนวทางการจัดการน้ำโดยเน้นการป้องกันล่วงหน้า ผ่านการใช้ "Risk Map" หรือแผนที่ความเสี่ยงที่ระบุจุดเสี่ยงน้ำท่วมได้ละเอียดถึงระดับหมู่บ้าน
- มีการจัดตั้งคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้ง 5 ภูมิภาค เพื่อบูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงานภายใต้แผนปฏิบัติการเดียวกัน (One Plan)
- กำหนดให้ภาคกลางเป็นพื้นที่ต้นแบบในการรับมือภัยพิบัติแบบครบวงจร โดยมีอยุธยาเป็นโมเดลจัดการน้ำท่วม เพื่อนำบทเรียนไปขยายผลสู่ภูมิภาคอื่น
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล เตรียมเดินหน้ายกระดับการบริหารจัดการอุทกภัยและภัยแล้ง
เน้นที่การ ป้องกันความเสียหายล่วงหน้า มากกว่าการรอให้เกิดเหตุแล้วจึงเข้าไปแก้ไข
หัวใจสำคัญของแผนคือการนำข้อมูลมาใช้คาดการณ์และเตรียมความพร้อมก่อนเกิดสถานการณ์ ภายใต้แนวคิด “รู้ก่อน–ป้องกันก่อน–พร้อมรับมือ”
พร้อมจัดตั้งคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งระดับภูมิภาค 5 คณะ ครอบคลุมภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ ภาคกลาง และภาคตะวันออก
กลไกดังกล่าวมีเป้าหมายให้หน่วยงานส่วนกลาง จังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกองทัพ ใช้ข้อมูลและแผนปฏิบัติการร่วมกัน หรือ One Plan เพื่อให้แต่ละพื้นที่สามารถเตรียมกำลังคน เครื่องมือ และทรัพยากรสำหรับรับมือสถานการณ์ได้ก่อนเข้าสู่ภาวะวิกฤต
ใช้ Risk Map เจาะถึงหมู่บ้าน รู้พื้นที่ไหนเสี่ยงก่อนน้ำมา
อีกประเด็นสำคัญคือการจัดทำ Risk Map หรือแผนที่ความเสี่ยง โดยรัฐบาลมอบหมายให้สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) พัฒนาแผนที่ให้มีรายละเอียดถึงระดับตำบลและหมู่บ้าน
แนวทางนี้จะช่วยให้ภาครัฐมองเห็นพื้นที่เสี่ยงได้ละเอียดขึ้น ไม่ใช่เพียงการประเมินในระดับจังหวัดหรืออำเภอ แต่สามารถระบุจุดที่ต้องเฝ้าระวัง
รวมถึงพื้นที่ที่มีกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุและผู้พิการ เพื่อกำหนดลำดับความสำคัญในการเตรียมพร้อมและช่วยเหลือ
สาระสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การมี “แผนที่” เพียงอย่างเดียว แต่คือการนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้เป็นเครื่องมือสำหรับ ตัดสินใจล่วงหน้า
ทั้งการเตรียมเครื่องสูบน้ำ เครื่องมือกู้ภัย บุคลากร เส้นทางอพยพ และมาตรการป้องกันในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง
ภาคกลางโมเดลต้นแบบ จัดการน้ำท่วมแบบครบวงจร
สำหรับภาคกลาง นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบขับเคลื่อนให้เป็นพื้นที่ต้นแบบการรับมือภัยพิบัติแบบครบวงจร
ครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่ การป้องกัน การเผชิญเหตุ การฟื้นฟู และการสื่อสาร
รัฐบาลยังจัดทำ Checklist มาตรฐานสำหรับ 17 จังหวัดภาคกลางและกรุงเทพมหานคร เพื่อใช้ตรวจสอบความพร้อมก่อนเข้าสู่ภาวะวิกฤตอย่างเป็นระบบ
ขณะเดียวกัน กำหนดให้จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นต้นแบบการบริหารจัดการน้ำท่วม ขณะที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นต้นแบบการจัดการภัยแล้งภาคการเกษตร เพื่อให้เกิดพื้นที่นำร่องที่สามารถนำบทเรียนไปขยายผลในภูมิภาคอื่น
แนวทางดังกล่าวสะท้อนการปรับวิธีคิดของการจัดการภัยพิบัติจาก “เกิดเหตุแล้วจึงแก้” เป็น “ประเมินความเสี่ยงและเตรียมรับมือล่วงหน้า” ซึ่งรัฐบาลมองว่าจะช่วยลดความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน พื้นที่เกษตร และกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า
นางสาวรัชดาระบุว่า รัฐบาลให้น้ำหนักกับการป้องกันความเสียหายล่วงหน้า เนื่องจากมีประสิทธิภาพและคุ้มค่ากว่าการติดตามเยียวยาหลังเกิดเหตุ
โดยจะนำบทเรียนจากพื้นที่ต้นแบบภาคกลางไปขยายผลยังภูมิภาคอื่น เพื่อเพิ่มความพร้อมในการรับมือสถานการณ์น้ำและลดผลกระทบต่อประชาชนในระยะยาว







