
เคลียร์ความเชื่อ “ตั้งท้อง-ให้นมลูก” เสี่ยงกระดูกพรุนจริงหรือไม่
เคลียร์ความเชื่อ “ตั้งท้อง-ให้นมลูก” เสี่ยงกระดูกพรุนจริงหรือไม่ ดูแลอย่างไร? ไม่ให้มวลกระดูกของคุณแม่ลดลงมากเกินไป
นพ.ธีรภัทร ธุถาวร ศัลยแพทย์ชำนาญการด้านกระดูกพรุน โรงพยาบาลกระดูกและข้อ ข้อดีมีสุข ตอบคำถาม “ตั้งท้อง-ให้นมลูก” เสี่ยงกระดูกพรุนจริงหรือไม่?
เคลียร์ความเชื่อ มวลกระดูกลดลง คือ "กลไกธรรมชาติ" ที่ฟื้นฟูได้
เพราะคุณแม่หลายท่านมักได้ยินมาว่า “ลูกจะดึงแคลเซียมเราไปตอนตั้งท้องและให้นม ทำให้กระดูกของแม่ไม่แข็งแรง” ซึ่งความเข้าใจนี้ไม่เป็นความจริงทั้งหมด ความจริงคือแคลเซียมลดลงเพียงชั่วคราวในช่วงตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 3 มวลกระดูกของคุณแม่จะลดลง 3 - 5% และช่วงให้นมบุตรอาจลดลงอีกประมาณ 3 - 10% เพราะร่างกายต้องนำแคลเซียมไปสร้างกระดูกและผลิตน้ำนมให้ลูก โดยเน้นย้ำว่าเป็นเพียง 'การลดลงชั่วคราว' เท่านั้น
ร่างกายมนุษย์ถูกออกแบบมาอย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ร่างกายจะปรับกลไกให้ลำไส้ดูดซึมแคลเซียมจากอาหารได้มากขึ้นถึง 2 เท่าโดยอัตโนมัติ เพื่อนำไปส่งต่อให้ลูกน้อย ซึ่งหากได้รับแคลเซียมจากอาหารไม่เพียงพอ ร่างกายจะยืมแคลเซียมสำรองจากกระดูกของคุณแม่มาใช้ชั่วคราว โดยทั่วไปมวลกระดูกจะค่อย ๆ ฟื้นฟูกลับคืนสู่ระดับใกล้เคียงหรือเทียบเท่าช่วงก่อนตั้งครรภ์ ภายในประมาณ 12 เดือนหลังหยุดให้นม
ดูแลอย่างไร? ไม่ให้มวลกระดูกของคุณแม่ลดลงมากเกินไป
หากคุณแม่ท่านไหนวางแผนตั้งครรภ์ ควรเริ่มวางแผนดูแลสุขภาพกระดูกตั้งแต่เนิ่น ๆ ซึ่งสามารถทำได้ง่าย ๆ ตั้งแต่ระยะก่อนตั้งครรภ์ ไปจนถึงหลังคลอด เพื่อให้แน่ใจว่ามวลกระดูกจะไม่ลดลงมากเกินไป
1. เน้นโภชนาการ เสริมแคลเซียมและวิตามินดี ทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงให้เพียงพอ เช่น นมและผลิตภัณฑ์จากนม, ปลาเล็กปลาน้อย, เต้าหู้ และผักใบเขียวเข้ม พร้อมรับวิตามินดีจากอาหารและแสงแดดอย่างเหมาะสม หากมีปัจจัยเสี่ยงต่อการขาดวิตามินดี ควรปรึกษาแพทย์เรื่องการตรวจและการเสริมวิตามินดี
2. การออกกำลังกายที่เหมาะสม เพื่อกระตุ้นการสร้างความหนาแน่นของมวลกระดูก โดยสามารถแบ่งประเภทการออกกำลังเป็นกิจกรรมแบบลงน้ำหนัก เช่น เดิน และกิจกรรมออกกำลังกายแบบอื่น ๆ ที่เหมาะกับหญิงตั้งครรภ์ เช่น ปั่นจักรยานเบา ๆ อยู่กับที่ หรือเล่นโยคะที่ปรับท่าทางให้เหมาะสม รวมถึงเพิ่มการฝึกกล้ามเนื้อภายใต้คำแนะนำที่เหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญ
3. กรณีตรวจพบกระดูกพรุนหรือหักขณะให้นม แนวทางการรักษาจะปรับตามความเหมาะสมของคนไข้แต่ละราย เช่น แนะนำให้หยุดให้นมบุตร (หรือลดระยะเวลาให้สั้น โดยตัดสินใจร่วมกันระหว่างผู้ป่วยและแพทย์ที่ดูแลโรคกระดูกพรุน), เสริมแคลเซียมเฉพาะผู้ที่รับแคลเซียมจากอาหารไม่เพียงพอ, เสริมวิตามินดี และพิจารณาให้ยารักษาโรคกระดูกพรุนตามความเหมาะสมของคุณแม่แต่ละท่าน
ใครบ้าง? เป็นกลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังและควรตรวจมวลกระดูก
เพราะภาวะกระดูกพรุนรุนแรงนำไปสู่กระดูกร้าว (Fracture) หรือกระดูกหักได้ง่าย การสังเกตตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญ กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวัง ได้แก่
- เคยกระดูกหักจากอุบัติเหตุที่ไม่รุนแรง
- ดัชนีมวลกาย (BMI) น้อยกว่า 20 กิโลกรัม ต่อ ตารางเมตร
- สูบบุหรี่ หรือดื่มแอลกอฮอล์หนัก
- มีภาวะขาดวิตามินดี
- มีประวัติครอบครัวเป็นโรคกระดูกพรุน
- ได้รับยาสเตียรอยด์ต่อเนื่อง
สัญญาณเตือนภัย (Red Flags) ที่ต้องพบแพทย์ทันที
- ปวดหลังอย่างรุนแรงหรือปวดเรื้อรัง พักแล้วไม่ดีขึ้น
- ปวดหลังแบบเฉียบพลัน และรุนแรงขึ้นทันที
- ส่วนสูงลดลงเร็ว (มากกว่า 2 ซม. ใน 1 ปี หรือมากกว่า 4 ซม. เมื่อเทียบกับส่วนสูงจากช่วงที่สูงที่สุด)
- หลังค่อม หรือมีจุดกดเจ็บชัดเจนบริเวณแกนกลางกระดูกสันหลัง
โดยสรุปกระดูกพรุนจากการตั้งท้องและให้นมลูก เป็นภาวะที่พบได้ยาก ดังนั้นจึงยังไม่แนะนำให้หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมทุกคนตรวจวัดมวลกระดูกเป็นมาตรฐาน
แต่สำหรับ “คุณแม่หรือผู้หญิงสูงวัย” อายุ 65 ปีขึ้นไป สถานการณ์กลับต่างออกไปและน่าเป็นห่วงกว่า เพราะเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ ร่างกายจะขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ช่วยปกป้องกระดูก เกิดการสูญเสียมวลกระดูกอย่างรวดเร็วโดยไม่อาจฟื้นฟูกลับมาได้เอง ดังเช่นช่วงที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โรคกระดูกพรุน จึงเป็น "ภัยเงียบ" ที่ไม่มีอาการเตือนใด ๆ จนกว่าจะล้มแล้วกระดูกสะโพกหรือกระดูกสันหลังหักหรือร้าว จนอาจจะเดินแทบไม่ไหว ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างรุนแรง
การป้องกันและตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ ดีกว่ารอให้กระดูกหักแล้วค่อยรักษา.







