
'กรณ์' แนะ กำหนดเกณฑ์ดาต้าเซ็นเตอร์ คนไทยอาจไม่ได้ ประโยชน์จริง
'กรณ์ จาติกวณิช' ตั้งคำถาม โครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ เตือน รัฐบาล เร่งอุดช่องโหว่การสนับสนุน ต่างชาติ ชี้ เม็ดเงินมหาศาลอาจไม่สร้างประโยชน์ให้คนไทย
นายกรณ์ จาติกวณิช แสดงความคิดเห็นถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน Data Centre ในยุค AI โดยระบุว่า ในยุค AI เราปฏิเสธไม่ได้ว่า data centre คือโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องมี ประเด็นคือมีอย่างไรให้คนไทยได้ประโยชน์
การที่สังคมเริ่มตั้งคำถามและมีกระแสความกังวลดังขึ้นเรื่อยๆ สำหรับผมแล้ว นี่คือ “สัญญาณที่ดี” ครับ เพราะที่ผ่านมา การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระดับนี้ ภาคประชาชนแทบไม่มีส่วนร่วม และรัฐก็ไม่ได้มีกติกาหรือเงื่อนไขใดๆ ที่จะปกป้องผลประโยชน์คนไทย
มาถึงเวลานี้ รัฐบาลเริ่มปรับท่าทีแล้ว ซึ่งดีครับ เรามาช่วยกันคิดต่อไปว่ายุทธศาสตร์เรื่องนี้ของไทยเราควรเป็นอย่างไร
มี 3 เรื่องใหญ่ที่ผมอยากชวนคนไทยดูให้ครบ
1. กติกาการอนุมัติที่ผ่านมา ใครขอสร้าง data centre แทบจะได้อนุมัติหมด ขอเพียงผ่านเกณฑ์พื้นฐานของ BOI ก็ได้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 8 ปี ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร ถือหุ้นต่างชาติได้ 100% บางโครงการยื่นขอในรูป “คลังสินค้า” เพื่อไม่ต้องทำ EIA ทั้งที่ใช้ไฟและน้ำระดับอุตสาหกรรมหนัก กว่า BOI จะเริ่มผูกเงื่อนไขพัฒนาบุคลากรและซัพพลายเชนในประเทศ ก็เพิ่งเป็นประกาศเมื่อกุมภาพันธ์ปีนี้เอง และไม่มีผลย้อนหลังกับโครงการที่อนุมัติไปแล้วทุกโครงการ
ผลจากช่องว่างตรงนี้เพิ่งปรากฏชัดเมื่อไม่กี่วันก่อนเอง เมื่อ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา ครม. เพิ่งเห็นชอบตั้ง “คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์” ขึ้นเป็น “ครั้งแรก” คำว่าครั้งแรกนี้สำคัญมาก เพราะแปลว่าตลอดที่ผ่านมา ขณะที่โรงไฟฟ้ามี กกพ. กำกับ โรงกลั่นมีกรมธุรกิจพลังงานกำกับ data centre กลับไม่มีเจ้าภาพตัวจริงแม้แต่หน่วยงานเดียว
2. ใครได้ประโยชน์จริง? เวลาเห็นข่าวว่า TikTok เลือกไทยเป็นฐานโครงการที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ BOI เคยอนุมัติมา หลายคนตื่นเต้นไปกับตัวเลขแปดแสนกว่าล้านบาททันที แต่ต้องแยกให้ออกระหว่างขนาดของตัวเลขการลงทุน กับสิ่งที่คนไทยได้กลับมาจริง เพราะบทบาทของไทยในดีลนี้คือ เราเป็นฐานที่ตั้งโครงสร้างพื้นฐานสำหรับประมวลผล AI ของ TikTok เช่น ระบบแนะนำวิดีโอและการกลั่นกรองเนื้อหา แต่เราไม่ใช่ประเทศที่ TikTok มาลงทุนสร้างบริการเพื่อคนไทยโดยเฉพาะ พูดง่ายๆ คือคนไทยยังอยู่ในสถานะผู้บริโภคของแพลตฟอร์มเหมือนเดิม ไม่ได้เปลี่ยนสถานะเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างขึ้นในประเทศตัวเองแต่อย่างใด
ลองตอบคำถามง่ายๆ คนไทยมีสิทธิใช้ compute ใน data centre นี้ไหม? คนไทยนำข้อมูลที่ประมวลผลในนี้ไปพัฒนาธุรกิจตัวเองได้หรือไม่? และค่าธรรมเนียมที่คนไทยจ่ายในการค้าขายบนแพลตฟอร์มถูกลงหรือไม่?
ข้อสุดท้ายมีคำตอบให้แล้ว คือในทางตรงข้ามครับ ค่าคอมมิชชัน TikTok Shop ในไทยเพิ่งปรับขึ้นราว 2.14% เมื่อกรกฎาคมที่ผ่านมา ช่วงเวลาเดียวกับที่ดีลแปดแสนกว่าล้านบาทกำลังเดินหน้าพอดี ถ้าคำตอบทั้งสามข้อคือ “ไม่ได้ประโยชน์” ตัวเลขการลงทุนที่ดูยิ่งใหญ่ในข่าวก็ไม่ได้แปลว่าคนไทยได้ประโยชน์ตามไปด้วยโดยอัตโนมัติ เราแค่เป็นประเทศที่ให้พื้นที่ตั้งเซิร์ฟเวอร์ ไม่ใช่หุ้นส่วนที่ได้แบ่งผลประโยชน์จากมัน แล้วเราจะเรียก data centre แบบนี้ว่าสาธารณูปโภคของคนไทยได้ในแง่ไหน?
และไม่ใช่แค่ผลประโยชน์ทางตรงเท่านั้นที่ต้องตั้งคำถาม แม้แต่ตัวเลขผลประโยชน์ทางอ้อมที่ถูกนำมาโฆษณาตอนแถลงข่าวก็ต้องอ่านให้ทะลุเช่นกัน ทุกครั้งที่มีการเปิดตัวโครงการใหญ่ เราจะได้ยินตัวเลขจ้างงานหมื่นตำแหน่ง ดัน GDP หมื่นล้าน แต่งานวิจัยของ ธปท. เองชี้ว่า โดยเฉลี่ยแล้วโครงสร้างเงินลงทุน data centre เป็นงานก่อสร้างเพียง 40% ส่วนอีก 60% คือเครื่องจักรซึ่งส่วนใหญ่นำเข้าจากต่างประเทศ ไม่ได้หมุนอยู่ในเศรษฐกิจไทยตามสัดส่วนเม็ดเงินทั้งก้อน และเมื่อเปิดดำเนินการจริง data centre โดยทั่วไปใช้ทีมงานถาวรเพียงหลักสิบคนต่อแห่งเท่านั้น ตัวเลขจ้างงานหมื่นตำแหน่งที่เห็นตอนแถลงข่าวส่วนใหญ่จึงเป็นงานก่อสร้างชั่วคราว ไม่ใช่งานถาวร คำถามคือ ตัวเลข EIA ที่บริษัทว่าจ้างทำเองแล้วใช้ประกอบการขอสิทธิ BOI นั้น มีใครตรวจสอบย้อนหลังหลังโครงการเปิดดำเนินการจริงหรือไม่ หรือปล่อยให้เป็นตัวเลขที่พูดครั้งเดียวตอนแถลงข่าวแล้วไม่มีใครติดตามอีกเลย
3. ต้นทุนทรัพยากรที่แท้จริง อีกเรื่องที่ผมคาใจไม่แพ้กันคือไฟฟ้าที่ใช้ เมื่อไม่นานมานี้ เราจะได้ยินว่าทุนต่างชาติที่ลงทุนใน data centre ต้องการ “ไฟฟ้าสะอาด” แต่กลไกที่รัฐเปิดให้ซื้อไฟสะอาดโดยตรง (Direct PPA) กำหนดโควตาไว้เพียง 2,000 เมกะวัตต์ ขณะที่ความต้องการไฟฟ้าใหม่จาก data centre ในพื้นที่ EEC เพียงแห่งเดียวพุ่งไปแล้วถึง 5,400 เมกะวัตต์ภายในเวลาแค่ 2 ปี ตัวเลขมันฟ้องตัวเองอยู่แล้วว่าโควตาไฟสะอาดไม่พอตั้งแต่ต้น ส่วนที่เหลือทั้งหมดจึงต้องพึ่งพากริดไฟฟ้าทั่วไปซึ่งเผาก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก และคำอธิบายก็เปลี่ยนมาเป็นว่าไทยควรสนับสนุน data centre เพราะมีกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองเหลือเฟือ
จริงๆ ส่วนเหลือของกำลังผลิตไฟฟ้าควรถูกเก็บไว้เป็น reserve รองรับการขยายตัวของพลังงานหมุนเวียนที่ยังไม่เสถียร แต่นี่กลายเป็นว่าเรากำลังใช้ส่วนเหลือนั้นไปสนับสนุนดีมานด์ที่เดินหน้าด้วยก๊าซซึ่งต้องนำเข้าเป็น LNG มากขึ้นเรื่อยๆ
ขณะเดียวกัน แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ที่จะกำหนดสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้ชัดเจนกว่านี้ ก็ถูกเลื่อนมาแล้ว 4 รัฐบาลติดต่อกันยังไม่จบสักที แล้วเราจะ net zero กันกี่โมง เราจะเปิดเสรีการลงทุนพลังงานหมุนเวียนกันเมื่อไร
และถ้าไฟฟ้าเป็นเรื่องใหญ่ น้ำก็ใหญ่ไม่แพ้กัน data centre ใน EEC ซื้อน้ำผ่านสัญญาโดยตรงกับบริษัทน้ำเอกชนแต่ละราย โดยไม่มีระบบจองน้ำกลางระดับภาครัฐที่จัดลำดับความสำคัญไว้ล่วงหน้า ผมอยากทราบว่าสัญญาซื้อน้ำแบบนี้ทำให้ data centre มีสิทธิ์ได้น้ำเหนือคนอื่นหรือไม่ สมมุติน้ำใน EEC เกิดขาดแคลนขึ้นมาจริง เขายังจะต้องได้น้ำก่อนเกษตรกรหรือประชาชนทั่วไปหรือไม่?
ผมไม่ได้บอกว่าไทยไม่ควรมี data centre หรือไม่ควรรับการลงทุนต่างชาติ ตรงกันข้าม เราต้องมี และต้องแข่งขันให้ได้ในเวทีนี้ แต่บอร์ดที่เพิ่งตั้งขึ้นวันนี้ต้องไม่ใช่แค่พิธีกรรม ต้องบังคับ EIA ให้ครบโดยไม่มีช่องให้เลี่ยงด้วยการสวมชื่อเป็นอย่างอื่น ต้องกำหนดให้ทุก EIA ถูกตรวจสอบย้อนหลังหลังโครงการเดินเครื่องจริง ไม่ใช่รับตัวเลขที่บริษัทเสนอมาตอนขออนุมัติแล้วจบ และที่สำคัญที่สุด ทุกดีลกับแพลตฟอร์มระดับโลกต้องแลกมาด้วยเงื่อนไขที่คนไทยและผู้ประกอบการไทยได้ประโยชน์กลับมาจริง







