
มาเหนือ! โซลาร์ครองแชมป์ไฟฟ้ายุโรป ผลิตไฟ 25% รับมือวิกฤตพลังงาน
ยุโรปสร้างสถิติใหม่ โซลาร์ผลิตไฟฟ้า 52 TWh คิดเป็น 25% ของความต้องการทั้ง EU แซงนิวเคลียร์และก๊าซธรรมชาติ ช่วยลดต้นทุนพลังงานและเสริมความมั่นคงท่ามกลางคลื่นความร้อน
KEY
POINTS
- ในเดือนมิถุนายน 2026 พลังงานแสงอาทิตย์สร้างประวัติศาสตร์เป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าอันดับ 1 ของสหภาพยุโรปเป็นครั้งแรก โดยมีสัดส่วนการผลิตสูงถึง 25% ของไฟฟ้าทั้งหมด
- ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตพลังงานและคลื่นความร้อน ซึ่งโซลาร์สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด สวนทางกับโรงไฟฟ้าประเภทอื่นที่เผชิญข้อจำกัดจากอุณหภูมิสูง
- การเติบโตอย่างก้าวกระโดดเป็นผลจากการลงทุนติดตั้งแผงโซลาร์อย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้โซลาร์เปลี่ยนบทบาทจากพลังงานเสริมมาเป็นหนึ่งในเสาหลักของระบบไฟฟ้า
- ความสำเร็จของโซลาร์ช่วยลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติและลดค่าไฟฟ้าให้ประชาชน แต่ยุโรปยังจำเป็นต้องพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานและแหล่งพลังงานอื่นควบคู่กันไปเพื่อความมั่นคงของระบบ
โซลาร์ขึ้นแท่นแหล่งผลิตไฟฟ้าอันดับ 1 ของยุโรป เมื่อแสงแดดเปลี่ยนเป็น “เกราะคุ้มกัน” วิกฤตพลังงาน
เดือนมิถุนายน 2026 ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการเปลี่ยนผ่านพลังงานโลก เมื่อสหภาพยุโรป (EU) สามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 52 เทราวัตต์ชั่วโมง (TWh) หรือคิดเป็น 25% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดในเดือนดังกล่าว ส่งผลให้พลังงานแสงอาทิตย์ก้าวขึ้นเป็น แหล่งผลิตไฟฟ้าอันดับ 1 ของยุโรปเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของเดือนมิถุนายน แซงหน้าพลังงานนิวเคลียร์ที่มีสัดส่วน 21% ก๊าซธรรมชาติ 15% พลังงานลม 14% และไฟฟ้าพลังน้ำ 12% ขณะที่ถ่านหินลดลงเหลือเพียง 8% เท่านั้น
สิ่งที่น่าสนใจคือ ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าลดลง ตรงกันข้าม ยุโรปกำลังเผชิญกับ คลื่นความร้อน (Heatwave) ที่รุนแรงในหลายประเทศ ส่งผลให้การใช้เครื่องปรับอากาศและระบบทำความเย็นเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ความต้องการใช้ไฟฟ้าจึงพุ่งขึ้นตามไปด้วย
แต่ในสถานการณ์ที่โรงไฟฟ้าหลายประเภทต้องเผชิญข้อจำกัดจากอุณหภูมิสูง ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ต้องลดกำลังผลิตเพราะอุณหภูมิน้ำหล่อเย็นสูงขึ้น หรือโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่ได้รับผลกระทบจากปริมาณน้ำลดลง พลังงานแสงอาทิตย์กลับกลายเป็นแหล่งพลังงานที่ผลิตไฟฟ้าได้มากที่สุด เพราะได้รับประโยชน์จากช่วงเวลากลางวันที่ยาวนานและความเข้มของรังสีดวงอาทิตย์ที่สูงขึ้นในฤดูร้อน
ความสำเร็จดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะสภาพอากาศเอื้ออำนวย แต่เป็นผลจากการลงทุนอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา ข้อมูลจากสถาบันวิเคราะห์ด้านพลังงาน Ember ระบุว่า กำลังการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ของสหภาพยุโรปเติบโตเฉลี่ยมากกว่า 20% ต่อปีนับตั้งแต่ปี 2021 โดยในปี 2025 เพียงปีเดียว ยุโรปติดตั้งกำลังผลิตโซลาร์ใหม่เพิ่มถึง 65.1 กิกะวัตต์ (GW) ทำให้กำลังการผลิตสะสมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนสามารถเปลี่ยนบทบาทของโซลาร์จากแหล่งพลังงานเสริม กลายเป็นหนึ่งในเสาหลักของระบบไฟฟ้ายุโรปได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี
หากย้อนกลับไปเมื่อเดือนมิถุนายน 2021 พลังงานแสงอาทิตย์ผลิตไฟฟ้าให้ยุโรปได้เพียง 21 TWh หรือคิดเป็นประมาณ 10% ของไฟฟ้าทั้งหมด
แต่ภายในเวลาเพียง 5 ปี ปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 52 TWh หรือมากกว่าสองเท่า สะท้อนให้เห็นว่าพลังงานแสงอาทิตย์เป็นเทคโนโลยีผลิตไฟฟ้าที่ขยายตัวเร็วที่สุดในยุโรป ทั้งจากต้นทุนแผงโซลาร์ที่ลดลง ประสิทธิภาพของเทคโนโลยีที่ดีขึ้น และนโยบายของสหภาพยุโรปที่เร่งลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลหลังวิกฤตราคาพลังงานในช่วงปี 2022-2023
ประเทศสมาชิกหลายแห่งสร้างสถิติใหม่พร้อมกัน โดยเฉพาะ เยอรมนี สเปน และโปแลนด์ ที่ต่างมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่หลายประเทศในยุโรปตอนใต้ เช่น กรีซ ฮังการี เนเธอร์แลนด์ โปรตุเกส อิตาลี และเบลเยียม สามารถใช้พลังงานแสงอาทิตย์รองรับความต้องการไฟฟ้าในช่วงกลางวันได้มากกว่าครึ่งของความต้องการทั้งหมดในบางช่วงเวลา สะท้อนว่าพลังงานแสงอาทิตย์ไม่ได้เป็นเพียงพลังงานทางเลือกอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นกำลังผลิตหลักของระบบไฟฟ้ายุโรปในช่วงเวลากลางวัน
หนึ่งในประเทศที่เห็นผลลัพธ์อย่างชัดเจนที่สุดคือ สเปน
ซึ่งเดินหน้าลงทุนในพลังงานหมุนเวียนอย่างจริงจังตลอดหลายปีที่ผ่านมา การเพิ่มสัดส่วนพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมช่วยลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติที่ต้องนำเข้า ทำให้ราคาค่าไฟฟ้าสำหรับประชาชนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีการประเมินว่าครัวเรือนสามารถประหยัดค่าไฟได้เฉลี่ยประมาณ 10 ยูโรต่อเดือน หรือราว 390 บาท เมื่อเทียบกับกรณีที่ยังพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในสัดส่วนเดิม ทั้งยังช่วยลดความผันผวนของราคาพลังงานที่ได้รับผลกระทบจากตลาดโลก
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ความสำเร็จของโซลาร์ไม่ได้หมายความว่ายุโรปสามารถเลิกใช้พลังงานรูปแบบอื่นได้ทันที แม้ว่าพลังงานแสงอาทิตย์จะกลายเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าอันดับหนึ่งในเดือนมิถุนายน แต่การผลิตไฟฟ้ายังคงมีความผันผวนตามช่วงเวลาและฤดูกาล โดยเฉพาะในช่วงกลางคืนหรือฤดูหนาวที่แสงแดดมีน้อย
ดังนั้นยุโรปจึงยังคงเดินหน้าลงทุนใน ระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Energy Storage System: BESS) การบริหารจัดการความต้องการใช้ไฟฟ้า (Demand Response) การเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้าระหว่างประเทศ และการรักษาแหล่งผลิตไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพ เช่น นิวเคลียร์และพลังน้ำ เพื่อให้ระบบไฟฟ้ามีความมั่นคงตลอด 24 ชั่วโมง
ผู้เชี่ยวชาญจาก Ember มองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน 2026 ไม่ใช่เหตุการณ์ชั่วคราว แต่เป็นหลักฐานว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงานของยุโรปกำลังก้าวเข้าสู่ระยะใหม่ จากเดิมที่พลังงานหมุนเวียนเป็นเพียงผู้เล่นเสริมของระบบไฟฟ้า สู่การเป็นกำลังผลิตหลักที่สามารถรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของทั้งภูมิภาคได้จริง โดยเฉพาะเมื่อผสานกับเทคโนโลยีดิจิทัล ระบบกักเก็บพลังงาน และโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ที่ช่วยบริหารจัดการไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานที่มีความผันผวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
บทเรียนจากยุโรปจึงมีความสำคัญต่อหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย เพราะแสดงให้เห็นว่าการเพิ่มสัดส่วนพลังงานแสงอาทิตย์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากต้องดำเนินควบคู่กับการลงทุนในระบบสายส่ง ระบบกักเก็บพลังงาน กฎระเบียบที่เปิดให้เกิดการซื้อขายไฟฟ้าอย่างยืดหยุ่น และการยกระดับโครงข่ายไฟฟ้าให้รองรับการผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์
เมื่อองค์ประกอบทั้งหมดทำงานร่วมกัน พลังงานแสงอาทิตย์จึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ลดการนำเข้าเชื้อเพลิง และช่วยลดภาระค่าไฟของประชาชนในระยะยาว ซึ่งเป็นเป้าหมายที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังมุ่งหน้าไปพร้อมกัน
แหล่งอ้างอิง:
Ember. A Quarter of EU Power Came from Solar for the First Time in June 2026.
Euronews. Solar Generated Record 25% of EU Power in June with Germany, Spain and Poland Leading the Race.
PV Tech. Solar PV Provides 25% of Power Generation Across the EU in June.
Reuters. Wind and Solar Beat Fossil Fuels in EU Power Mix in 2025, Energy Think Tank Says.







