posttoday
หมดยุคควันพิษ! ส่องโรดแมป 'คมนาคมยุคใหม่' ขนส่งระบบราง-EV ทางรอดไทย

หมดยุคควันพิษ! ส่องโรดแมป 'คมนาคมยุคใหม่' ขนส่งระบบราง-EV ทางรอดไทย

06 กรกฎาคม 2569

ส่องยุทธศาสตร์คมนาคมไทย พลิกโฉมสู่ Green Transport เร่งเครื่องรถไฟฟ้า-EV และระบบรางทั่วประเทศ คืนอากาศสะอาด ลดก๊าซเรือนกระจกได้จริงทะลุเป้า!

KEY

POINTS

  • ภาคคมนาคมขนส่งเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกหลักของประเทศ โดยเฉพาะการขนส่งทางถนน (กว่า 96%) จึงเป็นเป้าหมายสำคัญในการปฏิรูปเพื่อลดมลพิษและมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero
  • การส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) คือมาตรการหลักที่มีศักยภาพสูงสุดในการลดก๊าซเรือนกระจก โดยรัฐบาลมีแผน 30@30 เพื่อผลักดันการผลิตและการใช้ EV ทุกประเภทให้เกิดขึ้นจริงอย่างรวดเร็ว
  • การพัฒนาระบบขนส่งทางรางเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญ โดยเร่งรัดการก่อสร้างรถไฟทางคู่และรถไฟความเร็วสูง เพื่อเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางและขนส่งสินค้าจากถนนสู่ราง ซึ่งมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญของเศรษฐกิจ การค้า และการพัฒนาประเทศทั่วโลก ประเทศไทยจึงประกาศเป้าหมายมุ่งสู่ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Greenhouse Gas Emissions) ภายในปี 2608 พร้อมเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกภาคส่วน โดยหนึ่งในภาคเศรษฐกิจที่มีบทบาทสำคัญที่สุด คือ ภาคคมนาคมขนส่ง ซึ่งเป็นทั้งกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ของประเทศ

 

กระทรวงคมนาคมร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) จึงเร่งวางยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการเพื่อเปลี่ยนผ่านระบบขนส่งของไทยสู่ Green & Safe Transport หรือระบบคมนาคมที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านการยกระดับเทคโนโลยี การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางของประชาชนควบคู่กันไป

 

ภาคคมนาคม...โจทย์ใหญ่ของการลดก๊าซเรือนกระจกไทย

 

ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยล่าสุดในปี 2565 ระบุว่า ประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวม 385.941 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO₂e) โดยภาคพลังงานเป็นแหล่งปล่อยสูงที่สุด คิดเป็น 254.307 MtCO₂e หรือร้อยละ 65.89 ของการปล่อยทั้งหมด

 

เมื่อพิจารณาภายในภาคพลังงาน พบว่า สาขาคมนาคมขนส่งเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันดับต้น ๆ ด้วยปริมาณ 77.021 MtCO₂e หรือคิดเป็น ร้อยละ 30.29 ของภาคพลังงาน และเกือบร้อยละ 20 ของการปล่อยทั้งประเทศ

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ แหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคขนส่งกระจุกตัวอยู่ที่ การขนส่งทางถนน เกือบทั้งหมด โดยมีสัดส่วนสูงถึง 96.64% หรือ 74.435 MtCO₂e ขณะที่การขนส่งทางอากาศปล่อย 2.25% ทางน้ำ 0.80% และระบบรางเพียง 0.29%

 

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนชัดว่า หากประเทศไทยต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีนัยสำคัญ การปฏิรูประบบขนส่งทางถนน การส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า และการผลักดันให้ประชาชนและภาคธุรกิจหันมาใช้ระบบรางและทางน้ำมากขึ้น คือหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้

 

NDC Action Plan กับภารกิจลดก๊าซเรือนกระจกครั้งใหญ่ของภาคคมนาคม

หลังการประชุม COP26 ประเทศไทยได้ยกระดับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกตามกรอบ Nationally Determined Contribution (NDC) เป็น 30–40% ภายในปี 2573 ส่งผลให้ทุกหน่วยงานต้องปรับแผนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับเป้าหมายใหม่

 

สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) จึงได้จัดทำ แผนปฏิบัติการด้านการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ พ.ศ. 2564–2573 สาขาคมนาคมขนส่ง (ฉบับปรับปรุง) ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2567 เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาระยะยาวที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ (LT-LEDS)

 

ภายใต้เป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศจำนวน 184.81 MtCO₂e ภาคคมนาคมได้รับมอบหมายภารกิจลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 45.61 MtCO₂e ซึ่งถือเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่มีเป้าหมายสูงที่สุดของประเทศ

 

หมดยุคควันพิษ! ส่องโรดแมป 'คมนาคมยุคใหม่' ขนส่งระบบราง-EV ทางรอดไทย

 

จากการประเมินศักยภาพ พบว่าไทยสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้จริงประมาณร้อยละ 33 ผ่านการดำเนินมาตรการสำคัญ 6 ด้าน

 

1. มาตรการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (Electrification of Transport)

เป็นมาตรการหลักที่มีศักยภาพสูงสุด โดยมีเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ถึง 28.29 MtCO₂e ผ่านการดำเนินงานตาม แผน 30@30 ของคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ ที่ตั้งเป้าหมายผลิตรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (ZEV) ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ของการผลิตทั้งหมดภายในปี พ.ศ. 2573 ทั้งนี้ มีการวางแผนขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมทั้งด้านการผลิตและการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท (เช่น รถยนต์นั่ง รถจักรยานยนต์ รถบัส รถบรรทุก เรือโดยสาร และรถไฟระบบราง)

 

2. มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพยานยนต์ (Energy Efficiency Improvement)

มีเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกได้ 13.94 MtCO₂e ผ่านแนวทางปรับปรุงระบบภาษีเพื่อสนับสนุนการใช้ยานยนต์ประหยัดพลังงาน การกำหนดมาตรฐานและให้ข้อมูลประสิทธิภาพพลังงาน (Eco Sticker) รวมถึงส่งเสริมพฤติกรรมการขับขี่อย่างประหยัดพลังงาน (Eco Driving)

 

3. มาตรการพัฒนาระบบขนส่งในเมือง (Urban Mobility)

มีเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกได้ 1.78 MtCO₂e โดยเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนส่งสาธารณะในเมือง ส่งเสริมการเดินทางเชื่อมโยงหลายรูปแบบ (Multimodal Transport) การแบ่งปันยานพาหนะ (Shared Mobility) และการลดปริมาณการเดินทางที่ไม่จำเป็นในเขตเมือง

 

4. มาตรการพัฒนาระบบขนส่งและโลจิสติกส์ระหว่างเมือง (Inter-urban Transport and Green Logistics)

มีเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกได้ 1.60 MtCO₂e มุ่งส่งเสริมพฤติกรรมการเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารจาก “ถนน” สู่ “รางและน้ำ” (Modal Shift) เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์และเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด

 

5. มาตรการส่งเสริมพลังงานทางเลือกในอนาคตสำหรับภาคขนส่ง (Future Energy for Transport)

มุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาเพื่อนำเชื้อเพลิงไฮโดรเจน (Hydrogen Fuel) มาใช้ในภาคการขนส่ง ตลอดจนส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) ในภาคการบิน

 

6. มาตรการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการสนับสนุนภาคคมนาคมขนส่ง (Transport Infrastructure and Support)

ส่งเสริมการปรับปรุงสิ่งก่อสร้างให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การพัฒนาสถานีรถไฟสีเขียว (Green Station) ท่าอากาศยานสีเขียว (Green Terminal) ท่าเรือสีเขียว (Green Port) รวมถึงการซ่อมบำรุงและก่อสร้างถนนโดยนำวัสดุรีไซเคิลกลับมาใช้ใหม่

 

หมดยุคควันพิษ! ส่องโรดแมป 'คมนาคมยุคใหม่' ขนส่งระบบราง-EV ทางรอดไทย

 

ความคืบหน้าและการขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรม

 

ปัจจุบัน กระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถแปรเปลี่ยนแผนนโยบายไปสู่ผลงานที่จับต้องได้จริงในหลากหลายมิติ:

 

ก้าวกระโดดของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ข้อมูลจากกรมการขนส่งทางบก ณ วันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569 ระบุว่า ประเทศไทยมีจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าสะสม (BEV) จดทะเบียนรวมทั้งสิ้น 447,398 คัน แบ่งเป็นรถยนต์นั่งและกระบะ 349,087 คัน, รถจักรยานยนต์ 92,877 คัน, รถโดยสารและรถบรรทุก 4,334 คัน, รถสามล้อ 1,053 คัน และยานยนต์ประเภทอื่น ๆ อีก 47 คัน

 

การปฏิรูปรถโดยสารสาธารณะไฟฟ้า ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีรถโดยสารประจำทางไฟฟ้าให้บริการแล้ว 2,350 คัน และมีแผนเพิ่มขึ้นเป็น 3,100 คันในอนาคต โดยองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) อยู่ระหว่างดำเนินการเปลี่ยนผ่านรถโดยสารเดิมไปสู่รถโดยสารไฟฟ้าจำนวน 1,520 คัน (มีกำหนดส่งมอบรอบแรก 500 คันภายในมีนาคม พ.ศ. 2570 และครบทั้งหมดภายในพฤษภาคม พ.ศ. 2570)

 

ขณะที่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ก็มีแผนระยะแรกในการเปลี่ยนรถโดยสารระหว่างเมืองเป็นระบบไฟฟ้าจำนวน 381 คัน (เริ่มต้นนำร่อง 75 คัน) ซึ่งโครงการนี้ยังได้รับการสนับสนุนภายใต้กลไก Article 6.2 ของความตกลงปารีสร่วมกับสมาพันธรัฐสวิสอีกด้วย

 

ทางเลือกการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ มีการเปิดให้บริการเรือโดยสารพลังงานไฟฟ้าในแม่น้ำเจ้าพระยาแล้วจำนวน 41 ลำ ตลอดจนโครงการนำร่อง Airport Taxi พลังงานไฟฟ้าจำนวน 101 คัน และการเริ่มใช้งานหัวรถจักรพลังงานไฟฟ้าในระบบราง

 

โครงข่ายรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในเมือง มีการวางแผนโครงข่ายรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลรวม 14 สายทาง ระยะทางรวม 553.41 กิโลเมตร ปัจจุบันเปิดให้บริการแล้ว 279.84 กิโลเมตร (ครอบคลุมสายสีเขียว สีน้ำเงิน สีม่วง สีแดง สีทอง สีชมพู และสีเหลือง) พร้อมทั้งขยายการศึกษาเพื่อพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะในเมืองหลักภูมิภาคอีก 11 จังหวัด เช่น เชียงใหม่ ขอนแก่น นครราชสีมา ภูเก็ต และสงขลา เป็นต้น

 

การปฏิรูปขนส่งระหว่างเมืองสู่ระบบราง ปัจจุบันโครงข่ายทางรถไฟของไทยประกอบด้วยทางเดี่ยว 2,974 กิโลเมตร (ร้อยละ 73.54) ทางคู่ 963 กิโลเมตร (ร้อยละ 23.81) และทางสาม 107 กิโลเมตร (ร้อยละ 2.65) รัฐบาลได้เร่งรัดโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 1 (ก่อสร้างเสร็จแล้ว 5 เส้นทาง อยู่ระหว่างก่อสร้าง 2 เส้นทาง) และระยะที่ 2 อีก 7 เส้นทาง

 

นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงอีก 2 เส้นทาง (รวม 473 กิโลเมตร) ได้แก่ ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา (คาดเปิดบริการปี พ.ศ. 2571) และโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (คาดเปิดบริการปี พ.ศ. 2573) ควบคู่ไปกับการจัดตั้งจุดเปลี่ยนถ่ายสินค้าทางราง (SRTO) และท่าเรือบก (Dry Port) เพื่อดึงกลุ่มผู้ขนส่งสินค้าให้เปลี่ยนจากถนนมาสู่รางและน้ำเพิ่มขึ้น

 

ก้าวแรกสู่ Net Zero ที่เริ่มเห็นผล

แม้เส้นทางสู่ Net Zero ยังต้องใช้เวลาอีกหลายทศวรรษ แต่ผลการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังเดินมาถูกทิศทาง

จากรายงานติดตามประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจกสาขาคมนาคมขนส่งประจำปี พ.ศ. 2566 (ประเมิน ณ ปีงบประมาณ 2568) ประเทศไทยสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคคมนาคมได้แล้ว 8.17 MtCO₂e

ผลสำเร็จส่วนใหญ่มาจากการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าและการเพิ่มประสิทธิภาพยานยนต์ ซึ่งช่วยลดได้ 7.5952 MtCO₂e รองลงมาคือระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในเมือง ลดได้ 0.4132 MtCO₂e และระบบรถไฟทางคู่ ลดได้อีก 0.1569 MtCO₂e

 

ตัวเลขเหล่านี้อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ แต่สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การลงทุนในยานยนต์ไฟฟ้า การพัฒนาระบบราง การยกระดับระบบขนส่งสาธารณะ และการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน กำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยเข้าใกล้เป้าหมาย Net Zero มากขึ้น

 

ที่มา: สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.)

ข่าวล่าสุด

"พชร"ชี้ซื้อขายตำแหน่งจุดตายสังคมไทย เสนอ 3 ขั้นปฏิรูป

"พชร"ชี้ซื้อขายตำแหน่งจุดตายสังคมไทย เสนอ 3 ขั้นปฏิรูป