posttoday
"พชร"ชี้ซื้อขายตำแหน่งจุดตายสังคมไทย เสนอ 3 ขั้นปฏิรูป

"พชร"ชี้ซื้อขายตำแหน่งจุดตายสังคมไทย เสนอ 3 ขั้นปฏิรูป

06 กรกฎาคม 2569

กรรมการ ก.ล.ต. ชี้คอร์รัปชันฝังรากตั้งแต่ระบบเรียนถึงงานรัฐ เตือนหากแยกเงินจากอำนาจไม่ได้ ประเทศเสี่ยงล้มเหลว พร้อมเสนอสูตรรายได้ 60/40

KEY

POINTS

  • นายพชรชี้ว่าปัญหาการซื้อขายตำแหน่งเป็นจุดตายของสังคมไทย สะท้อนปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างที่นำไปสู่วงจร "ถอนทุนคืน" และทำลายความเชื่อมั่นของประชาชน
  • เสนอแนวทางปฏิรูป "บันได 3 ขั้น" โดยขั้นแรกคือการยกระดับรายได้ของประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่มั่นคง และขั้นที่สองคือการสร้างความเชื่อมั่นในบริการภาครัฐ
  • ขั้นที่สามคือการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างรัฐ เอกชน และประชาชน โดยรัฐต้องกำหนดผลตอบแทนที่เหมาะสมให้ข้าราชการเพื่อดึงดูดคนดีเข้าสู่ระบบ และแยก "เงิน" ออกจาก "อำนาจ"

นายพชร นริพทะพันธุ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) วิเคราะห์ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างในสังคมไทย จากกรณีการเปิดเผยข้อมูลเรียกรับเงิน 350,000-700,000 บาท เพื่อแลกกับการบรรจุเป็นข้าราชการท้องถิ่น ทั้งที่เงินเดือนเริ่มต้นราว 15,000 บาท โดยชี้ว่าเรื่องดังกล่าวสะท้อนปัญหาการซื้อขายตำแหน่งและการผูก “เงิน” เข้ากับ “อำนาจ” อย่างฝังรากลึก

นายพชรระบุว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ใช่เรื่องเฉพาะในระบบราชการ แต่สะท้อนวัฒนธรรม “คนไทยสายเปย์” ที่พบได้ตั้งแต่การจ่ายเงินเพื่อเข้าโรงเรียน การเกณฑ์ทหาร การทำใบขับขี่ ไปจนถึงการเข้าทำงาน โดยเฉพาะเมื่อสังคมมองว่างานราชการมีอำนาจและอภิสิทธิ์มากกว่ารายได้สุจริตในภาคเอกชน

นายพชร ตั้งข้อสังเกตว่า ภาคเอกชนบางธุรกิจ เช่น ธุรกิจโรงแรมระดับโลก มีความต้องการแรงงานสูง ค่าตอบแทนรวมอาจสูงถึง 35,000 บาทต่อเดือน และมีโอกาสเติบโตเป็นผู้จัดการทั่วไปที่มีรายได้หลักแสน แต่กลับไม่มีใครยอมจ่ายเงินใต้โต๊ะเพื่อเข้าทำงาน ต่างจากตำแหน่งข้าราชการท้องถิ่นที่รายได้เริ่มต้นต่ำกว่า แต่ยังมีผู้ยอมจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อให้ได้ตำแหน่ง

นายพชรเห็นว่า หากการเข้าสู่ระบบราชการเริ่มต้นจากการจ่ายเงินเพื่อซื้อตำแหน่ง เมื่อผู้จ่ายเงินเติบโตในหน้าที่ ย่อมมีโอกาสเกิดกระบวนการ “ถอนทุนคืน” กลายเป็นวงจรคอร์รัปชันที่กระทบต่อบริการสาธารณะ ความยุติธรรม และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐ

นอกจากนี้ นายพชรยังชี้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้านสวัสดิการและภาษี 3 ประเด็น ได้แก่ ความเหลื่อมล้ำจากสวัสดิการข้าราชการที่ทับซ้อนกับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ภาระงบประมาณรัฐที่เพิ่มขึ้นท่ามกลางจำนวนประชากรลดลง และกับดักเศรษฐกิจครอบครัวที่ทำให้บางครอบครัวยอมให้บุตรหลานรับงานรายได้ต่ำ เพื่อแลกกับสิทธิรักษาพยาบาลของพ่อแม่

สำหรับแนวทางปฏิรูป นายพชรเสนอ “บันได 3 ขั้น” เพื่อแก้ปัญหาคอร์รัปชันและเศรษฐกิจนอกระบบ โดยขั้นแรก คือ การยกระดับรายได้ด้วยสูตร 60/40 ให้รายได้ครอบคลุมรายจ่ายจำเป็น 60% ประกอบด้วยที่พัก 20% อาหาร 20% เดินทางและสาธารณูปโภค 10% และครอบครัว 10% ส่วนอีก 40% เป็นเงินสำหรับใช้สอยและลงทุนระยะยาว เพื่อให้แรงงานมีคุณภาพชีวิตที่มั่นคง

ขั้นที่สอง คือ การสร้างความเชื่อมั่นต่อบริการภาครัฐ ทั้งการศึกษา คมนาคม และสาธารณสุข เพื่อให้ประชาชนรู้สึกว่าการจ่ายภาษีเป็นเสมือนการซื้อหลักประกันชีวิตจากรัฐ และเต็มใจเข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้น

ขั้นที่สาม คือ การสร้างความเชื่อมั่นระหว่างรัฐ เอกชน และประชาชน โดยรัฐต้องกำหนดผลตอบแทนของข้าราชการ ทหาร และตำรวจให้เหมาะสม เพื่อดึงดูดคนดีเข้าสู่ระบบราชการ ขณะเดียวกันภาคเอกชนต้องสร้างความมั่นคงและรายได้ที่จูงใจ เพื่อให้คนเก่งกระจายตัวไปขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

นายพชรทิ้งท้ายว่า หากประเทศไทยไม่สามารถแยก “เงิน” ออกจาก “อำนาจ” ได้ ประเทศจะเสี่ยงล้มเหลวจากการที่อาชญากรขึ้นเป็นใหญ่ และประชาชนหมดความเชื่อมั่นต่อระบบ การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญในการทำให้ประเทศแข็งแรงและมั่นคงอย่างยั่งยืน

ข่าวล่าสุด

ก.ต.มติเอกฉันท์ ตั้ง ‘วีระพงศ์’ ว่าที่ประธานศาลฎีกาคนที่ 52

ก.ต.มติเอกฉันท์ ตั้ง ‘วีระพงศ์’ ว่าที่ประธานศาลฎีกาคนที่ 52