
FETCO ปักธงตลาดทุนไทยสู่ "ผู้นำอาเซียน-ตลาดพัฒนาแล้ว" ชี้หุ้นไทยเนื้อหอม Fund Flow ต่างชาติไหลกลับ
เปิดวิศัยทัศน์ "ไพบูลย์ นลินทรางกูร" ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กางโรดแมปใหญ่ ดันตลาดทุนไทยสู่ Developed Market ภายใน 15 ปี พร้อมตั้งเป้าเบอร์ 1 ตลาดทุนอาเซียนในปี 2575 ท่ามกลางสัญญาณบวกดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุนพุ่งแรง กระแสเงินทุนต่างชาติเริ่มไหลกลับเข้าหุ้นไทย กลุ่มพาณิชย์-ธนาคารรับอานิสงส์โยกเงินออกจากหุ้นเทคฯ และ AI
KEY
POINTS
- เปิดพันธกิจ "ไพบูลย์ นลินทรางกูร" ประธาน FETCO กางโรดแมปใหญ่ ดันตลาดทุนไทยสู่ Developed Market ภายใน 15 ปี
- พร้อมตั้งเป้าเบอร์ 1 ตลาดทุนอาเซียนในปี 2575 ท่ามกลางสัญญาณบวกดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุนพุ่งแรง
- กระแสเงินทุนต่างชาติเริ่มไหลกลับเข้าหุ้นไทย กลุ่มพาณิชย์-ธนาคารรับอานิสงส์โยกเงินออกจากหุ้นเทคฯ และ AI
ในวันที่ดัชนีหุ้นไทยกลับมายืนเหนือระดับ 1,600 จุดได้สำเร็จ สวนทางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก เงินทุนต่างชาติที่เคยไหลออกเริ่มไหลกลับ ช่วยลบล้างภาพจำของตลาดทุนที่ถูกมองว่าชะลอตัวกว่าคู่แข่งในภูมิภาค
วันนี้สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เลือกเปิดเกมรุกครั้งใหญ่ด้วยการประกาศวิสัยทัศน์ใหม่ที่ไม่ใช่แค่การประคองตลาดหุ้นให้ฟื้น แต่คือการยกเครื่องตลาดทุนไทยทั้งระบบ เพื่อพาไทยก้าวสู่สถานะ "ตลาดพัฒนาแล้ว" ในอีก 15 ปีข้างหน้า
เดิมพันครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องดัชนีจะไปถึงกี่จุด หรือเงินต่างชาติจะไหลกลับมาอีกกี่หมื่นล้านบาท แต่คือการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์ตลาดทุนไทยจากตลาดรองในสายตาโลก เป็นสนามลงทุนที่ต่างชาติไม่อาจมองข้าม และเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการพาประเทศไทยหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลางสู่ประเทศรายได้สูงอย่างยั่งยืน
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ยอมรับว่ายุทธศาสตร์การพัฒนาตลาดทุนไทย แบ่งออกเป็น 3 ช่วงเวลาสำคัญเพื่อให้เห็นภาพการเติบโตที่ชัดเจน ดังนี้คือ
- ระยะสั้น (2569–2571) มุ่งเน้นการสร้างสภาพคล่องระยะยาว เพิ่มฐานนักลงทุนให้เข้มแข็งและปรับกฎเกณฑ์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
- ระยะกลาง (ภายในปี 2575) ตั้งเป้า 6 ปีเป็น "ผู้นำตลาดทุนในอาเซียน" ในทุกมิติ ทั้งการระดมทุน สภาพคล่อง และนวัตกรรมทางการเงิน
- ระยะยาว (Vision 2040) ยกระดับสู่ "ตลาดพัฒนาแล้ว (Developed Market)" ภายใน 15 ปี เพื่อดึงดูดกองทุนระดับโลก โดยต้องสอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการให้ไทยเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี
"ตลาดพัฒนาแล้ว" ตามเกณฑ์ของ MSCI มีเงื่อนไขสำคัญ 3 ประการ คือ การเป็นประเทศรายได้สูงต่อเนื่องอย่างน้อย 3 ปี, ขนาดและสภาพคล่องของตลาดที่เพียงพอ
และการเข้าถึงตลาดที่สะดวก (Market Accessibility) ตามมาตรฐานสากล เช่น กฎเกณฑ์ Short Selling และค่าเงินที่เป็นสากล ซึ่งปัจจุบันเกาหลียังติดปัญหาเรื่องการควบคุมค่าเงิน (FX)
5 ยุทธศาสตร์หลัก ขับเคลื่อนระบบนิเวศตลาดทุน
เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย FETCO กำหนดกลยุทธ์ 5 ด้านที่จะดำเนินการอย่างเข้มข้น
1. Demand Side ขยายฐานนักลงทุนระยะยาวผ่านโครงการ TISA อยู่ระหว่างการหารือกับกระทรวงการคลังและ กลต. เรื่องวงเงินและเงื่อนไขใหม่ คาดว่าจะมีความชัดเจนและเริ่มใช้ได้ในครึ่งปีหลังของปีนี้
และกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) FETCO ผลักดันให้เป็นกองทุนภาคบังคับเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในการออม ปัจจุบันมีแรงงานในระบบ 30-40 ล้านคน แต่มีผู้ที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพียง 2 ล้านคนเท่านั้น กบช. จะเข้ามาเป็นระบบ On-top จากประกันสังคมเพื่อสร้างความมั่นคงหลังเกษียณ
2. Supply Side เพิ่มความน่าสนใจของสินค้าในตลาด สนับสนุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและบริษัทเทคโนโลยีให้เข้าจดทะเบียน พร้อมผลักดันโครงการ จั๊มพ์พลัส (Jump+)
3. Ecosystem & Infrastructure ลดอุปสรรคการลงทุนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และเตรียมจัดตั้ง SME Credit Scoring Agency เพื่อช่วยให้ SME ขนาดใหญ่เข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น
4. Trust & Confidence สร้างความเชื่อมั่นด้วยการกำกับดูแลเชิงรุก ยกระดับธรรมาภิบาล และผลักดันการจัดตั้งศาลตลาดทุน
5. Investor Relations ยกระดับการสื่อสารกับนักลงทุนโลกผ่านการทำ Government Outbound Roadshow อย่างสม่ำเสมอ
Fund Flow ต่างชาติไหลกลับ - ไทยยืนหนึ่งในเอเชีย
ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนพุ่งเกณฑ์ "ร้อนแรง" (Bullish) แม้ดัชนี SET จะมีการปรับฐานลงบ้างหลังจากแตะระดับ 1,600 จุด แต่ในภาพรวมนักลงทุนทุกกลุ่มยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดทุนไทยอย่างมาก เนื่องด้วยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เช่น โครงการ จั๊มพ์พลัส (Jump+) และนโยบายที่เป็นมิตรต่อภาคธุรกิจช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศ
อีกทั้ง ไทยเป็นเพียงตลาดเดียวในภูมิภาคเอเชียที่มีนโยบายการเงินและกระแสเงินทุน (Flow) เป็นบวกในปีนี้ (Year to Date) เมื่อเทียบกับอินโดนีเซีย เกาหลี และเวียดนามที่ประสบปัญหาเงินไหลออก
โดยในช่วง 2 เดือนแรกของปีมียอดซื้อสุทธิสูงถึง 60,000 ล้านบาท แม้จะมีการไหลออกในช่วงสั้นๆ จากเหตุการณ์ความไม่สงบ แต่ปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณนักลงทุนสถาบันต่างประเทศแบบระยะยาว (Long-term) กลับเข้ามาสะสมหุ้นไทยและเข้าเยี่ยมเยียนบริษัทจดทะเบียนมากขึ้นอย่างชัดเจน
กลยุทธ์การลงทุน หนีหุ้น AI ซบกลุ่มดั้งเดิม ปรากฏการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นคือการโยกย้ายเงินลงทุนระดับโลก โดยนักลงทุนเริ่มลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีและ AI ที่ทำกำไรไปมากแล้ว เพื่อหันมาหาหุ้นที่มีความมั่นคงและเป็นกลุ่ม Defensive มากขึ้น
ประเทศไทยได้รับอานิสงส์โดยตรงเนื่องจากมีหุ้นในกลุ่ม Traditional Sector ที่แข็งแกร่ง เช่น กลุ่มพาณิชย์ (Commerce) ได้รับความสนใจสูงสุดจากการจับจ่ายใช้สอยในประเทศที่ฟื้นตัว
กลุ่มธนาคาร (Bank) ยังคงเป็นที่นิยมตามการเติบโตของเศรษฐกิจภายในประเทศ
หมวดที่ควรระวัง กลุ่มออโต้ (Auto) ยังอยู่ในกลุ่มที่ไม่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนในขณะนี้
เศรษฐกิจไทยแกร่ง-ดอกเบี้ยไม่ต้องรีบขึ้น
ในแง่ของปัจจัยพื้นฐาน ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 2% กว่า และมีแนวโน้มจะเติบโตอย่างต่อเนื่องหากรัฐบาลสามารถรักษาเสถียรภาพได้
นอกจากนี้ ไทยยังมีความได้เปรียบเรื่องเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับต่ำ หากไม่นับรวมหมวดพลังงานและอาหาร ทำให้ไม่มีแรงกดดันที่ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยตามธนาคารกลางสหรัฐฯหรือประเทศอื่นๆ เช่น ยุโรป ออสเตรเลีย และอินโดนีเซีย ซึ่งถือเป็นข้อดีที่ช่วยรักษาเสถียรภาพของตลาดทุนไทย
เป้าหมายดัชนี 1,620 จุด นักวิเคราะห์จาก IAA มองเป้าหมายดัชนีเฉลี่ยที่ 1,620 จุด แต่มีข้อสังเกตว่าดัชนี SET ในปัจจุบันมีการบิดเบือนจากหุ้น DELTA ที่มีน้ำหนักสูงถึง 20% ของดัชนี
หากพิจารณาหุ้นอีกกว่า 800 ตัวที่เหลือ จะพบว่ามี Forward P/E อยู่เพียง 13 เท่า ถือว่ายังไม่แพงและยังมีช่องว่างให้ปรับตัวขึ้นได้อีกมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยรวมที่ 16 เท่า
ยกระดับ IPO สู่มาตรฐานโลก
เพื่อเพิ่มความน่าสนใจของตลาดทุน FETCO และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังพิจารณาแนวทางปรับปรุงเกณฑ์ IPO ให้รวดเร็วขึ้น (Fast Track) โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทในโครงการ BOI เพื่อดึงดูดอุตสาหกรรมใหม่ๆ
รวมถึงการเสนอเกณฑ์หุ้นสามัญที่มีสิทธิออกเสียงไม่เท่ากัน (Dual-class shares) เพื่อรองรับบริษัทเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ก่อตั้งยังคงอำนาจการบริหารในช่วงแรกเพื่อผลักดันนวัตกรรมได้ เช่นเดียวกับโมเดลของบริษัทระดับโลกอย่าง SpaceX
ตลาดทุนไทยกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญจากความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นและการบริหารจัดการความเสี่ยงที่ดี ทั้งเรื่องพลังงานและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้ประเทศไทยเป็นหมุดหมายที่น่าสนใจสำหรับเม็ดเงินลงทุนระยะยาวจากทั่วโลก.







