
EECO เปิดเวทีดันอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต ชู EEC ศูนย์กลางลงทุน
EECO ระดมภาคธุรกิจและรัฐร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต ชู EEC เป็นฐานลงทุนด้านนวัตกรรมอาหาร เสริมศักยภาพแข่งขันและเศรษฐกิจยั่งยืน
KEY
POINTS
- EECO จัดสัมมนาเพื่อระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน โดยมีเป้าหมายผลักดันให้พื้นที่ EEC เป็นศูนย์กลางการลงทุนในอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตและอาหารมูลค่าสูงของภูมิภาค
- พื้นที่ EEC มีศักยภาพสูงในการเป็นฐานการผลิตและศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานอาหาร โดยมีมูลค่าการลงทุนในอุตสาหกรรมนี้แล้วกว่า 75,000 ล้านบาท และพร้อมรองรับการลงทุนตามโมเดลเศรษฐกิจ BCG
- ความสำเร็จในการผลักดันอุตสาหกรรมอาหารต้องอาศัยความร่วมมือเชิงบูรณาการระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุน นวัตกรรม และการพัฒนาบุคลากร
สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO จัดสัมมนา EEC Sectoral Deep Dive Forum 2026 ครั้งที่ 3 ภายใต้หัวข้อ "Food Industry" ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพมหานคร
เพื่อเปิดเวทีระดมความคิดเห็นจากภาคธุรกิจ หน่วยงานภาครัฐ และผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมอาหารกว่า 80 คน ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต โอกาสการลงทุน และการพัฒนาระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารในประเทศไทยและพื้นที่ EEC
ท่ามกลางกระแสเศรษฐกิจโลกที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางอาหาร นวัตกรรม และการผลิตที่ยั่งยืน ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอาหารมูลค่าสูงของภูมิภาค
ดร. จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ EECO กล่าวว่า อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารเป็นหนึ่งในกลไกหลักของเศรษฐกิจไทย โดยในช่วงปี 2561–2568 มีมูลค่าการลงทุนในอุตสาหกรรมดังกล่าวในพื้นที่ EEC มากกว่า 75,000 ล้านบาท สะท้อนศักยภาพของพื้นที่ในฐานะฐานการผลิตและศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานอาหารที่เชื่อมโยงการผลิต การวิจัยและพัฒนา ตลอดจนการส่งออกสู่ตลาดโลก พร้อมรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต ทั้งอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารฟังก์ชัน เทคโนโลยีอาหาร และนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมไทย
เลขาธิการ EECO ยังระบุว่า การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกกำลังผลักดันให้อุตสาหกรรมอาหารต้องปรับตัวสู่การผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น โดย EECO พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ผ่านการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตและเกษตรอัจฉริยะ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
ด้าน ดร. ชลจิต วรวังโส วีรกุล ผู้ช่วยเลขาธิการ EECO ได้นำเสนอทิศทางเศรษฐกิจและโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมอาหารของพื้นที่ EEC พร้อมชี้ให้เห็นว่า ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ ฐานการผลิตที่แข็งแกร่ง และมาตรการส่งเสริมการลงทุนของ EEC จะเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุนด้านนวัตกรรมอาหารและอาหารแห่งอนาคตจากทั่วโลก
ภายในงานยังมีการถ่ายทอดประสบการณ์จากผู้บริหารบริษัทชั้นนำ ได้แก่ ผู้แทนจาก Nestlé (Thai), Evonik (Thailand) และ Thai Union Group ซึ่งร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารผ่านนวัตกรรม ความยั่งยืน การสร้างมูลค่าเพิ่ม และความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนกับภาครัฐ เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว
นอกจากนี้ ยังมีเวทีเสวนาในหัวข้อ "ระบบนิเวศทางธุรกิจของอุตสาหกรรมอาหารในประเทศไทย" โดยผู้แทนจากสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหารแห่งประเทศไทย (FoSTAT) และ TasteBud Lab ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวโน้มผู้บริโภค การวิจัยและพัฒนา นวัตกรรมอาหาร การพัฒนาบุคลากร และการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารไทย
โดยทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ จะเป็นกุญแจสำคัญในการผลักดันงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ พัฒนากำลังคนที่มีทักษะรองรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ และสร้างระบบนิเวศด้านนวัตกรรมที่ช่วยดึงดูดการลงทุนอย่างครบวงจร
การจัดสัมมนาครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ EECO ในฐานะกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วน เพื่อส่งเสริมการลงทุน ผลักดันนวัตกรรม และพัฒนาระบบนิเวศทางธุรกิจที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารอย่างยั่งยืน อันจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตของภูมิภาคบนพื้นฐานของนวัตกรรม ความยั่งยืน และการเติบโตร่วมกันของทุกภาคส่วน







