posttoday
ไฮสปีด 3 สนามบินเสี่ยงล้มโครงการ ซีพีชี้ไม่แก้สัญญาอาจยุติโครงการ

ไฮสปีด 3 สนามบินเสี่ยงล้มโครงการ ซีพีชี้ไม่แก้สัญญาอาจยุติโครงการ

30 มิถุนายน 2569

โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินมูลค่า 2.24 แสนล้านบาทเข้าสู่จุดชี้ชะตา หลังซีพีแจ้งรัฐหากไม่แก้สัญญาอาจเดินหน้าต่อไม่ได้ เหตุสถาบันการเงินไม่ปล่อยกู้ คาด 2 เดือนรู้ผล ขณะที่หลายโครงการเชื่อมโยงยังเดินหน้าต่อได้

โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง–สุวรรณภูมิ–อู่ตะเภา) มูลค่ากว่า 224,544 ล้านบาท กำลังเข้าสู่ช่วงตัดสินอนาคตครั้งสำคัญ หลังการประชุมร่วมระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และบริษัท เอเชีย เอราวัน จำกัด ผู้รับสัมปทานในกลุ่มซีพี เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า หากภาครัฐไม่เห็นชอบให้แก้ไขสัญญาร่วมลงทุน เอกชนอาจไม่สามารถดำเนินโครงการต่อไปได้

 

นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการ รฟท. เปิดเผยว่า เอกชนได้แจ้งต่อที่ประชุมอย่างชัดเจนว่า ปัญหาสำคัญในปัจจุบันคือสถาบันการเงินไม่อนุมัติสินเชื่อ เนื่องจากประเมินว่าโครงการมีความเสี่ยงและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม หลังเผชิญผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 และพฤติกรรมการเดินทางที่เปลี่ยนแปลง ส่งผลให้ประมาณการจำนวนผู้โดยสารลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

 

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้โครงการร่วมลงทุนภาครัฐและเอกชน (PPP) ซึ่งต้องพึ่งพาเงินกู้จากสถาบันการเงินเป็นหลัก เผชิญข้อจำกัดด้านการระดมทุน จนกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเดินหน้าโครงการ

 

สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหา ขณะนี้มี 2 ทางเลือกหลักที่จะเสนอให้คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (บอร์ด EEC) พิจารณา ได้แก่

 

1.เห็นชอบให้แก้ไขสัญญาร่วมลงทุนตามแนวทางที่เคยได้รับความเห็นชอบจากบอร์ด EEC และผ่านการพิจารณาจากสำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติต่อไป

2.ไม่เห็นชอบให้แก้ไขสัญญา ซึ่งจะนำไปสู่กระบวนการสิ้นสุดสัญญาร่วมลงทุน และเปิดการเจรจาระหว่างรัฐกับเอกชนเพื่อกำหนดรายละเอียดการยุติโครงการตามเงื่อนไขสัญญา

 

นายอนันต์ยอมรับว่า มีความเป็นไปได้ที่กลุ่มซีพี จะตัดสินใจยุติการลงทุน หากไม่สามารถแก้ไขสัญญาได้ โดยขณะนี้ทุกฝ่ายรับทราบแนวทางและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นแล้ว แต่ยังต้องรอความชัดเจนจากมติบอร์ด EEC เป็นลำดับแรก

 

คาดว่า รฟท.จะใช้เวลาประมาณ 2 เดือนในการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ผลกระทบของทั้งสองแนวทาง ก่อนเสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการบริหารสัญญา คณะกรรมการกำกับโครงการ และบอร์ด EEC ตามลำดับ

 

หากโครงการต้องยุติลงจริง รฟท.จะต้องพิจารณาแนวทางรองรับการพัฒนาระบบรางในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยอาศัยโครงสร้างพื้นฐานรถไฟสายตะวันออกที่มีอยู่ในปัจจุบัน ขณะที่การเปิดประมูลใหม่หรือการผลักดันโครงการในรูปแบบอื่นยังขึ้นอยู่กับนโยบายของ EEC ในอนาคต

 

อย่างไรก็ตาม โครงการโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวเนื่องหลายส่วนยังสามารถเดินหน้าต่อได้ แม้โครงการไฮสปีดจะเผชิญความไม่แน่นอน ได้แก่ โครงการรถไฟไทย–จีน สัญญา 4-1 ช่วงบางซื่อ–ดอนเมือง ซึ่ง รฟท.เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีขอปรับกรอบวงเงินลงทุนเพิ่มเติม พร้อมเร่งกระบวนการออกแบบและจัดหาผู้รับจ้างเพื่อไม่ให้กระทบต่อแผนงานโดยรวม

 

นอกจากนี้ โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงส่วน Missing Link และอุโมงค์ลอดใต้รันเวย์เชื่อมอาคารผู้โดยสารสนามบินอู่ตะเภา ยังสามารถแยกขอบเขตงานออกจากโครงการไฮสปีดได้ ทำให้การก่อสร้างยังดำเนินต่อไปได้ตามแผน

 

อีกประเด็นที่ถูกจับตามองคือการบริหารเดินรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้การดำเนินงานของกลุ่มซี.พี. ตามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน 2569 โดย รฟท.ระบุว่าจะเร่งจัดทำมาตรการรองรับเพื่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้โดยสารน้อยที่สุด และรอข้อสรุปของสัญญาหลักก่อนกำหนดแนวทางในระยะยาว

 

ด้านนายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง ในฐานะประธานคณะกรรมการ รฟท. ระบุว่า หากต้องเข้าสู่กระบวนการยุติสัญญา จำเป็นต้องศึกษารายละเอียดข้อกำหนดในสัญญาอย่างรอบคอบ โดยพิจารณาว่าเข้าเงื่อนไขใด เช่น การสิ้นสุดตามอายุสัญญา การไม่สามารถออกหนังสือเริ่มงาน (Notice to Proceed: NTP) หรือเหตุสุดวิสัยที่เกิดจากภาครัฐหรือภาคเอกชน

 

สำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ถือเป็นหนึ่งในโครงการเมกะโปรเจ็กต์สำคัญของ EEC ที่ลงนามร่วมลงทุนระหว่าง รฟท. และบริษัท เอเชีย เอราวัน จำกัด เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2561 โดยมีเป้าหมายเชื่อมต่อระบบคมนาคมหลักของประเทศและยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจภาคตะวันออก

 

อย่างไรก็ตาม การระบาดของโควิด-19 ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินโครงการ ทำให้การออกหนังสือเริ่มงานล่าช้า และนำไปสู่ข้อเรียกร้องให้ภาครัฐเยียวยาผลกระทบ รวมถึงการเจรจาแก้ไขสัญญาที่ยืดเยื้อมานานหลายรัฐบาล จนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถหาข้อยุติร่วมกันได้

 

การตัดสินใจของบอร์ด EEC ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าจึงถูกมองว่าเป็น “จุดชี้ชะตา” ของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ว่าจะสามารถเดินหน้าต่อในฐานะเมกะโปรเจ็กต์ยุทธศาสตร์ของประเทศ หรือจะต้องปิดฉากลงหลังใช้เวลากว่า 8 ปีในการผลักดันโครงการ

ข่าวล่าสุด

คลังชง ครม. ต่ออายุมาตรการลดค่าโอน-จดจำนองเหลือ 0.01% อีก 1 ปี

คลังชง ครม. ต่ออายุมาตรการลดค่าโอน-จดจำนองเหลือ 0.01% อีก 1 ปี