
เวที APAC ชี้ตลาดคาร์บอนถึงจุดเปลี่ยน ความร่วมมืออาเซียนกุญแจสู่อนาคต
เวที Climate Futures APAC Summit 2026 ชี้ตลาดคาร์บอนกำลังเปลี่ยนผ่านสู่การใช้งานจริง เน้นคุณภาพ ความโปร่งใส และความร่วมมืออาเซียน เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
KEY
POINTS
- ตลาดคาร์บอนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนที่สำคัญ โดยจะเปลี่ยนจากระยะวางกรอบนโยบายไปสู่การดำเนินงานเชิงปฏิบัติอย่างเต็มรูปแบบในช่วงปี 2026-2030 จากการเริ่มใช้กลไกภายใต้ความตกลงปารีสและมาตรการการค้าที่เกี่ยวข้องกับคาร์บอน
- ความร่วมมือระดับภูมิภาคอาเซียนถูกมองว่าเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับตลาดคาร์บอน ผ่านการจัดตั้งกรอบความร่วมมือต่างๆ เพื่อสร้างมาตรฐานเดียวกันและส่งเสริมการเชื่อมโยงตลาดระหว่างประเทศ
- ทิศทางของตลาดคาร์บอนในอนาคตจะมุ่งเน้นไปที่คุณภาพ ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือของคาร์บอนเครดิต โดยต้องอาศัยระบบการตรวจวัดที่มีประสิทธิภาพ (MRV) และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสร้างความเชื่อมั่น
ผู้บริหารบางจากฯ ร่วมเวทีระดับภูมิภาค แลกเปลี่ยนมุมมองตลาดคาร์บอนและความยั่งยืน ชี้ความร่วมมืออาเซียนเป็นกุญแจสู่การเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
นางกลอยตา ณ ถลาง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านตลาดคาร์บอนและความยั่งยืนบนเวทีสำคัญ 2 เวที ได้แก่ การประชุม Climate Futures APAC Summit (CFAS) 2026 และงานเสวนา “Sustainability is Survival” ซึ่งจัดโดยวิทยาลัยนานาชาติเพื่อศึกษาความยั่งยืน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สะท้อนบทบาทของภาคธุรกิจไทยในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและการพัฒนาที่ยั่งยืน
ชี้ตลาดคาร์บอนเอเชียแปซิฟิกกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ
บนเวที Climate Futures APAC Summit 2026 นางกลอยตาร่วมเสวนาในหัวข้อ “APAC Carbon at a Crossroads: Signals, Risks & Strategies for 2026–2030” ในฐานะประธาน Carbon Markets Club ร่วมกับผู้แทนจากองค์กรชั้นนำด้านตลาดคาร์บอนระดับนานาชาติ อาทิ Environmental Defense Fund (EDF), Integrity Council for the Voluntary Carbon Market (ICVCM), Boeing, European Federation for Transport and Environment และ Bursa Carbon Exchange โดยมีผู้แทนจาก Institute for Global Environmental Strategies (IGES) เป็นผู้ดำเนินรายการ
การเสวนามุ่งวิเคราะห์ทิศทางตลาดคาร์บอนของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในช่วงปี 2026–2030 ซึ่งเป็นช่วงที่หลายประเทศเริ่มนำกลไกภายใต้ Article 6 ของความตกลงปารีส มาใช้จริง ควบคู่กับการขยายระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) และมาตรการด้านการค้าระหว่างประเทศ เช่น Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ของสหภาพยุโรป ส่งผลให้ตลาดคาร์บอนกำลังก้าวจากระยะวางกรอบนโยบายสู่การดำเนินงานเชิงปฏิบัติอย่างเต็มรูปแบบ
มองตลาดคาร์บอนไทยก้าวสู่ยุคคุณภาพและความเชื่อมโยงระดับสากล
นอกจากนี้ยังได้สะท้อนพัฒนาการของตลาดคาร์บอนไทยที่เติบโตต่อเนื่อง จากช่วงเริ่มสร้างระบบนิเวศและความตระหนักรู้ระหว่างปี 2558–2563 สู่การขยายตัวของความต้องการคาร์บอนเครดิตหลังการประชุม COP26 และในปัจจุบันที่ตลาดให้ความสำคัญกับ คุณภาพ ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือ ของคาร์บอนเครดิตมากขึ้น
นางกลอยตาระบุว่า การพัฒนาตลาดในระยะต่อไปจำเป็นต้องอาศัยระบบข้อมูลและการตรวจวัดที่มีประสิทธิภาพ (MRV) โครงการที่พร้อมรองรับการลงทุน การเชื่อมโยงตลาดระหว่างประเทศ รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อยกระดับความโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อและนักลงทุน ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มของเวที CFAS 2026 ที่ให้ความสำคัญกับ Digital MRV, Carbon Accounting และการเชื่อมโยงตลาดคาร์บอนข้ามพรมแดนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
ผลักดันความร่วมมืออาเซียน ยกระดับตลาดคาร์บอนภูมิภาค
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ ความร่วมมือระดับภูมิภาค โดย Carbon Markets Club ได้ร่วมกับพันธมิตรจากไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และประเทศอาเซียน จัดตั้ง ASEAN Common Carbon Framework (ACCF) เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การพัฒนาศักยภาพ และการเชื่อมโยงตลาดคาร์บอนระหว่างประเทศ
ขณะเดียวกัน ภาครัฐของประเทศสมาชิกอาเซียนยังร่วมผลักดัน High-Integrity ASEAN Carbon Initiative (HACI) ซึ่งนำโดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมของไทย เพื่อยกระดับมาตรฐานและความน่าเชื่อถือของตลาดคาร์บอนอาเซียน สะท้อนการขับเคลื่อนทั้งในระดับนโยบายและภาคตลาด เพื่อสร้างระบบซื้อขายคาร์บอนที่มีมาตรฐานเดียวกันในระยะยาว
ความยั่งยืนไม่ใช่ทางเลือก แต่คือการอยู่รอดของธุรกิจ
นอกจากเวทีด้านตลาดคาร์บอนแล้ว งานเสวนาในหัวข้อ “Sustainability is Survival” ร่วมกับผู้แทนจากภาครัฐ ภาคสังคม และภาคการศึกษา เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการปรับตัวขององค์กรท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลก
นางกลอยตาระบุว่า โลกปัจจุบันกำลังเผชิญความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี รวมถึงความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้องค์กรจำเป็นต้องปรับตัวอย่างต่อเนื่อง และเตรียมพร้อมรับมือกับอนาคตที่คาดการณ์ได้ยาก
พร้อมยกตัวอย่างการพัฒนาของบางจากฯ ตลอดกว่า 40 ปี จากธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันสู่การลงทุนในพลังงานสะอาด เชื้อเพลิงชีวภาพ และเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) โดยมองว่า ESG ไม่ใช่เพียงการปฏิบัติตามข้อกำหนด แต่เป็นกรอบแนวคิดในการสร้างคุณค่าระยะยาวและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กร ภายใต้โลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
นางกลอยตายังเน้นย้ำว่า สำหรับบางจากฯ ความยั่งยืนเป็นรากฐานของการดำเนินธุรกิจมาตั้งแต่ก่อตั้งองค์กร ผ่านการปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กรที่ยึดหลัก "เป็นคนดี มีความรู้ และเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น" ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการขับเคลื่อน ESG ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ควบคู่ไปกับการสร้างการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว







