
TDRI ชี้มองซากโซลาร์เซลล์-แบตเตอรี่เป็นทรัพยากร โอกาสทางธุรกิจ ไม่ใช่ขยะ
TDRI ชี้ซากโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่ไม่ใช่ “ขยะ” แต่คือทรัพยากรและโอกาสเศรษฐกิจใหม่ของไทย ผ่านแนวคิด Urban Mining สร้างมูลค่าเพิ่ม ลดการนำเข้า เสริมความมั่นคงทางทรัพยากร
KEY
POINTS
- TDRI ชวนเปลี่ยนมุมมองซากโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่จากขยะให้เป็น "เหมืองในเมือง" (Urban Mining) ซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง เช่น ซิลิกอน ทองแดง และเงิน สามารถนำกลับมาใช้ใหม่สร้างอุตสาหกรรมรีไซเคิลได้
- สร้างโอกาสทางธุรกิจจาก "ตลาดมือสอง" โดยนำแผงโซลาร์เซลล์ที่ยังใช้งานได้แต่ประสิทธิภาพลดลง ไปใช้ประโยชน์ในภาคเกษตรหรือพื้นที่ที่ต้องการไฟฟ้าไม่มาก พร้อมสร้างมาตรฐานเพื่อรับรองคุณภาพ
- การจัดการซากอย่างเป็นระบบช่วยเพิ่มความมั่นคงทางทรัพยากรให้ประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ และลดความเสี่ยงในการลงทุนโครงการพลังงานสะอาดในอนาคต
ดร.ณัฐภรณ์ บัวแย้ม นักวิชาการด้านนโยบายเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว TDRI ได้นำเสนอแนวคิดในงาน ROAD TO NET ZERO 2026 “Energy Transition : เปลี่ยนผ่านพลังงานไทย สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” โดยฐานเศรษฐกิจ ณ Eastin Grand Hotel Phayatha เกี่ยวกับการมองซากโซลาร์เซลล์เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ในหัวข้อ “โซลาร์เซลล์-แบตเตอรี่ โอกาสเศรษฐกิจใหม่” โดยมองว่าการรีอินเวนท์ภาคพลังงานและการขนส่งคือหัวใจในการไปถึงเป้าหมาย Net-Zero ของประเทศไทย แต่จะทำอย่างไร และใช้เทคโนโลยีใดในการเปลี่ยนผ่านในเมื่อต้นน้ำเรายังต้องพึ่งพาการค้าและเทคโนโลยีจากต่างประเทศเป็นหลัก
การติดตั้งโซลาร์เซลล์ในประเทศไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากระดับเพียงไม่กี่เมกะวัตต์ในช่วงเริ่มต้นในปี 2545 สู่กำลังการผลิตติดตั้งสะสมเกือบ 5,000 เมกะวัตต์ในปัจจุบัน สะท้อนความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด แต่เบื้องหลังการขยายตัวดังกล่าวกำลังก่อให้เกิด “ต้นทุนที่มองไม่เห็น” ในรูปของซากแผงโซลาร์เซลล์จำนวนมหาศาลที่กำลังทยอยหมดอายุการใช้งานในอนาคต และกำลังกลายเป็น "ภูเขาขยะโซลาร์เซลล์" หากขาดระบบบริหารจัดการที่เหมาะสม
พลังงานสะอาดอาจกลายเป็นแหล่งสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมใหม่ เนื่องจากการฝังกลบหรือเผาทำลายซากไม่เพียงเพิ่มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและรอยเท้าคาร์บอน แต่ยังทำให้ประเทศสูญเสียทรัพยากรที่มีมูลค่าสูงซึ่งสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน
“จากข้อมูลในปี 2569 ประเทศไทยมีโครงการโซลาร์ถึง 261 โครงการ ทั้งโซลาร์รูฟ โซลาร์ฟาร์ม และโฟรทติ้งโซลาร์ เม็ดเงินการลงทุนระดับหมื่นล้านบาท คำถามคือจะสร้างเม็ดเงินให้เกิดขึ้นในประเทศได้อย่างไร” ดร.ณัฐภรณ์ ตั้งคำถาม ก่อนนำเสนอแนวทางดังต่อไปนี้
1.เปลี่ยนมุมมองโซลาร์เซลล์ไม่ใช่ขยะแต่คือทรัพยากรและโอกาสทางเศรษฐกิจ
ดร.ณัฐภรณ์ เสนอให้ปรับมุมมองต่อซากโซลาร์เซลล์จากเดิมที่เป็นภาระขยะ ให้กลายเป็น ทรัพยากร หรือ"เหมืองในเมือง" (Urban Mining) ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เนื่องจากส่วนประกอบในแผงโซลาร์เซลล์ประกอบด้วยวัสดุที่มีค่า ได้แก่กระจก (70%) ซิลิกอน ทองแดง และแร่เงินที่มีมูลค่า โดยมีการคาดการณ์ว่าในปี 2583 หากไทยสามารถสกัดแร่เหล่านี้จากซากขยะโซลาร์เซลล์กลับมาใช้ใหม่ จะมีมูลค่าทางเศรษฐกิจตั้งแต่ 281 ล้านบาท ไปจนถึงระดับหลายพันล้านบาท
และอุตสาหกรรมการรีไซเคิลสามารถกลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ของไทยได้ เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นแล้วในกลุ่มสหภาพยุโรป
2.โอกาสจาก "ตลาดมือสอง" และการเปลี่ยนผ่านที่ยุติธรรม (Just Transition)
แผงโซลาร์เซลล์ที่ผ่านการใช้งานมา 20-30 ปี แม้ประสิทธิภาพจะลดลงจนไม่เหมาะกับภาคอุตสาหกรรม แต่ยังมีศักยภาพเพียงพอสำหรับ ภาคการเกษตร หรือพื้นที่ที่ต้องการใช้ไฟฟ้าในปริมาณน้อย
ข้อเสนอแนะ: TDRI เห็นว่าควรมี "มาตรฐานโซลาร์เซลล์มือสอง" ที่เป็นมาตรฐานบังคับ เพื่อป้องกันการนำซากที่ไร้คุณภาพไปทิ้งให้กับเกษตรกร และเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรม
3. การเพิ่มความมั่นคงทางทรัพยากรและลดความเสี่ยง
- ลดการพึ่งพาต่างชาติ: ปัจจุบันไทยยังต้องนำเข้าเทคโนโลยีต้นน้ำจากต่างประเทศ การนำวัตถุดิบจากซาก (Downstream) กลับมาหมุนเวียนใช้ใหม่จะช่วยสร้างความมั่นคงทางทรัพยากรให้กับประเทศ
- ลดต้นทุนแฝง (Risk Premium): การมีแผนจัดการซากที่ชัดเจนจะช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุน ซึ่งหากไม่มีแผนจัดการที่ดี อาจทำให้ต้นทุนความเสี่ยง (Risk Premium) ของโครงการโซลาร์ฟาร์มเพิ่มขึ้น 0.5-0.6%
- รักษาเป้าหมายความยั่งยืน: การกำจัดซากด้วยวิธีเดิม (ฝังกลบ/เผา) จะทำให้รอยเท้าคาร์บอน (Carbon Footprint) เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า ซึ่งจะย้อนกลับมาทำลายภาพลักษณ์ความสะอาดของพลังงานและกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
4. ข้อจำกัดและสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการ
เพื่อให้โอกาสทางธุรกิจนี้เกิดขึ้นจริง TDRI ชี้ว่าต้องแก้ปัญหาสำคัญ ดังนี้:
- การปลดล็อคกฎหมาย: กฎหมายบางฉบับมีความล้าสมัยและเป็นอุปสรรคต่อธุรกิจรีไซเคิล เช่น พรบ. ค้าของเก่า พ.ศ. 2474 ที่ใช้มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 7 ซึ่งต้องมีการปรับปรุงให้เอื้อต่อเศรษฐกิจหมุนเวียน
- การจัดทำฐานข้อมูล (Big Data): ปัจจุบันไทยขาดฐานข้อมูลที่ชัดเจนว่ามีการติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่ไหนบ้างและจำนวนเท่าไหร่ ซึ่งข้อมูลนี้จำเป็นอย่างยิ่งต่อการวางแผนบริหารจัดการซากในอนาคต
โดยสรุปคือ TDRI มองว่าหากเราบริหารจัดการ "ปลายน้ำ" ได้ดี ไม่เพียงแต่จะช่วยเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่จะเป็นการสร้าง ห่วงโซ่มูลค่าใหม่ ที่ช่วยให้ไทยยืนได้ด้วยขาของตัวเองในด้านพลังงานและทรัพยากรอย่างยั่งยืน







