
จับตาเดือน ก.ค.สหรัฐฯ จ่อเก็บภาษีมาตรา 301 ไทยโดนขั้นต่ำ 12.5%
จับตาสหรัฐฯ เตรียมเก็บภาษี มาตรา 301 ไทยเจอขั้นต่ำ 12.5% รู้ผลรายละเอียด 24 ก.ค. การค้ายุคโลกแบ่งขั้ว พาณิชย์ ติวเข้มผู้ประกอบการปรับตัวกระจายสินค้าตลาดใหม่
ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในงาน สัมมนา"WINNING IN TRADE UNDER THE NEW WORLD ORDER: การค้าที่ต้องชนะ ในกติกาโลกใหม่" จัดโดยกรมการค้าต่างประเทศ (DFT) ร่วมกับ เนชั่น กรุ๊ป ถึงประเด็นที่สหรัฐอเมริกาจ่อใช้มาตรา 301 ในการเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากประเทศคู่ค้าทั่วโลก ซึ่งไทยได้รับผลกระทบจาก 2 ข้อกล่าวหาหลัก คือ
- คดีแรก: การขาดมาตรการป้องกันสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับ
- คดีที่สอง: ปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน จากโครงสร้างอุตสาหกรรม
มาตรานี้เปิดโอกาสให้สหรัฐฯ สามารถจัดเก็บภาษีนำเข้าจากแต่ละประเทศในอัตราที่ไม่เท่ากันได้ และเจาะจงรายสินค้า แม้จะเป็นประเทศเดียวกัน สหรัฐฯ ก็สามารถเลือกเก็บภาษีสินค้าแต่ละตัวในอัตราที่แตกต่างกันได้ตามความเหมาะสม
สหรัฐฯ จะเริ่มใช้ชุดภาษีใหม่กับทั่วโลกในวันที่ 24 ดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีการประกาศรายละเอียดก่อนหน้าวันที่จะบังคับใช้จริง
ในปัจจุบันประเทศไทยถูกเก็บภาษีภายใต้มาตรา 301 ในคดีที่ 1 อยู่ที่ 12.5% ส่วนคดีที่ 2 นั้นยังไม่มีการประกาศออกมาอย่างเป็นทางการในขณะนี้ โดยภาษีตัวใหม่ที่จะประกาศใช้นี้ถูกคาดการณ์ว่าจะสูงกว่า 12.5% เนื่องจากอัตราเดิมในคดีแรกถูกประกาศไว้ที่ระดับดังกล่าวแล้ว และภาษีใหม่จะถูกจัดเก็บแบบทบยอดเพิ่มเข้าไปอีก
ตอนนี้เวียดนามโดนไปแล้ว 3 คดี ซึ่งมากกว่าไทยที่โดน ทำให้แนวโน้มภาษีนำเข้าของเวียดนามอาจสูงกว่าของไทย
ทั้งนี้ รัฐบาลไทยพยายามเจรจากับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง แต่ข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ มักครอบคลุมหลายหน่วยงาน เช่น กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงสาธารณสุข และ กสทช. ฯลฯ
ด้านกรมการค้าต่างประเทศ กำลังเร่งรวบรวมข้อมูลเพื่อยื่นข้อโต้แย้ง (Submit) ต่อสหรัฐฯ ภายในวันที่ 7 กรกฎาคมนี้ เพื่อชี้แจงถึงความไม่เป็นธรรมในบางมาตรการ และขอให้ยกเว้นรายการสินค้าบางประเภทที่ไม่ควรถูกรวมอยู่ในมาตรา 301 เพื่อให้มั่นใจว่าอัตราภาษีที่ไทยต้องจ่ายจะยังคง "แข่งขันได้" เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคอาเซียน
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์มองว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้อาจเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต ความไม่แน่นอนในอนาคต สหรัฐฯ อาจมีคดีที่ 3 หรือ 4 ดังนั้น "ทีมไทยแลนด์" จึงมีนโยบายสนับสนุนให้ภาคเอกชนกระจายความเสี่ยงด้วยการขยายฐานการค้าไปสู่ "ตลาดใหม่ๆ" นอกจากสหรัฐ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดเดียวที่มักมีการเปลี่ยนกติกาและเพิ่มภาษีได้ตลอดเวลา
ปัจจุบันสภาวะ "โลกาภิวัตน์" เริ่มอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด และโลกกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่การแบ่งขั้วการค้าหลายกลุ่มก้อน ส่งผลให้กติกาการค้าโลกไม่เป็นหนึ่งเดียวอีกต่อไป แต่จะเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของแต่ละกลุ่มความร่วมมือ ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจกติกาที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน







