posttoday
ดร.การดีจี้รื้อ TH-AI Passport 1,600 ล้าน ปั้นโครงสร้างพื้นฐาน AI ชาติ

ดร.การดีจี้รื้อ TH-AI Passport 1,600 ล้าน ปั้นโครงสร้างพื้นฐาน AI ชาติ

25 มิถุนายน 2569

ดร.การดีเสนอ รมว.ดีอี รื้อ TH-AI Passport 1,600 ล้าน เปลี่ยนงบแจกสิทธิ์ AI เป็นงบลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานชาติ หวั่นใช้งบไม่คุ้ม เสี่ยงพึ่งต่างชาติ

KEY

POINTS

  • ดร.การดีเสนอให้ทบทวนโครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1,600 ล้านบาท โดยเปลี่ยนจากการแจกสิทธิ์ใช้งาน AI ระยะสั้น ไปเป็นการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศ AI ของประเทศในระยะยาว
  • เสนอให้ปรับรูปแบบโครงการเป็นการนำโจทย์จริงจาก SME และภาครัฐมาให้ผู้พัฒนาไทยสร้างโซลูชัน (AI Sandbox) เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ แทนการแจกสิทธิ์ใช้เครื่องมือทั่วไป
  • แสดงความกังวลเรื่องอธิปไตยทางข้อมูลหากต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติ และเรียกร้องให้มีตัวชี้วัดความสำเร็จที่เน้นผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจจริง ไม่ใช่แค่จำนวนผู้ลงทะเบียน

ดร.การดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานคณะอนุกรรมาธิการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันดิจิทัลไทย เตรียมยื่นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อส่งต่อถึงนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กรณีโครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1,600 ล้านบาท

ดร.การดีระบุว่า แม้หลักการยกระดับทักษะด้าน AI ให้ประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ แต่รูปแบบโครงการต้องไม่หยุดอยู่แค่การเป็น “สวัสดิการเทคโนโลยี” หรือการแจกสิทธิ์ใช้งาน AI แบบระยะสั้น เพราะอาจไม่สร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าต่อภาษีประชาชน และไม่ช่วยยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีของประเทศในระยะยาว

 

ข้อเสนอสำคัญคือการเปลี่ยนงบประมาณจาก “งบแจกสิทธิ์” ไปสู่ “งบลงทุน” เพื่อสร้างระบบนิเวศ AI ของไทย ตั้งแต่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การสนับสนุนผู้พัฒนาไทย การสร้าง AI Talent การพัฒนา Thai LLM ไปจนถึงการผลักดันให้เกิดการใช้งาน AI กับโจทย์จริงของภาคธุรกิจและภาครัฐ

 

ดร.การดีเสนอให้รัฐบาลเปิดเผยแผนแม่บท AI ระดับชาติให้ชัดเจนว่า โครงการ TH-AI Passport เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ประเทศอย่างไร และจะนำไปสู่การสร้างศักยภาพด้าน AI ของไทยในด้านใด ไม่ใช่เพียงโครงการใช้งบประมาณเพื่อเพิ่มจำนวนผู้ลงทะเบียนหรือผู้ผ่านการอบรม

นอกจากนี้ ยังเสนอให้ปรับรูปแบบโครงการเป็น AI Sandbox ในช่วงเริ่มต้น โดยนำโจทย์จริงจาก SME และหน่วยงานรัฐมาให้สตาร์ทอัพ นักพัฒนา และผู้ประกอบการไทยร่วมสร้าง AI Agent เฉพาะทาง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจที่จับต้องได้ แทนการแจกสิทธิ์ใช้งานเครื่องมือทั่วไปแบบหว่านแห

 

อีกประเด็นสำคัญคือการปกป้องอธิปไตยข้อมูล โดยดร.การดีเตือนว่า หากรัฐนำงบประมาณไปเช่าใช้แพลตฟอร์มต่างชาติ โดยไม่มีระบบป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลและไม่มีการพัฒนาเทคโนโลยีของไทยควบคู่กัน อาจทำให้ประเทศไทยเสี่ยงตกอยู่ในภาวะพึ่งพาต่างชาติด้านข้อมูลและเทคโนโลยี

 

ดร.การดีย้ำว่า โครงการมูลค่า 1,600 ล้านบาทต้องมีตัวชี้วัดที่สะท้อนผลสัมฤทธิ์จริง ไม่ใช่วัดเพียงยอดลงทะเบียนหรือจำนวนผู้ผ่านการอบรม แต่ควรวัดจากผู้ใช้งานจริงอย่างต่อเนื่อง ผลลัพธ์ในภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SME และผลตอบแทนจากการลงทุนของภาครัฐ

 

พร้อมกันนี้ ยังเรียกร้องให้กระทรวงดีอีเปิดเผยรายละเอียดสำคัญของโครงการ ทั้ง TOR ต้นทุน Token และรายชื่อคณะกรรมการตรวจรับ เพื่อให้ประชาชนและสมาคมวิชาชีพสามารถตรวจสอบได้ตามหลักธรรมาภิบาล

 

ดร.การดีระบุว่า หากโครงการ TH-AI Passport ไม่สามารถปรับจากการใช้งบแบบแจกสิทธิ์ระยะสั้น ไปสู่การลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ของประเทศได้ รัฐบาลควรทบทวนอย่างจริงจัง เพราะงบประมาณระดับ 1,600 ล้านบาทต้องสร้างประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ ไม่ใช่เพียงเพิ่มการใช้งานเครื่องมือ AI ชั่วคราว


เอกสารข้อแสนอแนะเชิงนโยบาย (คลิกอ่าน)

ข่าวล่าสุด

สภาฯ รับหลักการโอนงบปี 69 หมื่นล้าน เอกนิติย้ำยึดหลักวินัยคลัง

สภาฯ รับหลักการโอนงบปี 69 หมื่นล้าน เอกนิติย้ำยึดหลักวินัยคลัง