
ท่องเที่ยวชงงบ 3พันล้าน ลุยโค-เพย์เมนต์กระตุ้นเศรษฐกิจปี2570
กระทรวงท่องเที่ยวฯ เตรียมชงงบกลางปี 2570 กว่า 3 พันล้านบาท ฟื้นโครงการ Co-payment แจก 1 ล้านสิทธิ์ ช่วยจ่ายค่าที่พัก-เที่ยว สูงสุด 3,000 บาท หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ
KEY
POINTS
- กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเตรียมเสนอของบประมาณ 3 พันล้านบาท เพื่อจัดทำโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศสำหรับปี 2570
- โครงการจะใช้รูปแบบ "โค-เพย์เมนต์" ที่รัฐบาลร่วมจ่ายค่าที่พักและบริการท่องเที่ยว คล้ายกับโครงการเราเที่ยวด้วยกัน โดยจะใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง"
- งบประมาณที่เสนอจะมาจากงบกลางปี 2570 โดยตั้งเป้าเริ่มโครงการในไตรมาส 4 ปี 2569 และให้สิทธิ์ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านสิทธิ์
นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประกาศแผนกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เตรียมเดินหน้าฟื้นโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศผ่านโมเดล “โค-เพย์เมนต์” (Co-payment) ในลักษณะที่รัฐบาลร่วมจ่ายค่าที่พักและบริการด้านการท่องเที่ยว
เป็นรูปแบบที่คุ้นเคยในอดีตอย่างโครงการเราเที่ยวด้วยกัน หรือเที่ยวไทยคนละครึ่ง โดยกำหนดให้ใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" เพื่อความสะดวกของประชาชน โดยไม่ต้องสร้างระบบใหม่ คาดว่าจะเริ่มเปิดจองสิทธิ์ได้ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2569 ด้วยการตั้งเป้าให้สิทธิ์ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านสิทธิ์ และรัฐช่วยจ่ายสูงสุดที่ 3,000 บาทต่อสิทธิ์
นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้กล่าวถึงความชัดเจนในการดำเนินโครงการว่า "กระทรวงการท่องเที่ยวฯ จะยื่นของบกลางปี 2570 มาจัดทำโครงการกระตุ้นท่องเที่ยวรูปแบบ Co-payment ไม่ใช่งบจาก พรก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างสรุปชื่อโครงการอย่างเป็นทางการ หลังจากรัฐบาลชุดก่อนๆ ใช้ชื่อโครงการว่าเราเที่ยวด้วยกัน และเที่ยวไทยคนละครึ่ง"
ไม่เพียงแค่การกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ยังเตรียมดึงเม็ดเงินจากต่างชาติผ่านแคมเปญเสริมอื่นๆ
นายสุรศักดิ์ ระบุว่า "นอกเหนือจากโครงการกระตุ้นท่องเที่ยวภายในประเทศรูปแบบ Co-payment แล้ว กระทรวงการท่องเที่ยวฯ อยากผลักดันโครงการอื่นๆ เพื่อของบกลางมากระตุ้น เช่น โครงการ Buy International, Free Thailand Domestic Flights รัฐแจกตั๋วเครื่องบินฟรีในประเทศให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ซื้อตั๋วเครื่องบินระหว่างประเทศเข้าไทย และโครงการ Thailand Summer Blast รัฐสนับสนุนการจัดเที่ยวบินเช่าเหมาลำและร่วมมือกับสายการบิน"
นอกจากนี้ ยังมีความคืบหน้าเรื่องการจัดเก็บ “ค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวภายในประเทศจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ” หรือ "ค่าเหยียบแผ่นดิน" ที่เตรียมปรับอัตราจัดเก็บเป็น 300-500 บาท/คน/ครั้ง สำหรับผู้ที่เดินทางเข้าทางอากาศ โดยคาดว่าจะเริ่มเก็บได้ต้นปี 2570
นายสุรศักดิ์ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญว่า "มองว่าประเทศไทยมีความจำเป็นต้องจัดเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน นำเงินเข้ากองทุนส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยซึ่งจะช่วยสร้างความยั่งยืน เพราะปัจจุบันเมืองใหญ่หลายเมืองต้องใช้งบบริหารจัดการทรัพยากร กำจัดขยะ ปรับปรุงถนนในแหล่งท่องเที่ยวที่เสื่อมโทรมจากการใช้งาน
รวมถึงการดูแลนักท่องเที่ยว นำเงินส่วนหนึ่งไปซื้อเบี้ยประกันภัยให้นักท่องเที่ยวทุกคน ช่วยลดภาระรัฐบาลปีละ 300-400 ล้านบาทที่ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เบิกไม่ได้ โดยจะครอบคลุมต่อจากประกันภัยที่นักท่องเที่ยวจ่ายมาเองต่างหาก"
สำหรับการดำเนินการจัดเก็บ หากสามารถเจรจาร่วมกับสายการบินได้สำเร็จ จะมีการดูแลคนไทยอย่างรอบคอบ
"หากสามารถจัดเก็บค่าเหยียบแผ่นดินผ่านตั๋วเครื่องบินได้ จะมีระบบรีฟันด์ (Refund) คืนเงินทันทีให้กับคนไทยที่มีพาสปอร์ตไทยเมื่อจ่ายเงินซื้อตั๋วเครื่องบิน เพราะตามระเบียบของกองทุนฯ กำหนดชัดว่าไม่ให้เก็บเงินจากคนไทย"
สำหรับเป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติของปี 2569 ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เตรียมพิจารณาปรับเป้าหมายสูงขึ้นจากเดิม 33 ล้านคน หลังความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์โลกเริ่มคลี่คลาย
นายสุรศักดิ์ เสริมว่า "เรื่องสงครามตะวันออกกลาง เดิมเราคิดว่าจะได้รับผลกระทบเลวร้ายกว่านี้ในช่วงเกิดสงครามใหม่ๆ"
"แต่จากสถานการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยล่าสุด พบว่าได้รับผลกระทบน้อยกว่าที่เราคิดไว้ ทำให้ตัวเลขเป้านักท่องเที่ยวต่างชาติน่าจะขยับขึ้นจากความมั่นใจดังกล่าวหลังสถานการณ์ความขัดแย้งเริ่มนิ่ง"
ส่วนนโยบายการยกระดับคุณภาพนักท่องเที่ยวตามมติ ครม. ที่มีการปรับเกณฑ์การให้วีซ่า โดยยกเลิกมาตรการฟรีวีซ่า 60 วัน และปรับเปลี่ยนรูปแบบวีซ่าของบางประเทศ เช่น การให้ฟรีวีซ่า 30 วัน แก่ประเทศสมาชิกกลุ่มสหภาพยุโรป (EU) ให้เป็นแนวทางเดียวกัน รมว.ท่องเที่ยวฯ ได้ให้มุมมองในประเด็นนี้ว่า
"แม้การยกเลิกมาตรการฟรีวีซ่า 60 วันดังกล่าวจะทำให้ตัวเลขคนเข้าเมืองลดลง แต่มองว่าจะทำให้ประเทศไทยได้นักท่องเที่ยวตัวจริงมากขึ้น"
และเมื่อประเมินถึงสถานการณ์รายได้รวมด้านการท่องเที่ยว ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน รมว.ท่องเที่ยวฯ ทิ้งท้ายว่า "ถ้ารักษารายได้รวมการท่องเที่ยวปีนี้ได้เท่าปีที่แล้ว ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมากในภาวะเศรษฐกิจโลกตอนนี้"
ส่วนแผนกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว กระทรวงยังอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งสำคัญ ภายใต้แนวคิด "ยิ่งรวมยิ่งดี" โดยจะแยกภารกิจด้านกีฬาออกมาเป็น "กระทรวงการกีฬา" และนำภาคการท่องเที่ยวไปควบรวมกับกระทรวงวัฒนธรรมเพื่อก่อตั้งเป็น "กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว"
ซึ่งจะดึงต้นทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่เดิมมาสนับสนุนการท่องเที่ยวให้เกิดมูลค่ามหาศาล โดยมีหน่วยงานหลัก อาทิ กรมการท่องเที่ยว, ททท., อพท. และกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว เข้าไปสังกัดกระทรวงใหม่ ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการด้านโครงสร้างให้แล้วเสร็จและเสนอเข้าคณะรัฐมนตรีพิจารณาได้ภายในเดือนกรกฎาคมนี้







