
วางโรดแมปพลังงานสะอาด ก.อุตฯ ผนึกเครือข่ายพลังงานหมุนเวียน
ก.อุตฯ ผนึกเครือข่ายพลังงานหมุนเวียน วางโรดแมปพลังงานสะอาด ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
KEY
POINTS
- กระทรวงอุตสาหกรรมร่วมมือกับภาคเอกชนและเครือข่ายพลังงานหมุนเวียน เพื่อกำหนดโรดแมปและขับเคลื่อนการใช้พลังงานสะอาดในภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม
- นโยบายมุ่งเน้นการส่งเสริมพลังงานแสงอาทิตย์ (โดยเฉพาะโซลาร์รูฟท็อป) และเชื้อเพลิงชีวภาพ ควบคู่ไปกับการปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการลงทุนและยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์พลังงาน
- เป้าหมายหลักคือการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย สร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และผลักดันประเทศสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
กระทรวงอุตสาหกรรมเดินหน้าสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนและเครือข่ายพลังงานหมุนเวียน เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาพลังงานสะอาดของประเทศ มุ่งลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงาน เสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในยุคเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Economy)
เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้มอบหมายให้ ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานหารือร่วมกับผู้แทนกลุ่มความร่วมมือด้านพลังงาน นำโดยนายอาทิตย์ เวชกิจ นายกสมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย พร้อมด้วยผู้แทนจากหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กลุ่มอุตสาหกรรมผู้ผลิต สมาคมอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทย และสมาคมการค้าก๊าซชีวภาพไทย เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและกำหนดแนวทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการขับเคลื่อนการใช้พลังงานสะอาดในภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม
การประชุมครั้งนี้มีผู้บริหารจากหน่วยงานสำคัญในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมเข้าร่วม อาทิ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กรมโรงงานอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทุกภาคส่วนในการผลักดันนโยบายด้านพลังงานให้สอดรับกับทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ดร.ณัฐพลกล่าวว่า พลังงานถือเป็นปัจจัยสำคัญลำดับต้นของภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการส่งเสริมพลังงานทดแทน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ การปรับปรุงกระบวนการผลิต โดยเฉพาะด้านโลจิสติกส์ ยังเป็นมาตรการที่ให้ผลตอบแทนจากการลงทุนได้อย่างรวดเร็วและช่วยลดการใช้พลังงานในภาพรวมของภาคอุตสาหกรรม
ในด้านการส่งเสริมพลังงานสะอาด
กระทรวงอุตสาหกรรมให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ โดยเฉพาะโซลาร์รูฟท็อปในโรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงการพัฒนากฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับโซลาร์ฟาร์มชุมชนและโซลาร์บนทุ่นลอยน้ำ ซึ่งต้องคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ การรักษาสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย การใช้ประโยชน์พื้นที่ และผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ
ที่ผ่านมา กระทรวงอุตสาหกรรมยังได้ออกประกาศกำหนดให้โรงงานผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีกำลังการผลิตติดตั้งรวมไม่เกิน 1,000 กิโลวัตต์ สามารถดำเนินกิจการในฐานะอุตสาหกรรมบริการที่ให้บริการแก่ชุมชนและสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่นได้ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการกระจายโอกาสการเข้าถึงพลังงานสะอาดสู่ระดับชุมชน อย่างไรก็ตาม กระทรวงฯ ย้ำว่าการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ต้องดำเนินการภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ใช้งานและประชาชน
นอกจากพลังงานแสงอาทิตย์แล้ว กระทรวงอุตสาหกรรมยังสนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพผ่านแนวทาง Flexible Blending หรือการกำหนดสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลและเอทานอลในน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างยืดหยุ่นตามสถานการณ์ตลาดพลังงาน
แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่ยังเป็นการต่อยอดศักยภาพของอุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยให้สามารถรองรับเชื้อเพลิงทางเลือกได้มากขึ้นในอนาคต
อีกประเด็นสำคัญที่กระทรวงอุตสาหกรรมให้ความสนใจคือการยกระดับมาตรฐานสินค้านำเข้า โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ด้านพลังงานและแผงเซลล์แสงอาทิตย์ ซึ่งควรให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้านความปลอดภัยและคุณภาพมากกว่าการใช้เป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้า พร้อมกันนี้ยังต้องการส่งเสริมให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาและผลิตแผงโซลาร์เซลล์ที่มีประสิทธิภาพสูงภายในประเทศ เพื่อรองรับความต้องการในประเทศและขยายสู่ตลาดส่งออก อันจะนำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืนให้กับห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดของไทย
ด้านผู้แทนกลุ่มความร่วมมือด้านพลังงานได้เสนอให้กระทรวงอุตสาหกรรมเร่งผลักดันการปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานสะอาด เพื่อเอื้อต่อการลงทุนและการขยายตัวของเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะการปลดล็อกข้อจำกัดของโซลาร์ฟาร์มชุมชนและโซลาร์บนทุ่นลอยน้ำ รวมถึงการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ Micro SMEs สามารถจำหน่ายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าสู่ระบบได้เพิ่มเติมจากภาคครัวเรือน
นอกจากนี้ ภาคเอกชนยังเสนอให้มีการส่งเสริมการผลิตเอทานอลเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพสำหรับยานยนต์ และเร่งพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะหรือ Smart Grid เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการพลังงานและเชื่อมโยงแหล่งพลังงานหลากหลายรูปแบบเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความมั่นคงของระบบพลังงานในระยะยาว
อีกหนึ่งข้อเสนอที่ได้รับความสนใจคือการสร้างอธิปไตยด้านพลังงานของประเทศ ผ่านการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งก๊าซธรรมชาติทั้งในอ่าวไทยและทะเลอันดามัน รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือด้านพลังงานกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมาและมาเลเซีย เพื่อสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานและรองรับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมไทยในอนาคต
การหารือครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการกำหนดโรดแมปพลังงานสะอาดของประเทศ โดยมุ่งสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงด้านพลังงาน และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อผลักดันประเทศไทยก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมสีเขียวที่มีศักยภาพการแข่งขันในเวทีโลกอย่างยั่งยืน







