
‘สรณ’ ประธานกสทช.ลั่น ประมูลทีวีดิจิทัลปี 70 ราคาต้องต่ำลง
ย้ำไม่ได้ดึงเวลา เหตุการพิจารณาเรื่องสำคัญจำเป็นต้องให้บอร์ดกสทช.อยู่ครบ 7 คน แต่ในทางปฏิบัติมักมีข้อจำกัดเรื่องวันประชุมที่ไม่ตรงกัน
ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช.กล่าวว่า ในวันที่ 19 มิ.ย.69 จะมีการพิจารณาร่างแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2569-2573) รวมถึงจัดทำร่าง “แผนที่นำทาง (Roadmap)” สำหรับกิจการโทรทัศน์และการแพร่ภาพและเสียงของประเทศไทยในระยะ 5 ปีข้างหน้าอย่างแน่นอน และแม้หากการพิจารณาไม่แล้วเสร็จ ก็สามารถประชุมต่อในวาระถัดไป
ทั้งนี้ ประธาน กสทช. ระบุว่า เหตุที่กระบวนการที่ผ่านมาอาจถูกมองว่าล่าช้า เนื่องจากแผนแม่บทเป็นเรื่องใหญ่ และต้องดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมาย หากยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ก็สามารถใช้แผนเดิมไปพลางก่อนได้ ขณะเดียวกัน การพิจารณาเรื่องสำคัญจำเป็นต้องให้กรรมการอยู่ครบ 7 คน แต่ในทางปฏิบัติมักมีข้อจำกัดเรื่องวันประชุมที่ไม่ตรงกัน อีกทั้งบางวาระใช้เวลาพิจารณายาว ทำให้ไม่สามารถเข้าสู่วาระแผนแม่บทได้ตามที่ตั้งใจไว้
ผมไม่ได้มีเจตนาถ่วงเวลา เรื่องนี้เป็นไปตามสภาวะ และกระบวนการของมัน วาระสำคัญนี้คือ แผนแม่บท และโรดแมป แม้จะมองว่าแค่ 2 เรื่องแต่มีรายละเอียดปลีกย่อยจำนวนมากที่ต้องหารือร่วมกัน
สำหรับสาระสำคัญของแผนแม่บท ประธาน กสทช. กล่าวว่า ประเด็นใหญ่คือ การกำกับดูแลบริการ Video Sharing, Video on Demand หรือที่เดิมเรียกว่า การกำกับดูแลบริการ Over The Top หรือ OTT ในภาคโทรทัศน์ โดย กสทช. จะเป็นหนึ่งในกลไกที่ต้องทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น ไม่ใช่หน่วยงานเดียวที่กำกับดูแลทั้งหมด ดังนั้น การออกแบบกลไกกำกับดูแลจึงต้องอาศัยความร่วมมือในภาพรวม
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการจัดทำ แพลตฟอร์มสตรีมมิงแห่งชาติ (National Platform) เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการกิจการโทรทัศน์และกิจการกระจายเสียงเข้ามาใช้งานร่วมกัน โดยประธาน กสทช. ย้ำว่าเรื่องนี้อยู่ในแผนแม่บท แต่ต้องแยกออกจากโรดแมปทีวีดิจิทัล เพราะโรดแมปทีวีดิจิทัลจะเน้นเรื่องอนาคตของคลื่น ความชัดเจนหลังใบอนุญาตสิ้นสุด และแนวทางการใช้คลื่นในระยะต่อไป
ศ.คลินิก นพ.สรณ อธิบายเพิ่มเติมว่า หากบอร์ดพิจารณาแผนแม่บทแล้วมีการปรับแก้จำนวนมาก บางส่วนของโรดแมปอาจต้องกลับไปปรับปรุงให้สอดคล้องกันก่อนนำเสนอเข้าบอร์ดอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม บางประเด็นที่ไม่กระทบกับทีวีดิจิทัลโดยตรง ก็อาจสามารถพิจารณาเดินหน้าต่อได้เลย
เมื่อถามถึงทิศทางทีวีดิจิทัลหลังใบอนุญาตสิ้นสุดในปี 2572 ศ.คลินิก นพ.สรณ กล่าวว่า ความชัดเจนในเรื่องนี้มีการหารือมาโดยตลอด โดยส่วนตัวต้องการพูดคุยกับผู้ประกอบการปีละครั้ง เพื่อประเมินความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี พฤติกรรมผู้ชม และรูปแบบธุรกิจโทรทัศน์ที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมาก
ประธาน กสทช. ระบุว่า หลังการประมูลทีวีดิจิทัลในอดีต ธุรกิจไม่ได้เติบโตตามที่คาดไว้ จนเกิดการคืนคลื่น และมาตรการเยียวยา ส่วนหนึ่งเป็นผลจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงพฤติกรรมผู้ชมที่เปลี่ยนจากการรับชม Linear TV ตามผังรายการ ไปสู่การเลือกชม Video on Demand ผ่านอินเทอร์เน็ตมากขึ้น ขณะเดียวกัน รายได้โฆษณาก็หันไปสู่ช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้น ทำให้โครงสร้างรายได้ของทีวีไม่เหมือนเดิม
อย่างไรก็ตาม ตนยังมองว่า ทีวีไทยยังมีอัตลักษณ์ที่ควรรักษาไว้ ทั้งช่องหลัก รายการ และคอนเทนต์ไทยที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยมายาวนาน พร้อมเห็นว่า คอนเทนต์ไทยยังมีโอกาสพัฒนาไปได้อีก โดยปัจจุบันเริ่มเห็นหนังไทยอยู่บนแพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง Netflix มากขึ้น ซึ่งสะท้อนว่าคอนเทนต์ไทยกำลังเข้าสู่อีกระบบ อีกมาตรฐานหนึ่ง และอาจทำให้คุณภาพคอนเทนต์ไทยดีขึ้นในระยะยาว
ส่วนแนวทางหลังใบอนุญาตสิ้นสุดในปี 2572 ประธาน กสทช. ย้ำว่า ตามกฎหมายไม่สามารถต่อใบอนุญาตโดยอัตโนมัติได้ แต่ต้องเข้าสู่กระบวนการประมูลใหม่ ดังนั้น เงื่อนไขการประมูลจะเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ธุรกิจทีวีดิจิทัลสามารถไปต่อได้
ทั้งนี้ ในความเห็นส่วนตัว ศ.คลินิก นพ.สรณ กล่าวว่า หากผู้ประกอบการเดิมทำได้ดี ก็ควรได้รับการส่งเสริมให้เดินหน้าต่อได้ด้วยต้นทุนต่ำที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ โดยราคาเริ่มต้นประมูลควรพิจารณาจากคณะอนุกรรมการด้านการแข่งขัน ซึ่งต้องประเมินทั้งภาวะตลาด ระดับการแข่งขัน อุปสงค์ อุปทาน และความต้องการที่แท้จริงของผู้ประกอบการ
ปัจจุบัน ธุรกิจทีวีในปัจจุบันเผชิญภาวะที่อุปทานมีมากกว่าอุปสงค์ หรือ Supply มากกว่า Demand จึงต้องพิจารณาว่าจะใช้ทรัพยากรคลื่นให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร ขณะเดียวกัน ต้องเข้าใจว่าผู้ประกอบการเดิมแบกต้นทุนจากการดำเนินธุรกิจที่ผ่านมา และบางรายอาจอยู่ในภาวะติดลบแล้ว ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหม่ไม่มีต้นทุนเดิมในลักษณะเดียวกัน ดังนั้น การออกแบบหลักเกณฑ์จึงต้องคำนึงถึงความแตกต่างของต้นทุนระหว่างผู้เล่นเดิม และผู้เล่นใหม่ด้วย
สำหรับช่วงเวลาที่เหมาะสมในการประมูลรอบใหม่ ประธาน กสทช. เห็นว่า ควรอยู่ในช่วง 1-2 ปีก่อนใบอนุญาตสิ้นสุด เพราะหากประมูลเร็วเกินไป อาจยังไม่เห็นความต้องการที่แท้จริงของตลาด และทิศทางเทคโนโลยี แต่หากกระชั้นชิดเกินไป ก็จะทำให้ผู้ประกอบการวางแผนธุรกิจลำบาก
ดังนั้น ต้นปี 2570 อาจเป็นช่วงเริ่มต้นของการคิด และร่างหลักเกณฑ์การประมูล ก่อนจะนำไปสู่การรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ หรือ Public Hearing และในปลายปี 2570 จะเริ่มขั้นตอนประมูลได้
สำหรับจำนวนใบอนุญาตในอนาคตยังไม่สามารถกำหนดตายตัวได้ เพราะต้องขึ้นอยู่กับผลการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน หากประชาชนส่วนใหญ่ยังต้องการดูทีวีในรูปแบบเดิม ยังต้องการเห็นช่องรายการแบบเดิม และยังให้ความสำคัญกับอัตลักษณ์ของทีวีไทย ก็จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่นำไปสู่การบริหารจัดการในแนวทางดังกล่าว
ขณะเดียวกัน กสทช. ยังต้องเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหม่หรือคนรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดแตกต่างเข้ามาแข่งขันได้ หากราคาเริ่มต้นประมูลไม่สูงเกินไป อาจมีผู้เล่นหน้าใหม่ที่ต้องการทำช่องเฉพาะทาง เช่น ช่องกีฬา ช่องเกม ช่องอาหาร หรือช่องที่ใช้เทคโนโลยีใหม่อย่าง 4K เข้ามาเสนอไอเดีย และสร้างนวัตกรรมใหม่ในอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทย
ส่วนประเด็นคลื่น 3500 MHz ซึ่งเกี่ยวข้องกับทั้งกิจการโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม และกิจการโทรคมนาคม ประธาน กสทช. กล่าวว่า เรื่องนี้จะผูกอยู่กับโรดแมป และเป็นประเด็นที่ถูกถามอยู่เสมอ โดยต้องพิจารณาด้วยหลักเอาใจเขามาใส่ใจเรา เพราะปัจจุบันผู้ประกอบการทีวีไทยจำนวนมากยังพึ่งพาคลื่นย่านนี้อยู่
ศ.คลินิก นพ.สรณ กล่าวว่า โดยส่วนตัวพยายามไม่เข้าไปแตะคลื่น 3500 MHz จนกว่าจะคลื่นความถี่ทดแทน หรือที่เหมาะสมให้กับผู้ประกอบการทีวี เพื่อให้ยังสามารถรักษาอัตลักษณ์ของทีวีไทย และดำเนินธุรกิจต่อไปได้
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาบอร์ดชุดก่อนเคยมีแนวคิดนำคลื่น 3500 MHz ไปใช้กับกิจการ IMT หรือกิจการโทรคมนาคมเคลื่อนที่ แต่สุดท้ายยังไม่เกิดขึ้น เนื่องจากยังมีความจำเป็นในฝั่งกิจการโทรทัศน์
อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตบอร์ดเห็นควรนำคลื่นบางส่วนไปใช้กับกิจการโทรคมนาคม ก็ต้องพิจารณาวิธีจัดสรรอย่างรอบคอบ โดยอาจไม่จำเป็นต้องนำคลื่นทั้งหมดไปใช้ทางเดียว เพราะยังมีทางออกหลายรูปแบบ แต่ท้ายที่สุดต้องขึ้นอยู่กับมติ และการพิจารณาของบอร์ด
นอกจากนี้ ประธาน กสทช. กล่าวถึงไทม์ไลน์การทำงานของบอร์ดชุดปัจจุบันว่า บอร์ดชุดนี้จะหมดวาระในปี 2571 หากกระบวนการประมูลทีวีดิจิทัลรอบใหม่ยังไม่แล้วเสร็จก่อนหมดวาระ สิ่งที่บอร์ดชุดนี้ดำเนินการไว้จะกลายเป็นเหมือนมรดกส่งต่อให้บอร์ดชุดต่อไป
อย่างไรก็ดี ศ.คลินิก นพ.สรณ ยอมรับว่า หากบอร์ดชุดใหม่มีความเห็นแตกต่าง หรือหากเทคโนโลยี และสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป ก็อาจมีโอกาสที่มติหรือแนวทางบางส่วนจะเปลี่ยนแปลงได้ โดยเฉพาะหากยังไม่มีการประมูลเกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2571
ในช่วงท้าย ประธาน กสทช. ยังกล่าวถึงกรณีถูกตรวจสอบคุณสมบัติ และถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ย่อมมีความเครียดบ้างเมื่อตกเป็นเป้าของสื่อ แต่ยืนยันว่าไม่ได้เป็นไปตามข้อกล่าวหา พร้อมระบุว่าตนประกอบวิชาชีพตามมาตรฐานวิชาชีพและจริยธรรม ไม่ได้ทำสิ่งใดผิด และต้องยืนได้ด้วยตัวเอง







