
ชี้ "พลังงานสะอาด" เป็นเกมการเมือง สงครามเย็นยุคใหม่ของสหรัฐฯ-จีน
นักวิเคราะห์ต่างประเทศ ชี้วิกฤตพลังงานและการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดของโลก กำลังกลายเป็นการแข่งขันทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์ ระหว่างสหรัฐฯและจีนที่ทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ
KEY
POINTS
- การแข่งขันด้านพลังงานสะอาดได้กลายเป็นเครื่องมือแย่งชิงอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยสหรัฐฯ ซึ่งเป็นมหาอำนาจด้านพลังงานฟอสซิล มองว่าการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดจะลดอำนาจของตน ขณะที่จีนซึ่งครองตลาดการผลิตแผงโซลาร์และกังหันลมกว่า 80-90% ของโลก จะมีอำนาจต่อรองสูงขึ้น
- สหรัฐฯ ใช้มาตรการทางการเมืองเพื่อชะลอการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เช่น การสนับสนุนอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซในประเทศ และการตั้งกำแพงภาษีเพื่อสกัดกั้นสินค้าเทคโนโลยีพลังงานสะอาดจากจีน ซึ่งถูกมองว่าเป็นการปกป้องอิทธิพลของตนเองมากกว่าเหตุผลทางเศรษฐกิจ
- ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีนสร้างแรงกดดันให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องพึ่งพาทั้งพลังงานฟอสซิลและเทคโนโลยีสะอาดจากจีน ทำให้ต้องวางยุทธศาสตร์เพื่อสร้างสมดุลท่ามกลางเกมการเมืองของสองมหาอำนาจ
หากเรามองย้อนกลับไป จุดเริ่มต้นของเรื่องคือสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ที่ทำให้ตลาดพลังงานโลกกลับมาเผชิญความตึงเครียดอีกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อมีความเสี่ยงต่อช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เมื่อเกิดความไม่แน่นอน ราคาน้ำมันและก๊าซก็พุ่งขึ้นทันที ผลกระทบตกไปถึงประชาชนทั่วโลก ทั้งค่าไฟ ค่าขนส่ง และค่าครองชีพ
หากมองในมุมเศรษฐกิจ ผู้ที่ได้ประโยชน์ระยะสั้นคือบริษัทน้ำมันและก๊าซรายใหญ่ โดยนักวิเคราะห์มองว่าบริษัทพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลที่สนับสนุนการเลือกตั้งของ Donald Trump ได้รับผลตอบแทนมหาศาลจากราคาพลังงานที่พุ่งขึ้น เพราะยิ่งสงครามยืดเยื้อ ราคาพลังงานยิ่งสูง กำไรของบริษัทน้ำมันก็ยิ่งเพิ่ม
แต่ในระยะยาว วิกฤตพลังงานครั้งนี้ ทำให้หลายประเทศเริ่มตระหนักว่า การพึ่งพาน้ำมันและก๊าซจากต่างประเทศคือความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่เรื่องราคาแพงชั่วคราว หากวันหนึ่งเกิดสงคราม ปิดเส้นทางขนส่ง หรือเกิดความขัดแย้งทางการเมือง ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานจะได้รับผลกระทบทันที
ตรงนี้เองที่พลังงานสะอาด มีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมที่พูดถึงแค่แก้ปัญหาลดโลกร้อน แต่ในวันนี้ พลังงานสะอาดมีบทบาทเป็นแหล่งพลังงานหลักมากขึ้นเรื่อยๆ หากประเทศต้องการความมั่นคงทางด้านพลังงาน
ประเทศที่ได้เปรียบอย่างมากในด้านพลังงานสะอาดคือประเทศจีน เพราะจีนลงทุนในอุตสาหกรรมสีเขียวมานานกว่า 20 ปี จนวันนี้กลายเป็นโรงงานผลิตพลังงานสะอาดอันดับต้นๆของโลกแล้ว รวมไปถึงเป็นห่วงโซ่อุปทานหลักของชิ้นส่วนโซล่าเซลส์ เพราะปัจจุบันจีนผลิตแผงโซลาร์เซลส์และกังหันลมประมาณ 80-90% ของโลก รวมไปถึงแร่หายาก แบตเตอรี่ EV และระบบกักเก็บพลังงาน
ขณะที่จีนเร่งเดินหน้าพัฒนาพลังงานสะอาด แต่สหรัฐฯกลับไปในทิศทางตรงกันข้าม โดยเฉพาะหลังจากทรัมป์กลับมารับตำแหน่งในปี 2025 รัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มลดบทบาทนโยบายสิ่งแวดล้อม สนับสนุนการผลิตน้ำมันและก๊าซมากขึ้น รวมถึงตั้งกำแพงภาษีเพื่อสกัดสินค้าพลังงานสะอาดจากจีน (อ่านบทความ: ภาษีศุลกากรของทรัมป์ ผลกระทบต่อพลังงานหมุนเวียน แบตเตอรี่ EV)
หากวิเคราะห์ดูแล้ว เหตุผลหลักอาจไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจ แต่นักวิเคราะห์มองเป็นการแย่งชิงอำนาจต่อรองของโลก เพราะหากโลกเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดเร็วเกินไป ความสำคัญของน้ำมันและก๊าซจะลดลง ซึ่งกระทบต่ออิทธิพลของสหรัฐฯ ในฐานะมหาอำนาจพลังงานฟอสซิลโดยตรง
สังเกตุได้จากประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯหลายแห่งเริ่มจำกัดเทคโนโลยีพลังงานสะอาดจากประเทศจีน ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น อิตาลี หรืออังกฤษ ที่เริ่มใช้นโยบายด้านความมั่นคงมาควบคุมการลงทุนของบริษัทจีนในอุตสาหกรรมพลังงาน
แล้วประเทศต่างๆในโลกจะเลือกเดินทางไหน?
โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทย ที่ต้องพึ่งพาทั้งพลังงานฟอสซิล และชิ้นส่วนพลังงานสะอาดจากประเทศจีน ทางรัฐบาลต้องมีทิศทางที่ชัดเจนว่าไทยจะสร้างสมดุลอย่างไร ระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน การดึงดูดการลงทุน และลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ เพราะในโลกยุคใหม่ ประเทศที่ได้เปรียบอาจไม่ใช่ประเทศที่มีทรัพยากรพลังงานมากที่สุด แต่อาจเป็นประเทศที่วางยุทธศาสตร์พลังงานได้ดีที่สุดต่างหาก
ข้อมูลอ้างอิง
https://earth.org/the-tragedy-of-green-politics-how-the-us-china-rivalry-is-costing-the-climate/







