
“อนุทิน” กับโจทย์หิน Overstay 1.3 แสนราย นโยบายเปิดเมืองสวนทางความมั่นคง?
นายกฯอนุทินเร่งสกัดวิกฤตชาวต่างชาติพำนักเกินกำหนดกว่า 130,000 ราย หลังพบช่องโหว่นโยบายเปิดเมืองทำอาชญากรแฝงตัวครอบครองอาวุธสงคราม กระทบความมั่นคงและเศรษฐกิจไทย
KEY
POINTS
- ประเทศไทยเผชิญปัญหาชาวต่างชาติอยู่เกินกำหนด (Overstay) มากกว่า 130,000 ราย ซึ่งเป็นความท้าทายด้านความมั่นคงที่สวนทางกับนโยบายเปิดประเทศเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวของรัฐบาล
- กลุ่มสัญชาติที่อยู่เกินกำหนดมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ อินเดีย มาเลเซีย จีน ปากีสถาน และอินโดนีเซีย โดยเฉพาะอินเดียมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนหลังมีนโยบายฟรีวีซ่า
- ปัญหานี้สะท้อนช่องโหว่ของระบบคัดกรองและความมั่นคง ดังกรณีชาวต่างชาติที่แฝงตัวในไทยนานกว่า 10 ปีพร้อมอาวุธสงคราม ซึ่งเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยสาธารณะ
"อนุทิน" ลงพื้นที่เกาะพะงัน-ภูเก็ต ปราบพยศนอมินี
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นำทีมรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมคณะลงพื้นที่ เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี และหาดฟรีด้อม จังหวัดภูเก็ต วันนี้ (13พ.ค.69) เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหานอมินีต่างชาติและการบุกรุกพื้นที่สาธารณะ สร้างความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนคนไทย การเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณเข้มจากกระทรวงมหาดไทยในการบังคับใช้กฎหมายและตรวจสอบการประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่างเด็ดขาด
สถานการณ์วิกฤต Overstay ทะลุ 130,000 ราย
ข้อมูลล่าสุด ณ เดือนพฤษภาคม 2569 เผยสถิติที่น่ากังวลเมื่อมีชาวต่างชาติพำนักเกินกำหนด (Overstay) ในประเทศไทยรวมกว่า 130,000 คน ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่รัฐบาลพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายวีซ่าฟรีและการท่องเที่ยวเสรี
ตัวเลขนี้กลายเป็นบททดสอบสำคัญของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในการรักษาสมดุลระหว่างรายได้จากการท่องเที่ยวและความปลอดภัยของประชาชน
เปิดโผ 5 อันดับชาติพำนักเกินกำหนดสูงสุด
จากการตรวจสอบพบกลุ่มประเทศที่มีสถิติ Overstay สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่:
- อินเดีย: ประมาณ 24,000 ราย (เพิ่มขึ้นชัดเจนหลังนโยบายวีซ่าฟรี)
- มาเลเซีย: เกือบ 20,000 ราย
- จีน: 15,000 ราย
- ปากีสถาน: 12,000 ราย
- อินโดนีเซีย: เกือบ 10,000 ราย
นอกจากนี้ยังมีกลุ่มบังกลาเทศ เวียดนาม สหรัฐอเมริกา และรัสเซีย ที่ติดกลุ่มหลักพัน สะท้อนถึงการใช้ช่องโหว่จากการเข้าเมืองที่สะดวกเพื่อทำธุรกิจผิดกฎหมายและตั้งเครือข่ายนอมินี
กรณี "หมิงเฉิน ซัน" บทเรียนความหละหลวม 10 ปี
ความล้มเหลวของระบบคัดกรองถูกตอกย้ำด้วยกรณี นายหมิงเฉิน ซัน ชาวต่างชาติที่แฝงตัวในไทยนานกว่า 10 ปี จนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุรถคว่ำจึงตรวจพบอาวุธสงครามร้ายแรง ทั้งปืนอัตโนมัติ กระสุนขนาด 5.56 และระเบิด C4 โดยที่ฝ่ายความมั่นคงไม่เคยพบความผิดปกติมาก่อน ซึ่งนับเป็นสัญญาณอันตรายต่อสวัสดิภาพสาธารณะ
ช่องโหว่การฟอกตัวและอาวุธสวัสดิการรัฐ
กรณีหมิงเฉินเผยให้เห็นการ "ฟอกตัว" ที่สมบูรณ์แบบผ่านการถือ "บัตรชมพู" หรือบัตรผู้ไม่มีสัญชาติไทยที่มีลายน้ำถูกต้อง จนสามารถเข้าทะเบียนบ้านและเปิดบัญชีธนาคารได้ นอกจากนี้ยังพบปัญหาปืนสวัสดิการของเจ้าหน้าที่รัฐถูกนำมาขายต่อให้ชาวต่างชาติอย่างผิดกฎหมาย โดยอาชญากรรายนี้ยังมีความเชื่อมโยงกับแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติในประเทศเพื่อนบ้าน
บทสรุป: ปฏิรูประบบตรวจสอบเพื่อความมั่นคงยั่งยืน
ความท้าทายหลักไม่ใช่เพียงการกวาดล้างผู้กระทำผิดรายวัน แต่คือการปฏิรูประบบตรวจสอบตั้งแต่ต้นทาง ทั้งการออกเอกสารยืนยันตัวตน การควบคุมอาวุธปืน และการคัดกรองบุคคลระดับลึก เพื่อปิดช่องโหว่ไม่ให้อาชญากรใช้ไทยเป็นฐานที่มั่น โดยต้องไม่ยอมให้ความปลอดภัยของประชาชนถูกลดทอนลงเพื่อแลกกับตัวเลขนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว







