
อัคราพลิก “หางแร่” สู่วัสดุอนาคต จับมือ 3 มหา’ลัยปั้นนวัตกรรมสีเขียว
จากของเหลือในเหมืองทองคำ สู่ไบโอซีเมนต์ อิฐคาร์บอนต่ำ และวัสดุพลังงานแห่งอนาคต นวัตกรรม “หางแร่” ไทยกำลังถูกจับตาบนเวทีโลก
KEY
POINTS
- บริษัท อัครา รีซอร์สเซส ร่วมมือกับ 3 มหาวิทยาลัยชั้นนำ (จุฬาฯ, มจธ., มทส.) เพื่อเปลี่ยน "หางแร่" ซึ่งเป็นของเหลือจากเหมือง ให้กลายเป็นทรัพยากรสำหรับนวัตกรรมสีเขียวตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน
- โครงการได้พัฒนานวัตกรรมวัสดุแห่งอนาคตที่หลากหลาย เช่น ไบโอซีเมนต์พลังงานต่ำสำหรับภาคเกษตร, อิฐบล็อกคาร์บอนต่ำสำหรับงานก่อสร้าง, และสารเติมแต่งในซีเมนต์พิเศษสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเลียม
- ความร่วมมือนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างมูลค่าสูงสุดจากหางแร่ โดยเปลี่ยนของเสียให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างรายได้, สร้างงานให้ชุมชน และตอบโจทย์ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม
จาก “ของเหลือ” ที่ครั้งหนึ่งถูกมองว่าไร้ค่า วันนี้ “หางแร่” กำลังกลายเป็นคำใหม่ของโลกอุตสาหกรรมสีเขียว และประเทศไทยเองก็กำลังขยับเข้าไปอยู่ในบทสนทนาระดับโลกนี้อย่างจริงจัง หลัง บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) จับมือกับ 3 มหาวิทยาลัยชั้นนำ ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี พลิก “หางแร่” จากกระบวนการผลิตทองคำและเงิน ให้กลายเป็น “วัสดุทางเลือกแห่งอนาคต” ที่อาจเปลี่ยนทั้งอุตสาหกรรมก่อสร้าง พลังงาน และเศรษฐกิจชุมชนไทย
บนเวทีเสวนา “หางแร่: เสียงจาก 3 มหาวิทยาลัย สู่การใช้ประโยชน์จริง” ภาพของหางแร่ถูกเล่าขึ้นใหม่ ไม่ใช่ในฐานะของเสียจากเหมือง แต่คือ “ทรัพยากรต้นน้ำ” ของนวัตกรรมยุคใหม่ที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy ซึ่งทั่วโลกกำลังเร่งผลักดัน
“เป้าหมายของเราคือการทำให้ทรัพยากรที่มีอยู่ถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด” นายเชิดศักดิ์ อรรถอารุณ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายความยั่งยืนขององค์กร บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) กล่าว พร้อมอธิบายว่า ความร่วมมือกับทั้ง 3 สถาบัน คือการเปลี่ยนสิ่งที่เคยถูกมองข้าม ให้กลายเป็นวัสดุใหม่ที่สร้างได้ทั้งรายได้ งาน และโอกาสให้ชุมชนรอบพื้นที่เหมือง
สิ่งที่น่าสนใจคือ แนวคิดนี้ไม่ใช่แค่ “รักษ์โลก” แบบเชิงสัญลักษณ์ แต่กำลังถูกต่อยอดไปสู่การใช้งานจริงในระดับอุตสาหกรรม
หนึ่งในผลงานที่สร้างความฮือฮาคือ “ไบโอซีเมนต์” จากทีมนักวิจัยของ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี นำโดย ผศ.ดร.ธิดารัตน์ บุญศรี หัวหน้ากลุ่มวิจัยวัสดุชีวภาพอัจฉริยะและเทคโนโลยี คณะวิทยาศาสตร์ ที่นำหางแร่มาผสานกับเปลือกไข่และจุลินทรีย์จากกากน้ำปลา จนเกิดเป็นวัสดุก่อสร้างพลังงานต่ำแห่งอนาคต
ความพิเศษของวัสดุชนิดนี้ คือไม่ต้องผ่านกระบวนการเผาแบบซีเมนต์ทั่วไป จึงช่วยลดการใช้พลังงานและลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังมีคุณสมบัติ “ซ่อมแซมตัวเอง” เมื่อเกิดรอยแตกร้าว และทนต่อสภาพดินเค็ม ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของพื้นที่เกษตรในภาคอีสาน
จากงานวิจัยในห้องทดลอง วันนี้ไบโอซีเมนต์ถูกพัฒนาเป็น “แผ่นหน่วงน้ำเค็ม” เพื่อช่วยเกษตรกรจริงในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และผลลัพธ์ที่ได้เกินความคาดหมาย เมื่อผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นถึง 53% ภายในปีแรก ขณะที่ปริมาณ GABA ในเมล็ดข้าวสูงขึ้นกว่า 300 เท่า และค่าดัชนีน้ำตาลลดลงราว 30%
นี่ไม่ใช่เพียงนวัตกรรมวัสดุ แต่คือการเชื่อมโยงวิทยาศาสตร์เข้ากับคุณภาพชีวิต สุขภาพ และรายได้ของชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม
อีกด้านหนึ่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย ดร.พีท หอมชื่น อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ กำลังพาหางแร่เข้าสู่วงการวัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ
ทีมวิจัยค้นพบว่า หางแร่จากกระบวนการผลิตทองคำมีขนาดอนุภาคที่เหมาะสมอย่างยิ่งต่อการผลิตอิฐบล็อกและอิฐช่องลม โดยแทบไม่ต้องผ่านกระบวนการเตรียมวัตถุดิบเพิ่มเติม นั่นหมายความว่า โรงงานสามารถลดทั้งต้นทุน พลังงาน และเวลาการผลิตได้พร้อมกัน
แต่จุดเด่นที่น่าสนใจยิ่งกว่า คือวัสดุเหล่านี้สามารถช่วยลดอุณหภูมิภายในอาคารได้ประมาณ 1–2 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับอิฐทั่วไป และลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้ราว 5–10% ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero ที่ภาคก่อสร้างทั่วโลกกำลังมุ่งไป
ภาพของ “อิฐจากหางแร่” จึงไม่ใช่แค่เรื่องของวัสดุราคาถูก แต่คือวัสดุใหม่ของเมืองยุคคาร์บอนต่ำ
ขณะที่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี โดย ผศ.ดร.บุญณรงค์ อาศัยไร่ อาจารย์สาขาวิชาเทคโนโลยีธรณี สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ กำลังผลักดันหางแร่ไปไกลกว่างานก่อสร้างทั่วไป ด้วยการนำไปใช้เป็น “สารเติมแต่งในซีเมนต์พิเศษ” สำหรับอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม
อุตสาหกรรมพลังงานต้องการวัสดุที่ทนแรงดันสูง ป้องกันการรั่วซึม และมีเสถียรภาพระยะยาว ซึ่งผลวิจัยพบว่า การเติมหางแร่ในสัดส่วน 30% สามารถเพิ่มความแข็งแรงของซีเมนต์ได้มากกว่า 2 เท่า เมื่อเทียบกับวัสดุอ้างอิงที่ใช้ซิลิกาในปริมาณเดียวกัน อีกทั้งยังช่วยลดความพรุนและการซึมผ่านของก๊าซและของเหลวได้ดีขึ้น
นั่นทำให้หางแร่ไม่ได้หยุดอยู่แค่ “วัสดุก่อสร้าง” แต่เริ่มขยับเข้าสู่ “วัสดุวิศวกรรมขั้นสูง” สำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับโลก
ที่น่าสนใจคือ ไทยไม่ได้เดินอยู่บนเส้นทางนี้เพียงลำพัง หลายประเทศทั่วโลกกำลังเร่งเปลี่ยน “Mine Tailings” หรือหางแร่ ให้กลายเป็นทรัพยากรใหม่เช่นกัน
ใน บราซิล บริษัทเหมืองยักษ์ใหญ่ Vale กำลังเดินหน้าแนวคิด “Circular Mining” อย่างจริงจัง หลังเหตุการณ์เขื่อนกักเก็บหางแร่พังในอดีตทำให้ทั้งโลกหันมาจับตาปัญหานี้ ปัจจุบัน Vale ตั้งเป้าให้ 10% ของการผลิตแร่เหล็กภายในปี 2030 มาจากการนำของเสียและหางแร่กลับมาใช้ใหม่ รวมถึงการผลิต “ทรายจากหางแร่” สำหรับภาคก่อสร้าง
ด้าน ออสเตรเลีย และ แคนาดา นักวิจัยกำลังพัฒนาเทคโนโลยีที่ใช้หางแร่ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศ เปลี่ยนกากแร่ให้กลายเป็นเครื่องมือช่วยลดโลกร้อน ขณะที่หลายมหาวิทยาลัยทั่วโลกกำลังทดลองใช้หางแร่ในงานคอนกรีต จีโอโพลิเมอร์ และวัสดุก่อสร้างสีเขียวอย่างจริงจัง
งานวิจัยระดับนานาชาติยังชี้ตรงกันว่า อุตสาหกรรมก่อสร้างคือหนึ่งในปลายทางสำคัญของการใช้ประโยชน์จากหางแร่ เพราะวัสดุเหล่านี้มีศักยภาพในการลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และลดปริมาณของเสียจากเหมืองในระยะยาว
แต่ในอีกด้าน โลกก็ยังเผชิญคำถามสำคัญเรื่อง “ความปลอดภัย” ของหางแร่เช่นกัน หลังหลายประเทศเคยเกิดเหตุเขื่อนกักเก็บหางแร่รั่วไหลและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง ทำให้มาตรฐานการจัดการ การตรวจสอบ และการนำกลับมาใช้ใหม่ ต้องอาศัยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และระบบควบคุมที่เข้มงวดมากขึ้น
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่งานวิจัยของไทยกำลังถูกจับตามอง เพราะแนวทางที่ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) และทั้ง 3 มหาวิทยาลัยกำลังทำ คือการนำ “วิทยาศาสตร์” เข้ามาเป็นตัวกลางในการเปลี่ยนของเสียให้เป็นวัสดุใหม่อย่างปลอดภัยและตรวจสอบได้
“ข้อมูลเชิงลึกจากงานวิจัยช่วยให้เราเข้าใจข้อกำหนดด้านเทคนิคและสัดส่วนที่เหมาะสมในการนำหางแร่ไปใช้ประโยชน์ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เรามั่นใจว่าสามารถพัฒนาเป็นนวัตกรรมใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและอยู่บนมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด” นายภูริวิทย์ สังข์ศิริ หัวหน้าฝ่ายวิทยาศาสตร์และสุขภาพ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) กล่าว
และบางที สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของเรื่องนี้ อาจไม่ใช่แค่การสร้างวัสดุใหม่จากหางแร่ แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิดของทั้งอุตสาหกรรม จากวันที่ “ของเสีย” คือภาระของโลก สู่วันที่มันอาจกลายเป็น “ทรัพยากรสำคัญ” ของอนาคตแทนก็ได้।







