
เอกนิติ เผยไทยช่วยไทยพลัส เดินตามไทม์ไลน์เดิม ชงครม.เคาะสัปดาห์หน้า
เอกนิติ ย้ำแผนบริหารหนี้ไม่เลื่อน รอความเห็นหน่วยงานครบก่อนชง ครม.สัปดาห์หน้า พร้อมไทยช่วยไทยพลัส กู้เท่าที่จำเป็น คุมหนี้ไม่เกิน 70% GDP เตรียมออกพันธบัตรออมทรัพย์ขายทุกเดือน เปิดทางรายย่อยลงทุนมากขึ้น
KEY
POINTS
- กระทรวงการคลังเตรียมเสนอแผนบริหารหนี้สาธารณะและแพ็กเกจ "ไทยช่วยไทยพลัส" ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในสัปดาห์หน้า
- รัฐบาลจะใช้วิธีทยอยกู้เงินตามความจำเป็นของแต่ละโครงการเพื่อรักษาวินัยการคลัง แทนการกู้เงินก้อนใหญ่ในครั้งเดียว
- แผนบริหารหนี้ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดหาแหล่งเงินทุนสำหรับโครงการต่างๆ ของรัฐบาล โดยมีวงเงินกู้รอบแรกที่เสนอเบื้องต้นประมาณ 2 แสนล้านบาท
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ กระทรวงการคลังยังไม่ได้นำแผนบริหารหนี้สาธารณะฉบับใหม่ โดยจะบรรจุแผนก่อหนี้เพิ่มเติมอีก 2 .2 แสนล้านบาท เป็นส่วนหนึ่งของ พรก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท เข้าสู่การพิจารณา เนื่องจากต้องรอความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วนก่อน โดยจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม. ได้ในสัปดาห์หน้า พร้อมกับแพ็กเกจนโยบายของกระทรวงการคลัง ซึ่งรวมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” และมาตรการสวัสดิการต่าง ๆ ไว้ในชุดเดียวกัน
“แผนบริหารหนี้สาธารณะจะเป็นส่วนของการจัดหาแหล่งเงินหรือไฟแนนซิ่งสำหรับโครงการต่าง ๆ ของรัฐบาล ไม่ได้มีการเลื่อนแผนออกไปตามที่หลายฝ่ายเข้าใจ เพียงแต่ต้องรอความเห็นจากหน่วยงานต่าง ๆ ให้ครบถ้วนก่อน และจะเสนอควบคู่กับแพ็กเกจไทยช่วยไทยพลัสในสัปดาห์หน้า” นายเอกนิติ กล่าว
นายเอกนิติ ย้ำว่า รัฐบาลจะไม่ใช้วิธีกู้เงินก้อนใหญ่ครั้งเดียว เพราะจะทำให้ภาครัฐต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยโดยไม่จำเป็น แต่จะทยอยกู้ตามความจำเป็นของแต่ละโครงการ เพื่อรักษาวินัยการคลังและลดต้นทุนทางการเงินของรัฐ
สำหรับวงเงินกู้รอบแรก ตามข้อเสนอเดิมอยู่ที่ประมาณ 200,000 ล้านบาท แต่ตัวเลขอาจสูงกว่านั้นเล็กน้อย หลังมีหน่วยงานเพิ่มเติมเสนอความต้องการใช้งบประมาณ รวมถึงโครงการด้านพลังงานและค่าไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าแผนบริหารหนี้ดังกล่าวไม่ใช่เรื่องเดียวกับพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน เพราะเป็นคนละกลไก แม้หลายฝ่ายจะนำไปเชื่อมโยงกันก็ตาม
ส่วนกรณีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความการใช้อำนาจออก พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ นายเอกนิติ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.เมื่อวานนี้(11 พ.ค.69) ได้มีการหารือประเด็นดังกล่าว โดยนายปกรณ์ นิลพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้อธิบายในมุมกฎหมายว่า แม้จะมีการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 หรือไม่ แต่ พ.ร.ก.มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ทั้งนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสามารถยื่นให้ศาลตีความได้ในประเด็นเหตุผลของการออก พ.ร.ก. โดยเฉพาะเรื่อง "ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ" ซึ่งรัฐบาลเห็นว่าเศรษฐกิจปัจจุบันอยู่ในภาวะวิกฤต ขณะที่ประเด็นเรื่องความเร่งด่วนในการออก พ.ร.ก.นั้น ถือเป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร
นายเอกนิติ ย้ำว่า ฝ่ายกฎหมายยืนยันว่า พ.ร.ก.มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันถัดจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา ดังนั้นฝ่ายบริหารยังสามารถเดินหน้าดำเนินการต่าง ๆ ได้ตามปกติ ขณะที่กระบวนการตรวจสอบของศาลรัฐธรรมนูญและฝ่ายนิติบัญญัติก็ดำเนินควบคู่กันไป
“ตามรัฐธรรมนูญ การตรวจสอบ พ.ร.ก. สามารถพิจารณาได้ในประเด็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ส่วนเรื่องความจำเป็นเร่งด่วนเป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร ขณะนี้ไทยกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจโลก ปัญหาราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และค่าครองชีพสูง ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะ Stagflation หรือเศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมเงินเฟ้อสูง หากไม่มีมาตรการรองรับที่เพียงพอ” นายเอกนิติ กล่าว
ทั้งนี้ ตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดอยู่ที่ 2.9% และรัฐบาลกังวลว่าหากไม่เร่งออกมาตรการช่วยเหลือประชาชน อาจเกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่ค่าครองชีพ ธุรกิจปิดตัว การว่างงาน ไปจนถึงวิกฤตเศรษฐกิจซ้อนวิกฤต
อย่างไรก็ตาม ยังต้องหารือรายละเอียดเพิ่มเติมกับภาคเอกชน และยังไม่สามารถประเมินได้ชัดเจนว่าเม็ดเงินกู้ 200,000 ล้านบาท จะช่วยผลักดัน GDP ได้มากน้อยเพียงใด
ทั้งนี้ ยืนยันว่า มาตรการช่วยเหลือประชาชน ภายใต้โครงการไทยช่วยไทยพลัส ทั้ง โครงการคนละครึ่ง และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ยังเดินหน้าตามกรอบเวลาเดิม โดยจะเปิดลงทะเบียนวันที่ 25 พ.ค. 2569 และเริ่มใช้สิทธิวันที่ 1 มิ.ย. 2569 ใช้วงเงินประมาณ 4,000 บาทต่อคน พร้อมปรับรูปแบบเป็น “2+2 เดือน” โดยรอบแรกจะให้เดือนละ 1,000 บาท จำนวน 2 เดือนก่อน ระหว่างนั้นจะมีการคัดกรองผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ เพื่อได้ใช้สิทธิที่เหลืออีก 1,000 บาท จำนวน 2 เดือน
ทั้งนี้ คาดว่ากลุ่มผู้ได้รับสิทธิในโครงการไทยช่วยไทยพลัส หรือคนละครึ่งพลัสเดิม จะมีประมาณ 30 ล้านคน รวมกับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 13.2 ล้านคน
พร้อมกันนี้ กระทรวงการคลังเตรียมออก “พันธบัตรออมทรัพย์พลัส” เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนรายย่อย โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้มีเงินออม เข้าถึงการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลได้มากขึ้น โดยจะเปลี่ยนรูปแบบจากเดิมที่ออกเป็นครั้งคราว มาเป็นการเปิดขายทุกเดือน เพื่อลดปัญหาการแย่งซื้อเหมือนที่ผ่านมา
“ขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียด ทั้งวงเงิน ระยะเวลาพันธบัตร และอัตราดอกเบี้ย โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 2.2% และอาจกำหนดผลตอบแทนสูงกว่าตลาดเล็กน้อย เพื่อจูงใจประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ” นายเอกนิติ กล่าว
นายเอกนิติ ย้ำว่า รัฐบาลจะรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด โดยจะคงเพดานหนี้สาธารณะไว้ที่ 70% ของ GDP แม้ปัจจุบันหนี้รัฐบาลจะอยู่ที่ประมาณ 60% และเมื่อรวมรัฐวิสาหกิจและกองทุนฟื้นฟูฯ จะอยู่ที่ราว 66% จากเดิมมีข้อเสนอให้กู้ถึง 500,000 ล้านบาท แต่ตนเป็นคนปรับลดเหลือ 400,000 ล้านบาท เพราะไม่ต้องการขยายเพดานหนี้สาธารณะ หากขยายเพดานก็จะกระทบวินัยการคลัง
ขณะที่ล่าสุดหน่วยงานจัดอันดับความน่าเชื่อถือของญี่ปุ่น R&I ยังคงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยไว้ที่ระดับ A- และให้มุมมอง “Stable” สะท้อนว่าฐานะการคลังไทยยังมีเสถียรภาพ แม้รัฐบาลจะเดินหน้ามาตรการช่วยเหลือเศรษฐกิจและประชาชนในช่วงวิกฤตก็ตาม







