



3+




ปลุก “ปูนปั้นเพชรบุรี” เปลี่ยนเศษขนมหวานเป็นวัสดุหัตถศิลป์
“ปูนตำโบราณ” รีเทิร์นในเวอร์ชันรักษ์โลก SACIT หนุนสูตรใหม่จากเศษขนมหวานเมืองเพชร เป็นวัตถุดิบงานหัตถศิลป์ สร้างความยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
จาก “ขนมหวานเมืองเพชร” ที่หลายคนคุ้นในฐานะของฝากขึ้นชื่อ วันนี้เศษวัตถุดิบเหลือทิ้งอย่างเปลือกไข่และน้ำเชื่อม กำลังถูกแปรเปลี่ยนเป็น “สูตรปูนตำใหม่” ที่ช่วยต่อชีวิตให้กับภูมิปัญญา “ปูนปั้นเพชรบุรี” งานช่างโบราณอายุนับร้อยปี ให้ก้าวเข้าสู่โลกของงานออกแบบร่วมสมัยและเศรษฐกิจสีเขียว
เมื่อกระแสความยั่งยืนกลายเป็นโจทย์สำคัญของโลก สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT กำลังกำลังผลักดันให้ “ภูมิปัญญา” สามารถอยู่รอดในระบบเศรษฐกิจยุคใหม่ ผ่านการสนับสนุนทุนวิจัยพัฒนา “ปูนปั้นเพชรบุรี” ด้วยนวัตกรรมวัสดุจาก Food Waste ของอุตสาหกรรมขนมหวานในจังหวัดเพชรบุรี จนเกิดเป็นวัสดุทางเลือกที่ทั้งแข็งแรง ยืดหยุ่น และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันการขับเคลื่อนงานศิลปหัตถกรรมไทยไม่ได้มุ่งเพียงการอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญา แต่ต้องก้าวไปสู่การสร้าง “ความยั่งยืน” ในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้งานหัตถกรรมไทยสามารถปรับตัวและเติบโตได้ท่ามกลางบริบทโลกยุคใหม่ SACIT จึงมุ่งทำหน้าที่เป็น “นักปั้นโอกาส” ให้แก่ช่างหัตถกรรม นักสร้างสรรค์ และหน่วยงานที่เล็งเห็นคุณค่าของงานศิลปหัตถกรรมไทย ผ่านการพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรม เครือข่าย และตลาดอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
ภายใต้แนวทางดังกล่าว SACIT ได้สนับสนุนทุนวิจัยเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์แผ่นปูนปั้นตกแต่งผนังจากวัสดุเหลือใช้ ของ นายชัชวาลย์ สหัสสพาศน์ ครูช่างศิลปหัตถกรรม ประเภทเครื่องอื่น ๆ (หัตถกรรมปูนปั้นสด) อ.เมือง จ.เพชรบุรี เนื่องจากเล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาวัตถุดิบสำหรับงาน “ปูนปั้นสด” ซึ่งถือเป็นมรดกภูมิปัญญาทางช่างอันทรงคุณค่าของไทย แต่ปัจจุบันวัสดุสำคัญที่ใช้ในการผลิต อาทิ ปูนขาว กาวหนังสัตว์ น้ำตาลโตนด กระดาษฟาง และเปลือกหอย กลับเริ่มหาได้ยากและมีต้นทุนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
งานวิจัยดังกล่าวจึงนับเป็นอีกหนึ่งแนวคิดที่น่าสนใจในการต่อยอดภูมิปัญญาดั้งเดิม ด้วยการนำวัสดุเหลือใช้จากอุตสาหกรรมขนมหวานในจังหวัดเพชรบุรีมาพัฒนาเป็นส่วนผสมในสูตร “ปูนตำโบราณ” เพื่อช่วยปรับปรุงคุณสมบัติของวัสดุ ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สะท้อนให้เห็นถึงการผสานองค์ความรู้ดั้งเดิมเข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว อีกทั้งยังช่วยเชื่อมโยงธุรกิจและทรัพยากรภายในชุมชนให้เกิดการหมุนเวียนใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า จนสามารถพัฒนาเป็นวัสดุสร้างสรรค์ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงในปัจจุบัน
ขณะเดียวกัน ยังเป็นการตอกย้ำบทบาทของ SACIT ในการผลักดันแนวทางการพัฒนางานหัตถศิลป์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านการส่งเสริมการใช้วัสดุท้องถิ่นและวัสดุเหลือใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดของเสียจากกระบวนการผลิต และสนับสนุนการสร้างสรรค์งานหัตถกรรมที่สอดคล้องกับแนวคิด Circular Economy รวมถึงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และหลัก ESG ที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ เพื่อให้งานศิลปหัตถกรรมไทยสามารถเติบโตได้อย่างสมดุลและยั่งยืนในระยะยาว
ผศ.ดร.อนุชา กล่าวเพิ่มเติมว่า โจทย์ของ SACIT ไม่ใช่เพียงการรักษาภูมิปัญญา แต่คือการทำให้ภูมิปัญญานั้นอยู่รอดในระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน SACIT จึงต้องเชื่อมโยงงานช่างกับตลาด และทำให้คนรุ่นใหม่เห็นว่าหัตถศิลป์สามารถเป็นอาชีพและโอกาสทางธุรกิจได้จริง ทั้งนี้
สำหรับการยกระดับผลิตภัณฑ์ “ปูนปั้นเพชรบุรี” ได้ถูกพัฒนาให้ก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม จากงานประดับสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่ สู่การออกแบบเป็น “โมดูลาร์ดีไซน์” หรือชิ้นส่วนสำเร็จรูป 3 มิติ ที่สามารถนำไปประกอบและใช้ในงานประดับตกแต่งสร้างมูลค่าเพิ่ม ไม่ต้องถูกล้อมกรอบอยู่เพียงแค่งานหัตถกรรมดั้งเดิม แต่เป็นหัตถศิลป์ร่วมสมัยที่ช่วยรักษามรดกทางภูมิปัญญา ควบคู่ไปกับการต่อยอดโอกาสทางธุรกิจของช่างศิลปหัตถกรรมให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีแรงกายและแรงใจสืบสานผลงานที่ทรงคุณค่า
โดยผลที่ได้รับจากงานวิจัยสามารถไปต่อยอดให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยวิทยาลัยเพาะช่างกรมศิลปากร บริษัท ทีพีไอ โพลีน (จำกัด) มหาชน ได้จัดการประกวดศิลปะปูนปั้นแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 22 ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 22 – 26 เมษายน 2569 ณ วิทยาลัยเพาะช่าง เพื่ออนุรักษ์ และสืบสานศิลปหัตถกรรมปูนปั้นไทย ซึ่งเปิดเวทีให้ศิลปิน นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจ ได้แสดงความสามารถด้านศิลปะ ปูนปั้น สะท้อนเอกลักษณ์และความงดงามสู่การสร้างสรรค์ผลงานประติมากรรม ซึ่งปูนตำโบราณจากผลงานวิจัยได้นำไปเป็นวัตถุดิบที่ผู้เข้าแข่งขันนำไปใช้
ผลการประกวดของผู้แข่งขันที่ใช้ปูนตำจากงานวิจัยได้รับรางวัลที่ 2 จำนวน 2 ผลงาน รางวัลที่ 3 จำนวน 1 ผลงาน และรางวัลชมเชย 2 ผลงาน อีกทั้ง ยังมีผลงานอีกหลายชิ้นที่ได้รับคัดเลือกเข้าไปร่วมแสดงเพื่อจัดนิทรรศการอื่น ๆ ต่อไป
ด้าน นายชัชวาลย์ สหัสสพาศน์ ครูช่างศิลปหัตถกรรมของ SACIT กล่าวว่า จุดเปลี่ยนสำคัญของการพัฒนาครั้งนี้ คือการนำวัสดุเหลือใช้จากอุตสาหกรรมขนมหวานในจังหวัดเพชรบุรีมาต่อยอดเป็นวัตถุดิบใหม่สำหรับ “สูตรปูนตำ” ที่ผ่านกระบวนการวิจัยและทดลองอย่างเป็นระบบ โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาสูตรปูนปั้นโบราณเมืองเพชรให้สามารถต่อยอดสู่การสร้างผลิตภัณฑ์แผ่นปูนปั้นตกแต่งผนัง 3 มิติในรูปแบบโมดูลาร์
ซึ่งตอบโจทย์ทั้งด้านการออกแบบร่วมสมัยและการใช้งานจริง ซึ่งแนวคิดสำคัญของงานวิจัย คือการผสานภูมิปัญญาปูนตำโบราณของจังหวัดเพชรบุรีเข้ากับการใช้วัสดุเหลือใช้จากอุตสาหกรรมขนมหวานในพื้นที่ อาทิ เปลือกไข่ และน้ำเชื่อมที่เหลือจากกระบวนการผลิตขนม เพื่อนำมาพัฒนาเป็นส่วนผสมใหม่ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเนื้อปูน พร้อมลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน
ผลการวิจัยพบว่า ปูนสูตรใหม่มีคุณสมบัติหลายด้านที่เหนือกว่าสูตรโบราณซึ่งประกอบด้วยปูนขาว กาวหนังสัตว์ น้ำตาลโตนด และกระดาษฟาง โดยมีอัตราการสูญเสียน้ำหนักหลังแห้งต่ำกว่า สามารถคงรูปและรักษาขนาดได้ดีกว่า อีกทั้งยังมีโครงสร้างภายในที่สม่ำเสมอและหนาแน่น ช่วยลดความเสี่ยงต่อการแตกร้าว บิดตัว หรือความเปราะเสียหายในระยะยาว จึงเหมาะสำหรับงานที่ต้องการรายละเอียดสูงและการควบคุมขนาดอย่างแม่นยำ
นอกจากนี้ ปูนสูตรใหม่ยังมีค่าการหดตัวที่สม่ำเสมออยู่ระหว่างร้อยละ 6.34 – 7.99 ขณะที่ปูนสูตรโบราณมีค่าการหดตัวเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 10.00 สะท้อนถึงโครงสร้างที่มีช่องว่างมากกว่าและสูญเสียน้ำได้รวดเร็ว ส่งผลให้เกิดการยุบตัวมากกว่าอย่างชัดเจน เมื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์แผ่นปูนปั้นตกแต่งผนัง 3 มิติแบบโมดูลาร์แล้ว ยังพบว่าวัสดุดังกล่าวมีน้ำหนักเบา หดตัวอย่างสมดุล ไม่เสียรูป สามารถปั้นสด ถอดแบบ และขึ้นชิ้นงานขนาดเล็กได้โดยไม่แตกร้าว ช่วยลดทั้งต้นทุนและขั้นตอนการผลิต
ขณะเดียวกันยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้วัสดุเหลือใช้ในท้องถิ่น และร่วมสืบสานภูมิปัญญาปูนตำโบราณของจังหวัดเพชรบุรีให้สามารถก้าวต่อไปได้อย่างร่วมสมัยและยั่งยืน
“ปูนตำเป็นวัสดุที่มีชีวิต ที่จะค่อย ๆ แข็งตัวภายใน 15–30 นาทีเมื่อสัมผัสอากาศ และสามารถเก็บได้นานถึง 6 เดือน–1 ปี หากปิดไม่ให้อากาศเข้า จุดเด่นสำคัญคือเป็น “ปูนที่หายใจได้” สามารถดูดซับและระบายความชื้นตามธรรมชาติ ลดการสะสมความชื้นเหมือนปูนซีเมนต์ทั่วไป
อีกทั้งกระบวนการแข็งตัวของปูนขาวยังช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กลับคืนสู่โครงสร้างวัสดุ จึงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จากองค์ความรู้ดั้งเดิมนี้ จึงต่อยอดสู่การพัฒนาสูตรปูนร่วมสมัย โดยยังคงหลักการโบราณไว้ แต่ปรับใช้วัสดุใหม่ เช่น น้ำเชื่อมเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมขนมแทนกาวและน้ำตาลโตนด รวมถึงเปลือกไข่ที่ช่วยเพิ่มแคลเซียม ลดการแตกร้าว และเพิ่มประสิทธิภาพของวัสดุ สะท้อนการผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับแนวคิดความยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม”
ด้านนายประวิทย์ เครือทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เพชรบุรี ไทยดีเสิร์ท จำกัด และประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดเพชรบุรี กล่าวเสริมว่า โรงงานลุงอเนกขนมหวานเมืองเพ็ชร์มุ่งเน้นการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะการเปลี่ยนขยะจากสายการผลิตให้กลายเป็นวัตถุดิบใหม่ที่สร้างคุณค่าในภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ ซึ่งการนำวัสดุเหลือใช้จากโรงงาน เช่น เปลือกไข่วันละหลายหมื่นฟอง และน้ำเชื่อมที่เหลือจากกระบวนการผลิต มาต่อยอดในงานหัตถกรรม เป็นตัวอย่างของการสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรที่เคยถูกมองว่าเป็นของเสีย ทั้งยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มในหลายมิติอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการดูแลสิ่งแวดล้อมเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนร่วมกันในชุมชน
ความร่วมมือนี้ยังสะท้อนแนวคิด ESG อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในมิติสิ่งแวดล้อมที่มุ่งเน้นการลดของเสีย มิติสังคมกับการสร้างรายได้ให้ชุมชน และ การบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงหลักธรรมาภิบาล ซึ่งเป็นทิศทางสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคต



3+











