posttoday

หาคำตอบ ทำไมน้ำมันแพงยาว 1–2 ปี? โลกเข้าสู่ยุคพลังงานตึงตัวหลังสงครามจบ

14 เมษายน 2569

แม้สงครามคลี่คลาย แต่โครงสร้างพลังงานที่เสียหายทำให้อุปทานตึงตัว ต้นทุนพุ่ง กดราคาน้ำมันสูงต่อเนื่อง โลกอาจไร้น้ำมันถูกอีก 1–2 ปี

KEY

POINTS

  • โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เช่น แหล่งผลิตและโรงกลั่น ได้รับความเสียหายจากสงคราม ทำให้การฟื้นฟูกำลังการผลิตต้องใช้เวลานาน ส่งผลให้อุปทานน้ำมันกลับสู่ภาวะปกติได้ช้า
  • การขนส่งน้ำมันยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่และมีต้นทุนสูงขึ้น จากความเสี่ยงในเส้นทางเดินเรือสำคัญและค่าเบี้ยประกันที่แพงขึ้น ทำให้ตลาดยังคงตึงตัว
  • สต็อกน้ำมันทั่วโลกอยู่ในระดับต่ำมาตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤต ทำให้ไม่มีปริมาณสำรองมาช่วยลดแรงกระแทกเมื่ออุปทานขาดหายไป และต้องใช้เวลาในการผลิตเพื่อสร้างสมดุลใหม่

จากวันแถลงนโยบายต่อรัฐสภาโดย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาเตือนว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคน้ำมันแพง และจะไม่มีน้ำมันราคาถูกไปอีกอย่างน้อย 1–2 ปีข้างหน้า จากผลกระทบของสงครามที่ทำลายโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในตะวันออกกลาง  

 

บทความนี้จะรวบรวมหาคำตอบกันว่า แม้ความขัดแย้งจะสิ้นสุดลง แต่ทำไมราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง?

 

ในขณะนี้ มุมมองของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คือ ราคาน้ำมันจะค่อย ๆ ปรับลดจากระดับสูงสุดในช่วงวิกฤต แต่ "ค่าพรีเมียมจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์" (Geopolitical Premium) จะยังคงอยู่ต่อไปอีกหลายเดือน ตลอดช่วงที่เหลือของปี 2026 โดยราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงกว่าช่วงก่อนสงคราม มีปัจจัยอะไรบ้างที่ส่งผลในเรื่องนี้?

 

(Geopolitical Premium หรือ ส่วนเพิ่มของราคาน้ำมันจากความเสี่ยงทางการเมือง เช่น สงครามหรือความตึงเครียด แม้ยังไม่มีการขาดแคลนน้ำมันจริง แต่ตลาดคาดว่าจะมีปัญหาในอนาคต จึงดันราคาให้สูงขึ้นล่วงหน้า)

 

(อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง: ไขคำตอบ สงครามตะวันออกกลางกับโครงสร้างราคาน้ำมันไทย ทำไมราคาหน้าปั๊มจึงผันผวน?)

 

หาคำตอบ ทำไมน้ำมันแพงยาว 1–2 ปี? โลกเข้าสู่ยุคพลังงานตึงตัวหลังสงครามจบ

 

1.) การขนส่งน้ำมันไม่ได้ฟื้นตัวทันทีตามสถานการณ์ทางการเมือง แม้จะมีการประกาศหยุดยิงแล้ว แต่เส้นทางขนส่งสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ การเดินเรือต่อวันยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอยู่มาก (เพียง 15 ลำ/วัน จากปกติ 138 ลำ/วัน ก่อนวิกฤต) และยังมีข้อจำกัดด้านความปลอดภัย ซึ่งทำให้ตลาดน้ำมันจริงยังคงตึงตัว

 

2.) ต้นทุนการขนส่งยังคงอยู่ในระดับสูง ไม่ว่าจะเป็นค่าเบี้ยประกันความเสี่ยงจากสงคราม (War-Risk Insurance) หรือแม้แต่แนวคิดการเก็บค่าผ่านเส้นทางเดินเรือที่เป็นไปได้ว่าอาจสูงถึง 2 ล้านดอลล่าร์ต่อครั้ง ความเสี่ยงเหล่านี้ทำให้ต้นทุนพลังงานยังคงราคาสูงไปอีกสักระยะหนึ่ง 

 

3.) กำลังการผลิตและโครงสร้างพื้นฐานต้องใช้เวลาฟื้นตัว สงครามได้สร้างความเสียหายต่อแหล่งผลิต ท่อส่งน้ำมัน และโรงกลั่นในตะวันออกกลาง การกลับไปสู่ระดับการผลิตเดิมจึงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ทันที การหยุดชะงักของกำลังการผลิตในเดือนมีนาคม (ราว 7.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน) ได้สะสมผลกระทบต่อเนื่อง ทำให้อุปทานไม่สามารถเร่งกลับมาทันกับความต้องการที่ยังคงอยู่ เป็นเหมือนดินพอกหางหมูที่ยิ่งนานยิ่งแก้ยาก เมื่อการขนส่งยังติดขัด เรือไม่สามารถเดินได้ตามปกติ ปริมาณน้ำมันที่ขาดส่งจึงทบเพิ่มขึ้นทุกวัน และยิ่งซ้ำเติมความตึงตัวของตลาดเข้าไปอีก

 

หาคำตอบ ทำไมน้ำมันแพงยาว 1–2 ปี? โลกเข้าสู่ยุคพลังงานตึงตัวหลังสงครามจบ

 

4.) ระดับสต็อกน้ำมันทั่วโลกตึงตัวอยู่แล้วก่อนเกิดวิกฤต เพราะน้ำมันในสต็อกก็มีไม่เพียงพออยู่แล้วตั้งแต่เกิดวิกฤต เมื่อเกิด Energy Shock ขึ้นมา ตลาดจึงไม่มี Buffer มาช่วยดูดซับแรงกระแทก ทำให้ผู้ซื้อแย่งหาน้ำมันทันที ราคาจึงพุ่งแรงและรวดเร็วกว่าปกติ และกว่าจะกลับมาสู่จุดสมดุลก็คงต้องใช้เวลาสักพัก เพราะผู้ผลิตต้องค่อยๆเติมสต็อกกลับเข้าไปใหม่

 

5.) ราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปยังคงสูง แม้ราคาน้ำมันดิบจะเริ่มปรับลดลง แต่ราคาที่ผู้บริโภคจ่ายจริง เช่น ดีเซล เบนซิน หรือเชื้อเพลิงเครื่องบิน ยังอาจไม่ลดตามทัน เพราะราคาพวกนี้ไม่ได้ขึ้นกับน้ำมันดิบอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับกำลังการกลั่น (Refining Capacity) และระบบขนส่ง หากโรงกลั่นยังเดินเครื่องไม่เต็มที่ หรือการขนส่งยังติดขัด ต้นทุนก็ยังสูง ทำให้ราคาหน้าปั๊มลงช้ากว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก

 

เกาะคาร์ก (Kharg Island) ของอิหร่าน

 

ส่วนในแง่ของระยะเวลา นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ไม่ได้มองว่าราคาจะสูงสุดตลอดทั้งปี แต่คาดว่า จะอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องหลายเดือน ก่อนค่อยๆปรับลดลง โดยมีแนวโน้มว่าไตรมาส 2 และ 3 จะยังตึงตัว ก่อนจะเริ่มผ่อนคลายในไตรมาส 4 หากอุปทานกลับมาได้ตามคาดการณ์

 

ในอนาคตอันใกล้นี้ มีความเป็นไปได้ยากมากที่ช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมามีปริมาณขนส่งในระดับเดิมราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพราะความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐาน ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย และต้นทุนการขนส่งที่ยังสูง จะยังคงกดดันตลาดพลังงานต่อไปอีกระยะหนึ่ง ทำให้ราคาน้ำมันก็อาจแพงไปอีก 1–2 ปี ไม่ใช่เพียงไม่กี่เดือน ดังนั้นเมื่อเรามองเห็นทิศทางเช่นนี้แล้ว สิ่งที่ทำได้ทันทีคือการปรับตัวด้วยการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการพึ่งพาน้ำมัน และเร่งหาแหล่งพลังงานทางเลือกที่มีความมั่นคงและยั่งยืนมากขึ้นในระยะยาว

 

ช่องแคบฮอร์มุซ

 

 

ดร.ณัทกฤช อภิภูชยะกุล คอลัมนิสต์ด้านพลังงาน/พลังงานสะอาด Posttoday Smart City

 

ข่าวล่าสุด

"ยศชนัน" สวมเสื้อลายดอก ร่วมเล่นน้ำฉลองสงกรานต์สีลม กระตุ้นเศรษฐกิจ