ไขคำตอบ สงครามตะวันออกกลางกับโครงสร้างราคาน้ำมันไทย ทำไมราคาหน้าปั๊มจึงผันผวน?
ความตึงเครียดอิสราเอล–อิหร่านอาจดันราคาน้ำมันโลกผันผวน แต่ราคาหน้าปั๊มไทยไม่ได้ขึ้นตามทันที บทวิเคราะห์โครงสร้างราคาน้ำมันไทยว่าอะไรคือปัจจัยที่กระทบจริงต่อผู้บริโภค
KEY
POINTS
- ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลโดยตรงต่อ "ต้นทุนเนื้อน้ำมัน" ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของราคาขายปลีกในไทย เนื่องจากไทยเป็นผู้นำเข้าน้ำมันและอ้างอิงราคาจากตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นทันที
- ราคาหน้าปั๊มไม่ได้มีแค่ต้นทุนน้ำมัน แต่ยังรวมถึงโครงสร้างภายในประเทศอย่าง "ภาษี" (เช่น ภาษีสรรพสามิต) และ "เงินกองทุนน้ำมัน" ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่กำหนดราคาขายปลีกสุดท้าย
- ความผันผวนของราคาถูกบริหารจัดการโดยภาครัฐผ่านกลไก "กองทุนน้ำมัน" ที่ช่วยพยุงราคา และการพิจารณา "ลดภาษี" ชั่วคราวเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนในระยะสั้น
สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่าง อิสราเอล อิหร่าน รวมถึงบทบาทของ สหรัฐอเมริกา ที่เข้ามาเกี่ยวข้องในภูมิรัฐศาสตร์ของภูมิภาคตะวันออกกลางได้กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลก
โพสต์ทูเดย์ Smart City ชวนคิดวิเคราะห์ ว่าหากสงครามยืดเยื้อหรือบานปลาย จะส่งผลต่อราคาพลังงานในไทยมากแค่ไหน สิ่งสำคัญคือ เราจำเป็นต้องย้อนกลับไปดู โครงสร้างราคาน้ำมันของไทย ก่อนว่าแท้จริงแล้วราคาน้ำมันที่ผู้บริโภคเห็นหน้าปั๊มประกอบด้วยอะไรบ้าง
ประเทศไทยได้ยกเลิกการกำหนดราคาน้ำมันโดยรัฐมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 ทำให้ราคา ณ โรงกลั่นและราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นอยู่กับกลไกการแข่งขันของตลาดเสรี โดยตัวเลขราคา ณ โรงกลั่นที่เผยแพร่ในโครงสร้างราคาน้ำมัน เป็นเพียงราคาที่คำนวณตามหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เพื่อใช้เป็นข้อมูลอ้างอิง มิใช่ราคาซื้อขายจริงในตลาด (อ่านเพิ่มเติมได้จากบทความ: โครงสร้างราคาน้ำมันของไทยและปัจจัยสำคัญที่ราคาสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน)
โดยทั่วไป ราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงของไทยประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่
- ราคา ณ โรงกลั่น หรือ ต้นทุนเนื้อน้ำมันสำเร็จรูป
- ภาษี ที่รัฐจัดเก็บ
- กองทุนน้ำมันและกองทุนพลังงาน
- ค่าการตลาดของผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมัน
เมื่อเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง เรามาชวนคิดวิเคราะห์ว่าปัจจัยเหล่านี้จะได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง?
1. ต้นทุนเนื้อน้ำมันหรือราคา ณ โรงกลั่น ซึ่งเป็นส่วนที่ไวต่อสถานการณ์โลกมากที่สุด ประเทศไทย มาเลเซีย หรือประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ล้วนใช้อ้างอิงราคาน้ำมันจาก ตลาดสิงคโปร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าพลังงานของภูมิภาค ราคาน้ำมันในตลาดดังกล่าวจึงสะท้อนอุปสงค์และอุปทานของตลาดโลกโดยตรง
หากความตึงเครียดในตะวันออกกลางกระทบต่อการผลิตหรือการขนส่งน้ำมัน เช่น ความเสี่ยงต่อเส้นทางเดินเรือสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกก็มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นทันที และจะส่งผ่านมายังราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดสิงคโปร์ ซึ่งท้ายที่สุดจะสะท้อนมายังต้นทุนเนื้อน้ำมันของไทยด้วย
นอกจากนี้ ไทยยังเป็นประเทศที่ต้อง นำเข้าน้ำมันดิบเป็นหลัก เนื่องจากทรัพยากรภายในประเทศมีจำกัด ต้นทุนจึงขึ้นอยู่กับตลาดโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อีกทั้งยังมีปัจจัยด้านคุณภาพน้ำมัน เช่น มาตรฐานยูโร 4 และการผสมเชื้อเพลิงชีวภาพอย่างเอทานอลและไบโอดีเซล ซึ่งมีต้นทุนสูงกว่าน้ำมันทั่วไป ทำให้ราคาพื้นฐานของไทยสูงกว่าบางประเทศเพื่อนบ้าน
2. ภาษี ซึ่งรวมถึงภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีเทศบาล ภาษีเหล่านี้เป็นรายได้สำคัญของรัฐในการบริหารประเทศ เนื่องจากไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ ต่างจากประเทศผู้ผลิตน้ำมันอย่างมาเลเซียที่มีรายได้จากการส่งออกพลังงาน
ในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น รัฐบาลอาจพิจารณาปรับลดภาษีบางส่วนชั่วคราวเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งในช่วงวิกฤตราคาพลังงานที่ผ่านมา เช่น การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลชั่วคราว แต่อย่างไรก็ตาม การปรับลดภาษีมักถูกใช้เป็นมาตรการระยะสั้นมากกว่าการปรับโครงสร้างถาวร
3. กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งทำหน้าที่คล้ายกลไกเพื่อบรรเทาความผันผวนของราคาน้ำมัน ในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกสูง เงินกองทุนน้ำมันอาจถูกนำมาใช้เพื่อชะลอการปรับขึ้นราคาขายปลีกในระยะสั้นเพื่อลดค่าครองชีพของประชาชน
แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ กองทุนน้ำมันของไทยอาจต้องแบกรับภาระมากขึ้น และอาจต้องมีการทยอยปรับราคาขายปลีกเพื่อรักษาเสถียรภาพของกองทุนในระยะยาว การตรึงราคาจะไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ และท้ายที่สุดราคาขายปลีกจะต้องสะท้อนต้นทุนจริงของตลาด
4. ค่าการตลาด (Marketing Margin) ซึ่งเป็นกำไรขั้นต้นของผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันก่อนหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าขนส่ง ค่าพนักงาน ค่าสาธารณูปโภค ค่าเช่าที่ดิน รวมไปถึงค่าการตลาดของผู้ให้บริการแต่ละราย ค่าการตลาดจึงมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ตามต้นทุนเนื้อน้ำมันและราคาน้ำมันในตลาดโลก
โดยปกติแล้ว แนวทางการพิจารณาค่าการตลาดอ้างอิงของสำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) จะพิจารณาในภาพรวมของน้ำมันทุกชนิดเพราะสถานีบริการน้ำมันไม่ได้จำหน่ายน้ำมันเพียงชนิดเดียว ทั้งน้ำมันดีเซลและเบนซินก็มีหลายสูตรหลายส่วนผสมให้ทางลูกค้าเลือกบริโภค
อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมค่าการตลาดมักไม่ได้เป็นตัวแปรหลักที่ทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นในช่วงวิกฤตพลังงาน เพราะสัดส่วนของค่าการตลาดในโครงสร้างราคาน้ำมันมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับต้นทุนเนื้อน้ำมัน
ดังนั้น ทุกครั้งที่เกิดข่าวความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีผลต่อตลาดพลังงานโลก สิ่งที่ผู้บริโภคควรให้ความสนใจ ไม่ใช่เพียงราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเท่านั้น แต่ควรพิจารณา โครงสร้างราคาน้ำมัน ควบคู่ไปด้วยทั้งระบบ เพราะราคาน้ำมันหน้าปั๊มของไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลรวมของทั้งตลาดพลังงานโลกและนโยบายพลังงานภายในประเทศ ที่ทำงานร่วมกัน
เหตุการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อองค์ประกอบแรกของโครงสร้างราคา คือ ต้นทุนเนื้อน้ำมัน ผ่านราคาน้ำมันโลก ขณะที่องค์ประกอบอื่น ๆ เช่น ภาษี กองทุน และค่าการตลาด เป็นกลไกภายในประเทศที่สามารถใช้ปรับสมดุลเพื่อลดความผันผวนของราคาพลังงานได้ในระยะสั้น


