ส่อง 5 “เมืองไม่ง้อพลังงานฟอสซิล” ที่เข้าใกล้พลังงานสะอาด 100% ที่สุด (2)
จาก Reykjavík ถึง Masdar City ภาพของโลกยุคใหม่เริ่มชัดขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มนุษย์สามารถสร้างเมืองที่ใช้พลังงานสะอาดเกือบทั้งหมดได้จริง!
KEY
POINTS
- มาสดาร์ซิตี้ (UAE) เป็นเมืองต้นแบบที่ถูกออกแบบใหม่ทั้งหมดให้เป็นเมืองปลอดคาร์บอนตั้งแต่แรก โดยเน้นใช้พลังงานแสงอาทิตย์และสถาปัตยกรรมที่ประหยัดพลังงาน เพื่อเป็นห้องทดลองสำหรับเมืองแห่งอนาคต
- ซองโด (เกาหลีใต้) นำเสนอแนวทาง "เมืองอัจฉริยะ" ที่มุ่งลดความต้องการใช้พลังงานตั้งแต่ต้นทาง ผ่านเทคโนโลยีขั้นสูง การออกแบบอาคารประหยัดพลังงาน และระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพ
- ทั้งสองเมืองแสดงให้เห็นกลยุทธ์ที่แตกต่างกันในการก้าวสู่พลังงานสะอาด โดยเมืองหนึ่งเน้นการสร้างแหล่งพลังงานหมุนเวียนใหม่ทั้งหมด ในขณะที่อีกเมืองเน้นการลดการใช้พลังงานผ่านเทคโนโลยี ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญสำหรับเมืองยุคใหม่
จาก Reykjavík ถึง Masdar City ภาพของโลกยุคใหม่เริ่มชัดขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มนุษย์สามารถสร้างเมืองที่ใช้พลังงานสะอาดเกือบทั้งหมดได้จริง และบางแห่งก้าวไปถึงจุดที่ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 100% แล้ว แต่เส้นทางสู่ “เมืองไร้ฟอสซิลโดยสมบูรณ์” ยังไม่สิ้นสุด เพราะความท้าทายสำคัญไม่ได้อยู่แค่การผลิตไฟฟ้า แต่ขยายไปถึงระบบการขนส่งที่ยังพึ่งพาน้ำมัน อุตสาหกรรมที่ต้องใช้พลังงานเข้มข้น และเทคโนโลยีการกักเก็บพลังงานที่ยังไม่สมบูรณ์แบบ แม้จะยังไม่มีเมืองใดในโลกที่ปลอดฟอสซิลได้ทุกมิติ
แต่เมืองเหล่านี้คือหลักฐานสำคัญว่ามนุษยชาติกำลังค่อย ๆ เดินออกจากยุคพลังงานเต่าล้านปี ผ่านการเปลี่ยนแปลงทีละระบบ ทีละนโยบาย และทีละการตัดสินใจ และคำถามสำคัญในวันนี้อาจไม่ใช่ “เราทำได้ไหม” หากแต่เป็น “เราจะไปถึงจุดนั้นได้เร็วแค่ไหน”
โพสต์ทูเดย์ Smart City ชวนสำรวจ 5 เมืองที่ถูกยกเป็นกรณีศึกษาสำคัญที่สุดของโลก ต่อจาก 3 เมืองก่อนหน้านี้ คือ เรคยาวิก (ไอซ์แลนด์) เบอร์ลิงตัน (สหรัฐอเมริกา) และ โคเปนเฮเกน (เดนมาร์ก) (ต่อจากบทความก่อนหน้านี้: ส่อง 5 “เมืองไม่ง้อพลังงานฟอสซิล” ที่เข้าใกล้พลังงานสะอาด 100% ที่สุด (1))
อันดับ 4: Masdar City (มาสดาร์ซิตี้) อาบูดาบี, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
ห้องทดลองเมืองอนาคตในทะเลทราย เมืองแห่งอนาคตที่ถูกออกแบบให้ไร้ฟอสซิลตั้งแต่แรก
Masdar City คือความพยายามสร้าง “เมืองใหม่ทั้งเมือง” ที่ไม่พึ่งพาฟอสซิล โครงการเริ่มต้นในปี 2006 ด้วยเป้าหมายเป็นเมืองคาร์บอนเป็นศูนย์ ใช้พลังงานหมุนเวียนทั้งหมด โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ อาคารในเมืองถูกออกแบบให้ใช้พลังงานน้อยลงอย่างน้อย 40% ผ่านเทคโนโลยีและการออกแบบภูมิอากาศ ขณะที่ระบบขนส่งใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและแนวคิดเมืองเดินได้
แต่ในโลกความเป็นจริง Masdar City ยังไม่สามารถเป็น “เมืองศูนย์คาร์บอนเต็มรูปแบบ” ได้ เนื่องจากยังต้องเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าภายนอก และโครงการยังอยู่ระหว่างการพัฒนา เมืองจึงยังเป็นทั้ง “ต้นแบบ” และ “บทเรียน” ของความยากในการสร้างเมืองไร้ฟอสซิล
หากมองหาเมืองที่ “ตั้งใจจะไม่พึ่งฟอสซิลตั้งแต่วันแรก” Masdar City คือคำตอบที่ชัดที่สุด เมืองนี้ตั้งอยู่ใน Abu Dhabi และเริ่มพัฒนาในปี 2006 ด้วยวิสัยทัศน์ที่จะเป็นหนึ่งในเมืองคาร์บอนต่ำที่สุดในโลก ภายใต้การผลักดันของ Masdar ซึ่งเป็นบริษัทพลังงานสะอาดของรัฐ
สิ่งที่ทำให้ Masdar City แตกต่างคือการออกแบบ “ทั้งเมือง” ให้ทำงานเหมือนระบบพลังงานประสิทธิภาพสูง อาคารถูกจัดวางให้รับลมธรรมชาติ ลดการใช้เครื่องปรับอากาศในสภาพอากาศร้อนจัดของทะเลทราย ถนนถูกออกแบบให้แคบและมีเงาบังแดด เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เย็นลงโดยไม่ต้องใช้พลังงานเพิ่ม ขณะเดียวกันยังมีการนำแนวคิดสถาปัตยกรรมอาหรับดั้งเดิม เช่น หอจับลม (wind tower) กลับมาใช้ร่วมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่
หอจับลมของเมืองมาสดาร์ ที่สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาสดาร์ (MIST) ก่อตั้งขึ้นโดยความร่วมมือกับสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) เป็นศูนย์กลางสำหรับสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการวิจัยระดับบัณฑิตศึกษาในการค้นหาโซลูชัน "สีเขียว" ที่สร้างผลกำไรทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและเชิงพาณิชย์ ในฐานะผู้เช่ารายแรกของเมืองมาสดาร์ เมืองที่ยั่งยืนตามแผนของอาบูดาบี วิทยาเขตแห่งนี้ได้รับการออกแบบโดยมีองค์ประกอบด้านสิ่งแวดล้อมทั้งแบบพาสซีฟและแอคทีฟหลากหลายรูปแบบ
หากใครยังไม่รู้ หอจับลมที่ว่านี้เป็นเทคโนโลยีโบราณที่ใช้ “ดักลมและระบายอากาศ” เพื่อทำให้อาคารเย็นลง โดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้าเลย หอจับลมจะตั้งสูงเหนืออาคาร แล้วทำหน้าที่เหมือน “ปล่องรับลม” โดยลมเย็นจากด้านบนจะถูกดึงเข้ามาในหอ ก่อนจะไหลลงสู่ภายในอาคาร แล้วอากาศร้อนด้านในจะถูกดันออกไป เกิดการไหลเวียนอากาศตามธรรมชาติ (natural ventilation)
ในด้านพลังงาน เมืองพึ่งพาแหล่งพลังงานหมุนเวียนเป็นหลัก
โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์จากทั้งแผงโซลาร์บนหลังคาและฟาร์มโซลาร์ขนาดใหญ่รอบเมือง ระบบไฟฟ้าถูกออกแบบให้เชื่อมโยงกับ smart grid เพื่อบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และลดการสูญเสียให้น้อยที่สุด
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือระบบขนส่ง Masdar เคยถูกวางแผนให้เป็น “เมืองไร้รถยนต์” โดยใช้ระบบ Personal Rapid Transit หรือรถไฟฟ้าไร้คนขับขนาดเล็กวิ่งใต้เมือง แม้ในความเป็นจริงระบบนี้จะถูกใช้งานเพียงบางส่วน แต่ก็สะท้อนแนวคิดของการลดการพึ่งพารถยนต์ส่วนบุคคลอย่างจริงจัง ปัจจุบันเมืองยังคงเน้นการใช้รถไฟฟ้า ทางเดิน และพื้นที่ที่ออกแบบให้เดินได้
Masdar City ยังเป็นศูนย์กลางด้านการวิจัยและนวัตกรรม โดยมี Masdar Institute (ปัจจุบันรวมกับมหาวิทยาลัยอื่น) ทำหน้าที่พัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดและความยั่งยืน ทำให้เมืองนี้ไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย แต่เป็น “ฐานทดลอง” สำหรับอนาคตของเมืองทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม ในโลกความเป็นจริง Masdar City ยังไม่สามารถเป็นเมืองปลอดฟอสซิล 100% ได้ เนื่องจากยังต้องพึ่งพาโครงข่ายพลังงานภายนอกบางส่วน และการพัฒนาเมืองยังไม่เสร็จสมบูรณ์ตามแผนเดิมที่คาดว่าจะแล้วเสร็จเร็วกว่า แต่ถึงแม้จะยังไม่ถึงเป้าหมายสูงสุด Masdar ก็ยังคงเป็นหนึ่งในต้นแบบที่สำคัญที่สุดของโลก ที่แสดงให้เห็นว่า “การออกแบบเมืองใหม่ทั้งระบบ” คือหนึ่งในกุญแจสำคัญของการก้าวสู่ยุคพลังงานสะอาดอย่างแท้จริง
อันดับ 5: Songdo (ซองโด) เกาหลีใต้
เมืองอัจฉริยะที่ลดการใช้พลังงานผ่านเทคโนโลยี
Songdo คือเมืองอัจฉริยะ (Smart City) แห่งใหม่ในประเทศเกาหลีใต้ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสนามบินอินชอน เมืองนี้ไม่ได้ผลิตพลังงานสะอาด 100% แต่โดดเด่นในอีกมิติคือการ “ลดการใช้พลังงานตั้งแต่ต้นทาง” เมืองนี้ถูกสร้างขึ้นใหม่พร้อมระบบ smart city เต็มรูปแบบ ตั้งแต่การจัดการขยะอัตโนมัติ ไปจนถึงอาคารประหยัดพลังงาน แนวคิดของ Songdo คือ การทำให้เมือง “ใช้พลังงานน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” ก่อนจะเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด แม้ยังไม่ใช่เมืองไร้ฟอสซิล แต่มันคือภาพของ “เมืองประสิทธิภาพสูง” ในอนาคต
หากเมืองอย่าง Reykjavík โดดเด่นด้าน “แหล่งพลังงาน” และ Burlington เด่นด้าน “นโยบายพลังงาน” Songdo คืออีกแนวทางหนึ่งที่ต่างออกไปอย่างชัดเจน นั่นคือการแก้ปัญหาตั้งแต่ “ต้นทาง” ด้วยการออกแบบเมืองใหม่ทั้งระบบให้ใช้พลังงานน้อยที่สุดตั้งแต่แรก
Songdo ตั้งอยู่ในเขตอินชอน และถูกสร้างขึ้นบนพื้นที่ถมทะเลตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 2000 โดยเป็นหนึ่งในโครงการ smart city ที่ทะเยอทะยานที่สุดของโลก เมืองนี้ไม่ได้เริ่มจากโครงสร้างเดิมเหมือนเมืองทั่วไป แต่ถูก “วางผังใหม่ทั้งหมด” ด้วยแนวคิดความยั่งยืน เทคโนโลยี และคุณภาพชีวิตที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ
หัวใจของ Songdo คือการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ อาคารส่วนใหญ่ในเมืองได้รับมาตรฐาน LEED (Leadership in Energy and Environmental Design) ซึ่งหมายถึงการออกแบบให้ประหยัดพลังงาน ใช้แสงธรรมชาติ และลดการสูญเสียพลังงานผ่านระบบฉนวนและการระบายอากาศ นอกจากนี้ อาคารยังติดตั้งระบบควบคุมอัจฉริยะที่สามารถปรับแสง อุณหภูมิ และการใช้ไฟฟ้าแบบเรียลไทม์ตามการใช้งานจริงของผู้อยู่อาศัย
หนึ่งในนวัตกรรมที่โดดเด่นที่สุดของ Songdo คือ “ระบบจัดการขยะอัตโนมัติ” ที่ไม่มีรถขยะวิ่งในเมืองเลย ขยะจากบ้านเรือนจะถูกดูดผ่านท่อใต้ดินไปยังศูนย์กำจัดกลางโดยตรง ลดทั้งมลพิษ เสียงรบกวน และการใช้พลังงานจากการขนส่ง นี่เป็นตัวอย่างของการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยลดการใช้พลังงานแบบแฝง (indirect energy use) ซึ่งมักถูกมองข้ามในเมืองทั่วไป
ในด้านการเดินทาง Songdo ถูกออกแบบให้เป็น “เมืองเดินได้” (walkable city) โดยมีพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่และโครงข่ายทางจักรยานครอบคลุม เมืองยังเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะ เช่น รถไฟใต้ดินและรถบัส เพื่อให้ประชาชนลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งใช้พลังงานฟอสซิลหลักของเมืองสมัยใหม่
อีกองค์ประกอบสำคัญคือการรวมศูนย์ข้อมูล เมือง Songdo ใช้ระบบ Internet of Things (IoT) เชื่อมโยงอาคาร ถนน และบริการสาธารณะเข้าด้วยกัน ทำให้สามารถวิเคราะห์และปรับปรุงการใช้พลังงานได้อย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น ระบบไฟถนนที่ปรับความสว่างตามจำนวนคน หรือระบบจราจรที่ลดเวลารถติดเพื่อลดการใช้น้ำมันโดยไม่จำเป็น
อย่างไรก็ตาม แม้ Songdo จะถูกออกแบบมาอย่างล้ำสมัย เมืองนี้ยังไม่ได้ใช้พลังงานหมุนเวียน 100% และยังพึ่งพาโครงข่ายพลังงานหลักของประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งยังมีสัดส่วนของเชื้อเพลิงฟอสซิลอยู่ นั่นทำให้ Songdo ไม่ใช่ “เมืองไร้ฟอสซิล” ในเชิงพลังงาน แต่เป็นเมืองที่พยายามลด “ความต้องการพลังงาน” ลงให้มากที่สุดก่อน
ในภาพรวม Songdo จึงเป็นตัวแทนของแนวคิดใหม่ในการพัฒนาเมือง ไม่ใช่แค่เปลี่ยนแหล่งพลังงาน แต่ “เปลี่ยนวิธีใช้พลังงาน” ทั้งระบบ และนั่นอาจเป็นกุญแจสำคัญของเมืองในอนาคต ที่ไม่ได้เพียงสะอาดขึ้น แต่ยังฉลาดและมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย


