posttoday

ส่อง 5 “เมืองไม่ง้อพลังงานฟอสซิล” ที่เข้าใกล้พลังงานสะอาด 100% ที่สุด (1)

09 เมษายน 2569

สำรวจ 5 เมืองจริงของโลกที่เข้าใกล้พลังงานสะอาดที่สุด ตั้งแต่ Reykjavík ถึง Copenhagen กับเส้นทางลดพึ่งพาฟอสซิลอย่างเป็นรูปธรรม

KEY

POINTS

  • เรคยาวิก (ไอซ์แลนด์) เป็นเมืองที่เข้าใกล้การใช้พลังงานสะอาด 100% มากที่สุดในโลก โดยอาศัยทรัพยากรธรรมชาติอย่างพลังงานความร้อนใต้พิภพและพลังงานน้ำสำหรับไฟฟ้าและความร้อน แต่ยังคงมีความท้าทายในภาคการขนส่ง
  • เบอร์ลิงตัน (สหรัฐอเมริกา) พิสูจน์ให้เห็นว่าเมืองสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 100% ได้สำเร็จผ่านนโยบายระยะยาวและการจัดการโดยชุมชน โดยใช้พลังงานผสมผสานหลากหลายรูปแบบ เช่น ชีวมวล พลังน้ำ และลม
  • โคเปนเฮเกน (เดนมาร์ก) เป็นต้นแบบของเมืองใหญ่ที่มุ่งสู่การเป็นกลางทางคาร์บอน โดยไม่ได้พึ่งพาแค่เทคโนโลยีพลังงานลม แต่เน้นการออกแบบเมืองและวิถีชีวิตเพื่อลดการใช้ฟอสซิล เช่น การส่งเสริมการใช้จักรยานเป็นหลัก

ในยุคที่มนุษย์เริ่มตั้งคำถามกับพลังงานฟอสซิล พลังงานจากซากดึกดำบรรพ์อายุ “ล้านปี” เมืองกลายเป็นแนวหน้าของการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ จากศูนย์กลางการปล่อยคาร์บอน สู่การเป็นต้นแบบของระบบพลังงานสะอาดระดับโลก แม้วันนี้ “เมืองที่ไม่ใช้ฟอสซิลเลย 100% ทุกด้าน” ยังไม่มีจริง แต่มีหลายเมืองที่เข้าใกล้จุดนั้นได้อย่างน่าชื่นชม

 

โพสต์ทูเดย์ Smart City ชวนสำรวจ 5 เมืองที่ถูกยกเป็นกรณีศึกษาสำคัญที่สุดของโลก เริ่มกันเลย!

 

ส่อง 5 “เมืองไม่ง้อพลังงานฟอสซิล” ที่เข้าใกล้พลังงานสะอาด 100% ที่สุด (1)

 

อันดับ 1: Reykjavík (เรคยาวิก) ไอซ์แลนด์

เมืองหลวงที่ใช้พลังงานสะอาดแทบทั้งหมดของโลก

กลางดินแดนภูเขาไฟและน้ำแข็ง เมือง Reykjavík คือหลักฐานชัดเจนที่สุดว่า “เมืองไม่ง้อฟอสซิล” สามารถเกิดขึ้นได้จริงในระดับเมืองหลวง ระบบพลังงานของเมืองนี้ครอบคลุมทั้งไฟฟ้าและความร้อน โดยใช้พลังงานหมุนเวียน 100% จากพลังน้ำและพลังงานใต้พิภพ ซึ่งถูกนำมาใช้ตั้งแต่ทศวรรษ 1970 จนกลายเป็นโครงสร้างหลักของประเทศ

 

บ้านเรือนกว่า 90% ใช้ระบบทำความร้อนจากน้ำพุร้อนใต้ดิน และโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดถูกออกแบบให้พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติในประเทศโดยตรง อย่างไรก็ตาม แม้พลังงานในอาคารจะสะอาดเกือบทั้งหมด ภาคขนส่งยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของเมือง เพราะยังต้องพึ่งพาน้ำมันในระดับหนึ่ง

 

Reykjavík จึงไม่ใช่เมือง “ศูนย์ฟอสซิลสมบูรณ์” แต่เป็นเมืองที่เข้าใกล้ที่สุดในโลกปัจจุบัน

 

หัวใจของความสำเร็จนี้คือ “พลังงานใต้พิภพ” (geothermal energy) ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ไอซ์แลนด์มีอย่างมหาศาล เนื่องจากประเทศตั้งอยู่บนรอยต่อของแผ่นเปลือกโลก ทำให้ความร้อนจากใต้พื้นโลกสามารถถูกดึงขึ้นมาใช้ได้โดยตรง น้ำร้อนจากใต้ดินถูกสูบขึ้นมาแล้วส่งผ่านท่อไปยังบ้านเรือน โรงเรียน และอาคารต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นระบบทำความร้อน (district heating) ครอบคลุมมากกว่า 90% ของอาคารทั้งหมดในเมือง

 

ผลลัพธ์คือ Reykjavík แทบไม่ต้องใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในการให้ความร้อนเลย ซึ่งต่างจากเมืองหนาวส่วนใหญ่ในโลกที่ต้องพึ่งพาน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติอย่างหนักในฤดูหนาว นี่คือจุดที่ทำให้เมืองนี้ “แตกต่างแบบขาดลอย” ในเชิงโครงสร้างพลังงาน

 

อีกหนึ่งรายละเอียดที่น่าสนใจคือ “พลังงานในชีวิตประจำวัน” ของคนเมือง Reykjavík ไม่ได้ถูกจำกัดแค่ในบ้าน น้ำร้อนจากใต้พิภพยังถูกนำมาใช้ในสระว่ายน้ำกลางแจ้ง ฟุตบาทที่มีระบบละลายน้ำแข็ง ไปจนถึงการเกษตรในเรือนกระจก ซึ่งช่วยให้ประเทศสามารถปลูกพืชได้แม้อยู่ในเขตหนาวจัด

 

แต่แม้ Reykjavík จะดูเหมือนเป็นเมืองพลังงานสะอาดสมบูรณ์แบบ แต่ยังมีข้อจำกัดสำคัญในภาคการขนส่ง รถยนต์ส่วนบุคคลยังคงใช้น้ำมันเป็นหลัก แม้ว่ารัฐบาลไอซ์แลนด์จะมีแผนผลักดันรถยนต์ไฟฟ้าและพลังงานไฮโดรเจนมากขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ อุตสาหกรรมบางส่วน เช่น การบินและการขนส่งระหว่างประเทศ ก็ยังหลีกเลี่ยงฟอสซิลได้ยาก

 

สิ่งที่ทำให้ Reykjavík เป็นกรณีศึกษาที่สำคัญไม่ใช่แค่ “ตัวเลข 100%” แต่คือการแสดงให้เห็นว่า หากมีทรัพยากรที่เหมาะสมและมีการลงทุนระยะยาว เมืองสามารถสร้างระบบพลังงานที่สะอาด เสถียร และใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน

 

ในมุมหนึ่ง Reykjavík อาจเป็นเมืองที่ “โชคดี” จากภูมิศาสตร์ แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันคือหลักฐานว่า โลกไม่ได้ขาดทางเลือก เพียงแต่แต่ละเมืองต้องหาวิธีใช้ทรัพยากรของตัวเองให้เหมาะสมที่สุด เพื่อก้าวออกจากยุคพลังงานฟอสซิลอย่างแท้จริง

 

ส่อง 5 “เมืองไม่ง้อพลังงานฟอสซิล” ที่เข้าใกล้พลังงานสะอาด 100% ที่สุด (1)

 

อันดับ 2: Burlington (เบอร์ลิงตัน) สหรัฐอเมริกา

เมืองเล็กที่พิสูจน์ว่า 100% พลังงานสะอาด “ทำได้จริง”

หาก Reykjavík คือความสำเร็จจากธรรมชาติ Burlington คือชัยชนะของ “นโยบายและชุมชน” เมืองเล็กในรัฐเวอร์มอนต์แห่งนี้กลายเป็นเมืองแรกในสหรัฐฯ ที่ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 100% ได้สำเร็จ

 

ความสำเร็จของ Burlington ไม่ได้เกิดจากทรัพยากรธรรมชาติแบบ Reykjavík แต่เกิดจาก “การตัดสินใจเชิงนโยบายระยะยาว” ที่เริ่มต้นตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 20 เมืองค่อย ๆ ลดการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ แล้วหันไปลงทุนในพลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง จนในปี 2014 สามารถประกาศได้ว่า “ไฟฟ้าทั้งเมืองมาจากพลังงานหมุนเวียน 100%”

 

เบื้องหลังตัวเลขนี้คือระบบพลังงานที่หลากหลายและกระจายความเสี่ยงอย่างชาญฉลาด พลังน้ำจากเขื่อนในภูมิภาคนิวอิงแลนด์เป็นฐานสำคัญ ขณะที่พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ช่วยเสริมในช่วงเวลาที่เหมาะสม แต่สิ่งที่แตกต่างคือ “พลังงานชีวมวล” จากเศษไม้ในท้องถิ่น ซึ่งมีบทบาทสูงมาก เนื่องจากรัฐเวอร์มอนต์มีทรัพยากรป่าไม้จำนวนมาก โรงไฟฟ้าชีวมวลในเมือง เช่น McNeil Generating Station สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง ทำหน้าที่คล้ายโรงไฟฟ้าฐาน (baseload) ที่ช่วยชดเชยความไม่แน่นอนของพลังงานลมและแสงอาทิตย์

 

อีกจุดแข็งสำคัญของ Burlington คือการมีระบบไฟฟ้าที่ “บริหารโดยเมืองเอง” ผ่าน Burlington Electric Department ซึ่งเป็นหน่วยงานสาธารณะ ไม่ใช่บริษัทเอกชน โมเดลนี้เปิดโอกาสให้เมืองสามารถลงทุนระยะยาวในพลังงานสะอาดโดยไม่ต้องกังวลกับผลกำไรระยะสั้น และยังสามารถกำหนดนโยบายเพื่อช่วยประชาชน เช่น โครงการสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์บนหลังคา หรือการส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า

 

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของ Burlington ก็มีข้อถกเถียง โดยเฉพาะเรื่องการนับ “ชีวมวล” เป็นพลังงานสะอาด 100% เนื่องจากการเผาไม้ยังปล่อยคาร์บอนออกมา แม้ว่าจะถูกมองว่าเป็นวงจรคาร์บอนที่สามารถฟื้นฟูได้หากมีการจัดการป่าอย่างยั่งยืน อีกทั้งในบางช่วงเวลา เมืองยังต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากโครงข่ายภายนอก ซึ่งอาจมีพลังงานฟอสซิลผสมอยู่ แม้จะมีการชดเชยด้วยเครดิตพลังงานหมุนเวียนก็ตาม

 

ถึงกระนั้น Burlington ก็ยังคงเป็นตัวอย่างสำคัญของโลกในอีกมิติหนึ่ง ไม่ใช่เมืองที่ “สมบูรณ์แบบ” แต่เป็นเมืองที่แสดงให้เห็นว่า หากมีการบริหารจัดการที่ดี เมืองขนาดเล็กก็สามารถเปลี่ยนผ่านพลังงานได้จริง และที่สำคัญคือสามารถทำได้ “โดยไม่ต้องรออนาคต” แต่เริ่มได้จากสิ่งที่มีอยู่ในวันนี้

 

ส่อง 5 “เมืองไม่ง้อพลังงานฟอสซิล” ที่เข้าใกล้พลังงานสะอาด 100% ที่สุด (1)

 

อันดับ 3: Copenhagen (โคเปนเฮเกน) เดนมาร์ก

เมืองที่กำลังจะเป็น Net Zero เมืองแรกของโลก และเมืองหลวงที่ “ออกแบบวิถีชีวิต” ให้ลดฟอสซิล!

 

Copenhagen ไม่ได้เป็นเมืองที่ใช้พลังงานสะอาด 100% ในวันนี้ แต่ถูกยกให้เป็น “เมืองต้นแบบของโลก” ในการมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2025–2030

 

เมืองนี้ลงทุนมหาศาลในพลังงานลม (โดยเฉพาะ offshore wind) ระบบขนส่งจักรยาน และโครงข่ายพลังงานอัจฉริยะ เป้าหมายคือการลดการปล่อยคาร์บอนให้เหลือศูนย์ในระดับเมือง แม้ยังมีการใช้ฟอสซิลอยู่ แต่ Copenhagen แสดงให้เห็นว่า เมืองใหญ่สามารถ “เปลี่ยนทั้งระบบ” ได้จริงในระดับนโยบาย

 

ถ้า Reykjavík คือเมืองที่ได้เปรียบจากธรรมชาติ และ Songdo คือเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี Copenhagen คือกรณีศึกษาที่โดดเด่นที่สุดของโลกในด้าน “การออกแบบพฤติกรรมมนุษย์” ให้สอดคล้องกับพลังงานสะอาด

 

เมืองหลวงของเดนมาร์กแห่งนี้ตั้งเป้าหมายชัดเจนว่าจะเป็น “เมืองคาร์บอนเป็นศูนย์ (carbon neutral city)” ภายในช่วงปลายทศวรรษ 2020 ซึ่งถือว่าเร็วที่สุดแห่งหนึ่งในโลก และสิ่งที่ทำให้ Copenhagen แตกต่างคือ การไม่ได้พึ่งพาเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ปรับทั้ง “โครงสร้างเมือง + วิถีชีวิตประชาชน” ไปพร้อมกัน

 

หัวใจของระบบพลังงานใน Copenhagen คือ “พลังงานลม” โดยเดนมาร์กเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำด้านกังหันลมนอกชายฝั่ง (offshore wind) ไฟฟ้าจำนวนมากของเมืองมาจากฟาร์มกังหันลมในทะเลเหนือ ผสานกับพลังงานชีวมวลและพลังงานจากขยะ (waste-to-energy) ที่ถูกนำมาใช้ในโรงไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ หนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญคือ CopenHill โรงไฟฟ้าที่เปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน พร้อมสร้างลานสกีบนหลังคา กลายเป็นตัวอย่างของการผสาน “พลังงาน + พื้นที่สาธารณะ” อย่างสร้างสรรค์

 

ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน Copenhagen มีระบบทำความร้อนรวมศูนย์ (district heating) ที่ครอบคลุมบ้านเรือนส่วนใหญ่ของเมือง โดยใช้ความร้อนที่เหลือจากโรงไฟฟ้าและอุตสาหกรรมมาใช้ต่อ ทำให้ลดการสูญเสียพลังงานอย่างมหาศาล ระบบนี้ถือเป็นหนึ่งในเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพที่สุดในโลก และช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในภาคครัวเรือนได้อย่างมีนัยสำคัญ

 

แต่สิ่งที่ทำให้ Copenhagen “ต่างจริง” คือระบบขนส่ง เมืองนี้ถูกออกแบบให้จักรยานเป็นพระเอก มากกว่ารถยนต์ ปัจจุบันมีประชาชนมากกว่าครึ่งใช้จักรยานในการเดินทางไปทำงานหรือเรียนทุกวัน โครงข่ายเลนจักรยานถูกแยกจากถนนรถยนต์อย่างชัดเจน ปลอดภัย และเชื่อมต่อทั่วทั้งเมือง ส่งผลให้การใช้รถยนต์ลดลงอย่างมาก และช่วยลดการปล่อยคาร์บอนโดยตรง

 

นอกจากนี้ เมืองยังลงทุนในระบบขนส่งสาธารณะไฟฟ้า เช่น รถไฟฟ้า (metro) และรถบัสพลังงานสะอาด พร้อมตั้งเป้าให้ระบบขนส่งทั้งหมดปลอดการปล่อยคาร์บอนในอนาคต ขณะเดียวกันก็มีการใช้ smart grid และระบบจัดการพลังงานอัจฉริยะ เพื่อบาลานซ์การใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่มีความผันผวน

 

อย่างไรก็ตาม Copenhagen ยังไม่ใช่เมืองที่ปลอดฟอสซิล 100% เนื่องจากยังมีการใช้พลังงานจากชีวมวลและแหล่งอื่น ๆ ที่มีการปล่อยคาร์บอนอยู่ รวมถึงภาคการขนส่งบางส่วนและอุตสาหกรรมที่ยังเปลี่ยนผ่านไม่สมบูรณ์ แต่เมื่อพิจารณาในภาพรวม เมืองนี้ถือว่า “เข้าใกล้ความเป็นจริงของเมืองอนาคต” มากที่สุดแห่งหนึ่ง

 

Copenhagen จึงไม่ได้เป็นเพียงเมืองสีเขียว แต่เป็นบทพิสูจน์ว่า หากออกแบบเมืองให้เอื้อต่อพฤติกรรมที่ยั่งยืน มนุษย์ก็สามารถใช้ชีวิตโดยพึ่งพาพลังงานฟอสซิลน้อยลงได้จริง ไม่ใช่เพราะถูกบังคับ แต่เพราะมัน “สะดวกกว่า” และ “ดีกว่า” ในทุกมิติ

 

ข่าวล่าสุด

ดอนเมืองพร้อมรับสงกรานต์ คาดผู้โดยสารทะลุ 1 ล้าน ชูไฮเทคยกระดับ World Class