
วิกฤตพลังงานระดับ 2 เริ่มกระทบซัพพลาย เปิดต้นทุนแฝงที่ตลาดไม่สะท้อน
พลังงาน เตือนโลกกำลังขยับสู่วิกฤตพลังงานระดับ 2 แม้ยังจัดหาน้ำมันได้ แต่ต้นทุนพุ่งจาก “ค่าพรีเมียม ประกันภัย และค่าระวางเรือ” ที่ไม่สะท้อนในราคาตลาด
นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวในงานเสวนา ROUND TABLE “ฝ่าวิกฤตพลังงาน ทางรอดประเทศไทย” ว่า วิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นแบ่งได้ 3 ระดับ โดยขณะนี้โลกกำลังเคลื่อนสู่ระดับ 2 ที่เริ่มกระทบซัพพลาย แม้ยังจัดหาได้ แต่ต้องเผชิญต้นทุนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
วิกฤตระดับ 1 เป็นเพียงความตื่นตระหนก ที่ยังไม่กระทบภาพรวมการจัดหาน้ำมัน ขณะที่ระดับ 2 เริ่มกระทบซัพพลาย ทำให้ราคาพุ่งสูง ส่วนระดับ 3 เป็นภาวะวิกฤตรุนแรง ขาดแคลนจนไม่สามารถจัดหาได้ แม้มีเงินก็หาซื้อไม่ได้
ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาอยู่ที่ความเสี่ยงเส้นทางขนส่งพลังงาน โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซที่น้ำมันหายไปจากระบบถึง 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ตลาดโลกที่ก่อนหน้านี้อยู่ภาวะโอเวอร์ซัพพลายทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) พลิกกลับทันที ราคาที่เคยทรงตัว 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับตัวสูงขึ้นเร็ว
สิ่งที่ไม่ถูกสะท้อนชัดในตลาดเป็นต้นทุนแฝงที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ ค่าประกันภัย และค่าระวางเรือ ซึ่งล้วนกดดันต่อราคาพลังงานปลายทางแต่กลับไม่ถูกพูดถึงเท่าที่ควร
สำหรับประเทศไทยยอมรับว่า รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากประมาณ 50% ของการนำเข้าน้ำมันดิบของประเทศไทยนั้นมาจากตะวันออกกลางผ่านทางช่องแคบฮอร์มุช ทำให้ต้องเร่งกระจายความเสี่ยงไปแหล่งนำเข้าอื่น แม้ยังจัดหาได้ แต่เผชิญข้อจำกัดด้านคุณภาพน้ำมันดิบที่เหมาะสมกับกระบวนการกลั่นในประเทศ
นายวีรพัฒน์ กล่าวว่า ปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลเฉลี่ยเดือนมีนาคมอยู่ที่ประมาณ 83 ล้านลิตรจากช่วงก่อนสงครามที่อยู่ที่ประมาณ 67 ล้านลิตร ขณะที่การใช้น้ำมันเบนซินเฉลี่ยเดือนมีนาคมอยู่ที่ประมาณ 35 ล้านลิตรจากช่วงก่อนสงครามที่ประมาณ 33 ล้านลิตร
การจัดหาน้ำมันที่มีคุณภาพสอดคล้องโครงสร้างโรงกลั่นจึงเป็นโจทย์สำคัญ แต่หากสถานการณ์ลุกลามสู่ระดับ 3 ประเทศอาจต้องรับทุกแหล่งโดยไม่สามารถเลือกคุณภาพได้ ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองรวมในคลัง ถังและเรือที่ทำสัญญาไว้ล่วงหน้าเพียงพอใช้ 104 วัน โดยภาครัฐจัดหาน้ำมันเข้าระบบได้ต่อเนื่อง
ยืนยันว่า ปัจจุบันน้ำมันยังมีเพียงพอ แต่ปัญหาอยู่ที่การบริหารจัดการและการกระจาย หากเกิดภาวะตื่นตระหนกจะทำให้น้ำมันไหลออกจากระบบเร็วกว่าปกติ จนเกิดภาพขาดแคลน
ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานยกระดับการติดตามสถานการณ์ผ่านระบบแดชบอร์ดน้ำมัน เพื่อตรวจสอบปริมาณการเคลื่อนไหวทั้งระบบแบบรายวัน โดยรายงานก่อนเวลา 18.00 น.ของทุกวัน ครอบคลุมคลังน้ำมัน โรงกลั่น สถานีบริการและภาคอุตสาหกรรม เพื่อจับสัญญาณผิดปกติ เช่น การกักตุนหรือการกระจายตัวที่ไม่สมดุล
หากพบสถานีบริการใดปิดจำหน่ายโดยอ้างว่าน้ำมันหมด ทั้งที่มีสัญญาณราคาจะปรับขึ้น สามารถแจ้งมาได้ทันทีจะส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบ
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าในภาวะราคาผันผวน ทำให้มีแรงจูงใจในการกักตุนเพื่อเก็งกำไร โดยเฉพาะเมื่อส่วนต่างราคาน้ำมันระหว่างในประเทศและต่างประเทศสูงถึงลิตรละกว่า 10 บาท ทำให้ต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบเส้นทางการกระจายสินค้า
ส่วนประเด็นโครงสร้างราคา โดยเฉพาะเรื่องค่าการกลั่น นายวีรพัฒน์ อธิบายว่า โรงกลั่นต้องเผชิญความท้าทายจากต้นทุนที่ซับซ้อนขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันดิบและราคาผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปเคลื่อนไหวต่างกัน ขณะที่ค่าการกลั่น (GRM) ต้องหักลบต้นทุนพรีเมียมและต้นทุนแฝงอื่น ส่งผลให้บางช่วงมาร์จิ้นสุทธิไม่สะท้อนรายได้แท้จริง โดยเฉพาะเบนซินที่ปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำและช่วงที่ผ่านมาก็เคยติดลบ
นอกจากนี้ พบพฤติกรรมเบี่ยงเบนการใช้น้ำมัน เช่น การนำน้ำมันภาคประมง (น้ำมันเขียว) มาใช้ภาคขนส่งบนบก รวมถึงปัญหาการกระจายตัวของน้ำมันไม่สมดุลระหว่างสถานีบริการรายใหญ่และกลุ่มจ็อบเบอร์ ซึ่งกระทบภาคเกษตรกรรมที่ต้องการใช้น้ำมันปริมาณสูง







