posttoday

เข้าใจง่ายๆ "ซูเปอร์เอลนีโญ" ปรากฏการณ์ทะเลร้อนผิดปกติ! คาดการณ์ได้ไหม?

24 มีนาคม 2569

ทำความเข้าใจซุปเปอร์เอลนีโญ ปรากฏการณ์ทะเลร้อนผิดปกติที่ส่งผลต่อฝนแล้ง น้ำท่วม เศรษฐกิจ และชีวิตผู้คนทั่วโลกอย่างรุนแรงและกว้างขวาง คาดการณ์ได้หรือไม่?

KEY

POINTS

  • "ซูเปอร์เอลนีโญ" คือปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรงเป็นพิเศษ โดยอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกสูงกว่าค่าเฉลี่ยเกิน 2 องศาเซลเซียส ซึ่งส่งผลให้สภาพอากาศแปรปรวนรุนแรงกว่าปกติทั่วโลก
  • ผลกระทบของซูเปอร์เอลนีโญไม่ได้จำกัดแค่ในมหาสมุทรแปซิฟิก แต่ขยายวงกว้างไปทั่วโลก ก่อให้เกิดภัยพิบัติรุนแรง เช่น ภัยแล้งหนัก น้ำท่วมใหญ่ และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจ
  • นักวิทยาศาสตร์สามารถคาดการณ์การเกิดเอลนีโญล่วงหน้าได้ 3-9 เดือน โดยใช้ข้อมูลดาวเทียมและแบบจำลองภูมิอากาศเพื่อติดตามอุณหภูมิน้ำทะเล แต่การพยากรณ์ความรุนแรงที่แม่นยำยังคงมีความท้าทาย

“ซูเปอร์เอลนีโญ” คือหนึ่งในปรากฏการณ์ทางภูมิอากาศที่ทรงอิทธิพลต่อโลกแบบสุดๆ  แต่หลายคนอาจยังไม่ค่อยเข้าใจว่า ทำไมอิมแพคหรือผลกระทบรุนแรงของมันถึงส่งไปถึงจุดเล็กๆ ของโลกทั้งใบได้อย่างทรงพลัง และยิ่งปีนี้จะไม่ใช่เอลนีโญธรรมดา หากคือระดับซูเปอร์! มันคืออะไร?

 

และเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น ที่เรียกว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ” เพราะเป็นเหตุการณ์ เอลนีโญ ที่มีความรุนแรงกว่าปกติมาก โดยหลักๆ มาจากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลใน มหาสมุทรแปซิฟิก ฝั่งตะวันออกสูงผิดปกติอย่างมาก (มักเกิน +2°C จากค่าเฉลี่ย)

 

ความร้อนที่เพิ่มขึ้นระดับนี้ทำให้ผลกระทบ “ขยายวง” และ “รุนแรงขึ้น” เช่น ภัยแล้งหนัก น้ำท่วมใหญ่ และอากาศแปรปรวนทั่วโลก จึงเติมคำว่า “ซูเปอร์” เพื่อสื่อว่าเป็นเอลนีโญระดับรุนแรงพิเศษนั่นเอง

 

ภาพอธิบายการเกิดเอลนีโญจาก สวทช.

 

โดยในภาวะทั่วไปของมหาสมุทรแปซิฟิก น้ำผิวทะเลฝั่งตะวันออก (ใกล้ทวีปอเมริกา) จะเย็นกว่า ขณะที่ฝั่งตะวันตก (ใกล้ออสเตรเลียและเอเชีย) จะอุ่นกว่าเล็กน้อย สภาพนี้สัมพันธ์กับปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ลานีญา แบบอ่อน ๆ ซึ่งกระแสลมค้า (trade winds) จะพัดพาน้ำอุ่นไปสะสมทางฝั่งตะวันตกอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ระบบภูมิอากาศค่อนข้างสมดุล

 

แต่เมื่อใดก็ตามที่กระแสลมค้านี้อ่อนกำลังลงอย่างผิดปกติ จะเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า เอลนีโญ ซึ่งทำให้น้ำอุ่นไม่ถูกพัดไปทางตะวันตก แต่กลับสะสมอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแปซิฟิกแทน ส่งผลให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณชายฝั่งอเมริกาใต้สูงขึ้นกว่าปกติอย่างชัดเจน

 

ปรากฏการณ์นี้มีผลกระทบเป็นลูกโซ่ เช่น ฝนตกหนัก น้ำท่วม และดินถล่มในประเทศอย่าง เปรู เอกวาดอร์ และ ชิลี ขณะเดียวกันฝั่งตะวันตก เช่น ออสเตรเลีย และหลายพื้นที่ในเอเชียกลับเผชิญภัยแล้งรุนแรง ไฟป่า และปัญหาหมอกควัน

 

เข้าใจง่ายๆ "ซูเปอร์เอลนีโญ" ปรากฏการณ์ทะเลร้อนผิดปกติ! คาดการณ์ได้ไหม?

 

คำว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ” ใช้เรียกเหตุการณ์เอลนีโญที่มีความรุนแรงเป็นพิเศษ

โดยวัดจากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยอย่างมาก (โดยทั่วไปมากกว่า +2°C ในบริเวณศูนย์สูตรแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออก) ซึ่งเหตุการณ์ระดับนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก ในประวัติศาสตร์

 

มีซูเปอร์เอลนีโญที่สำคัญ เช่น ปี 1982–83, 1997–98 และ 2015–16 โดยเฉพาะเหตุการณ์ปี 1997–98 ถือว่ารุนแรงที่สุดครั้งหนึ่ง มีผลกระทบทั่วโลกอย่างมหาศาล องค์กรอย่าง องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก และ องค์การนาซา รายงานว่า เหตุการณ์ครั้งนั้นก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจมากกว่า 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีผู้เสียชีวิตหลายหมื่นคนจากภัยพิบัติที่เกี่ยวข้อง เช่น น้ำท่วม พายุ และภัยแล้ง

 

ผลกระทบของซูเปอร์เอลนีโญไม่ได้จำกัดอยู่แค่บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก แต่ส่งผลต่อสภาพอากาศทั่วโลก เช่น ในบางส่วนของแอฟริกาอาจเกิดภัยแล้งรุนแรง ขณะที่บางพื้นที่ใน อเมริกาเหนือ และ ยุโรป อาจมีฤดูหนาวที่อุ่นขึ้นกว่าปกติ นอกจากนี้ยังส่งผลต่อระบบอาหารโลก เช่น การลดลงของผลผลิตทางการเกษตร (ข้าว ข้าวโพด ข้าวสาลี) และทรัพยากรประมง เนื่องจากน้ำอุ่นทำให้สารอาหารในทะเลลดลง ปลาอพยพหรือจำนวนลดลง ซึ่งกระทบโดยตรงต่อชุมชนประมง โดยเฉพาะในเปรูที่เป็นหนึ่งในแหล่งประมงสำคัญของโลก

 

ในแง่เศรษฐกิจ ซุปเปอร์เอลนีโญสามารถทำให้ราคาสินค้าเกษตรผันผวน เกิดความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน และเพิ่มความเสี่ยงต่อวิกฤตอาหารในหลายประเทศกำลังพัฒนา ขณะที่ในมิติสิ่งแวดล้อม ยังมีส่วนทำให้อุณหภูมิโลกเฉลี่ยสูงขึ้นชั่วคราว และอาจซ้ำเติมภาวะ ภาวะโลกร้อน ที่เกิดจากมนุษย์

 

ที่น่าสนใจคือ ปรากฏการณ์เอลนีโญถูกค้นพบโดยชาวประมงพื้นเมืองในเปรูตั้งแต่ราวศตวรรษที่ 17 พวกเขาสังเกตเห็นว่าน้ำทะเลอุ่นขึ้นผิดปกติในช่วงเดือนธันวาคม จึงตั้งชื่อว่า “El Niño de Navidad” หรือ “เด็กชายแห่งพระคริสต์” ซึ่งสะท้อนทั้งช่วงเวลาและความแปลกประหลาดของธรรมชาติที่เกิดขึ้น

 

ในปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์สามารถติดตามและคาดการณ์เอลนีโญได้ล่วงหน้าหลายเดือนผ่านข้อมูลดาวเทียมและแบบจำลองภูมิอากาศ แต่ความรุนแรงยังคงเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก และเมื่อเกิดระดับ “ซุปเปอร์” ขึ้นมา ก็หมายถึงผลกระทบที่อาจขยายวงกว้างทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

คาดการณ์การเกิด “ซูเปอร์เอลนีโญ” ได้ไหม?

การพยากรณ์จะอาศัยทั้งข้อมูลจริงจากทะเลและแบบจำลองคอมพิวเตอร์ขั้นสูง โดยหัวใจของการคาดการณ์อยู่ที่การติดตามอุณหภูมิผิวน้ำทะเลใน มหาสมุทรแปซิฟิก โดยเฉพาะบริเวณศูนย์สูตรตอนกลางและตะวันออก นักวิทยาศาสตร์จะใช้ค่าที่เรียกว่า “Oceanic Niño Index (ONI)” ถ้าอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ +0.5°C ต่อเนื่อง จะเริ่มเรียกว่า เอลนีโญ แต่ถ้าสูงเกิน +2°C ขึ้นไป จัดเป็นระดับรุนแรงหรือ “ซูเปอร์เอลนีโญ”

 

เครื่องมือสำคัญในการติดตาม ได้แก่ ดาวเทียม ทุ่นลอยตรวจวัดในทะเล (เช่นระบบ TAO/TRITON) และข้อมูลลม กระแสน้ำ และความกดอากาศ จากนั้นนำข้อมูลเหล่านี้เข้าสู่แบบจำลองภูมิอากาศ (climate models) เพื่อจำลองแนวโน้มล่วงหน้าได้ประมาณ 3–9 เดือน

 

อย่างไรก็ตาม การคาดการณ์ยังมี “ความไม่แน่นอน” อยู่ โดยเฉพาะช่วงที่เรียกว่า “spring predictability barrier” (ช่วงฤดูใบไม้ผลิของซีกโลกเหนือ) ซึ่งทำให้แบบจำลองทำนายได้ยากขึ้น นักวิทยาศาสตร์จึงต้องใช้หลายโมเดลร่วมกัน (ensemble forecast) เพื่อลดความคลาดเคลื่อน

 

หน่วยงานหลักที่ติดตามและประกาศการคาดการณ์ เช่น NOAA และ องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก โดยจะอัปเดตสถานการณ์เป็นระยะ เช่น รายเดือน เพื่อแจ้งเตือนประเทศต่าง ๆ ให้เตรียมรับมือ

 

สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ใช้ “ประเมินความเป็นซูเปอร์เอลนีโญ” ไม่ได้ดูแค่อุณหภูมิ แต่ยังรวมถึง

  • ความอ่อนกำลังของลมค้า (trade winds)
  • การเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำลึก (upwelling)
  • ปริมาณความร้อนสะสมใต้ผิวน้ำ (subsurface heat content)
  • หากปัจจัยเหล่านี้สอดคล้องกัน ก็มีโอกาสสูงที่เอลนีโญจะพัฒนาเป็นระดับรุนแรง

 

ทั้งนี้ ข้อมูลการคาดการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ” มาจากหน่วยงานวิทยาศาสตร์ระดับโลกที่มีความน่าเชื่อถือสูง โดยใช้ทั้งข้อมูลสังเกตจริงและแบบจำลองภูมิอากาศขั้นสูง เช่น

 

หนึ่งในแหล่งหลักคือ NOAA  (National Oceanic and Atmospheric Administration หรือ องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติของรัฐบาลสหรัฐฯ) ซึ่งระบุว่า การติดตามเอลนีโญใช้ดัชนี Oceanic Niño Index (ONI) วัดอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในแปซิฟิก หากสูงเกิน +0.5°C ต่อเนื่องถือว่าเข้าสู่ภาวะเอลนีโญ

 

แต่ถ้าเกินประมาณ +2.0°C จะจัดอยู่ในระดับ “รุนแรงมาก” หรือที่สื่อเรียกว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ” โดยข้อมูลในอดีต เช่น ปี 1997–98 และ 2015–16 มีค่า ONI สูงกว่า +2°C และก่อให้เกิดผลกระทบทั่วโลก

 

ด้าน องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก รายงานว่า แบบจำลองภูมิอากาศสมัยใหม่สามารถคาดการณ์เอลนีโญล่วงหน้าได้ประมาณ 3–6 เดือน และในบางกรณีอาจถึง 9 เดือน โดยใช้การรวมผลจากหลายแบบจำลอง (multi-model ensemble) เพื่อเพิ่มความแม่นยำ และลดความผิดพลาด

 

ขณะที่ NASA ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า นักวิทยาศาสตร์ใช้ทั้งข้อมูลดาวเทียมในการวัดอุณหภูมิผิวน้ำ ระดับน้ำทะเล และความร้อนใต้ผิวน้ำ รวมถึงติดตามการเปลี่ยนแปลงของลมค้า ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญในการพัฒนาเอลนีโญให้รุนแรงขึ้น

 

อีกประเด็นสำคัญจากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ เช่น Nature Climate Change พบว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ” เกิดไม่บ่อย (ประมาณทุก 10–20 ปี) แต่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในโลกที่อุณหภูมิสูงขึ้นจาก ภาวะโลกร้อน และอาจทำให้ความสุดขั้วของสภาพอากาศเพิ่มขึ้น

 

นอกจากนี้ รายงานของ IPCC ยังชี้ว่า แม้ยังไม่สามารถยืนยันได้ชัดเจนว่าเอลนีโญจะเกิดบ่อยขึ้น แต่ “ผลกระทบ” จากเอลนีโญมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น เนื่องจากพื้นฐานของอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นอยู่แล้ว

ข่าวล่าสุด

ส่งออก ก.พ. โต 9.9% ต่อเนื่อง 20 เดือน กางฉากทัศน์สงครามฉุดทั้งปี-3%