"ดิสนีย์แลนด์ไทย" โซเชียลเสียงแตก อยากให้เกิด แต่มีโจทย์ต้องเคลียร์?
เสียงโซเชียลส่วนใหญ่เชียร์ “ดิสนีย์แลนด์ ประเทศไทย” มองช่วยกระตุ้นท่องเที่ยว-เศรษฐกิจ แต่ตั้งเงื่อนไขชัดเรื่องนโยบายรัฐ สภาพอากาศ ราคาบัตร และเอกลักษณ์ไทยก่อนเดินหน้าโครงการ
KEY
POINTS
- เสียงส่วนใหญ่บนโซเชียลมีเดียสนับสนุนให้เกิด "ดิสนีย์แลนด์ไทย" เพราะคาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว แต่การสนับสนุนนี้มาพร้อมกับเงื่อนไขและข้อกังวลที่ต้องการความชัดเจน
- ประเด็นท้าทายสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมา ได้แก่ ความไม่เชื่อมั่นในนโยบายรัฐบาล, สภาพอากาศร้อนของไทยที่ไม่เหมาะกับสวนสนุกกลางแจ้ง และราคาบัตรเข้าชมที่อาจสูงเกินกำลังซื้อของคนในประเทศ
- นอกจากการถกเถียงเรื่องความเป็นไปได้ ยังมีการเสนอแนะเรื่องทำเลที่ตั้งที่หลากหลายนอกเหนือจากพื้นที่ EEC และความต้องการให้มีการผสมผสานเอกลักษณ์ความเป็นไทยเข้าไปในสวนสนุก
กระแสข่าวการดึงเมกะโปรเจกต์ระดับโลกอย่าง “ดิสนีย์แลนด์” เข้ามาลงทุนในประเทศไทย กลับมาสร้างแรงสั่นสะเทือนบนโลกออนไลน์อีกครั้ง แม้จะรู้ว่าส่วนหนึ่งคือ เครื่องมือในการหาเสียงที่ "เสียงดัง" พอควร โดยเฉพาะเมื่อมีการพูดถึงแนวคิดการตั้งโครงการในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ซึ่งถูกวางบทบาทให้เป็นหัวใจใหม่ของการยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว ชื่อของ Disneyland ในฐานะสวนสนุกธีมพาร์คระดับโลก ไม่ได้เป็นเพียงแหล่งท่องเที่ยว แต่เป็นสัญลักษณ์ของความบันเทิง ความฝัน และความทรงจำในวัยเด็กของผู้คนทั่วโลก ทุกครั้งที่ข่าวลือหรือแนวคิดเรื่องการขยายสาขามายังประเทศไทยถูกหยิบยกขึ้นมา แฟนคลับชาวไทยก็มักจับตาและถกเถียงกันอย่างเข้มข้นเสมอ
เพื่อถอดรหัสเสียงสะท้อนเหล่านี้ บริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด ได้รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากสื่อสังคมออนไลน์ผ่านเครื่องมือ dxt:360 (Social Listening) ในช่วงระหว่างวันที่ 22 ธันวาคม 2568 ถึง 20 มกราคม 2569 ครอบคลุมแพลตฟอร์มหลักอย่าง Facebook, Instagram, X และ Pantip ผลการวิเคราะห์สะท้อนให้เห็นว่า บทสนทนาเรื่อง “Disneyland ประเทศไทย” ไม่ได้หยุดอยู่แค่ความตื่นเต้นหรือความฝัน แต่เต็มไปด้วยการตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ โอกาส และอุปสรรคของโครงการในบริบทของประเทศไทย
TOP 4 ประเด็นฮิตที่ถูกพูดถึงมากที่สุดบนโซเชียล
1. ความเชื่อมั่นด้านนโยบายและโครงสร้างพื้นฐาน (39.4%) “การขายฝัน” ในช่วงใกล้การเลือกตั้ง
ข้อมูลจากโซเชียลชี้ให้เห็น 4 ประเด็นหลักที่ถูกพูดถึงมากที่สุด โดยประเด็นอันดับหนึ่งคือ ความเชื่อมั่นด้านนโยบายและโครงสร้างพื้นฐาน คิดเป็นสัดส่วนถึง 39.4% ของการกล่าวถึงทั้งหมด ชาวโซเชียลจำนวนไม่น้อยแสดงความกังวลต่อความต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐและเสถียรภาพทางการเมือง มีการตั้งข้อสังเกตว่าแนวคิดเรื่องดิสนีย์แลนด์อาจถูกใช้เป็นเพียง “การขายฝัน” ในช่วงใกล้การเลือกตั้ง พร้อมหยิบยกตัวอย่างเมกะโปรเจกต์อื่น ๆ ที่ยังล่าช้า เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน รวมถึงความห่วงใยเรื่องความโปร่งใสและการทุจริต ซึ่งอาจบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในระยะยาว
2. สภาพอากาศ (28.6%) คนต่อคิวเครื่องเล่นท่ามกลางแดดร้อนได้หรือไม่?
ประเด็นรองลงมาคือ สภาพอากาศของประเทศไทย คิดเป็น 28.6% ของการกล่าวถึง โดยสภาพอากาศร้อนจัดตลอดปีถูกมองว่าเป็นความท้าทายสำคัญของสวนสนุกกลางแจ้ง เสียงจากโซเชียลจำนวนมากตั้งคำถามว่า นักท่องเที่ยวจะสามารถยืนต่อคิวเครื่องเล่นท่ามกลางแดดร้อนได้หรือไม่ นำไปสู่ข้อเสนอเชิงสร้างสรรค์ เช่น การออกแบบสวนสนุกในรูปแบบ Indoor หรือโดมขนาดใหญ่ที่ควบคุมอุณหภูมิ เพื่อให้เหมาะสมกับบริบทภูมิอากาศของเมืองไทย
3.ค่าครองชีพ vs ราคาบัตรเข้าชม (23.8%)
ประเด็นด้านเศรษฐกิจและกำลังซื้อในประเทศ ตามมาติด ๆ ที่ 23.8% ของการกล่าวถึง ราคาบัตรเข้าชมที่ถูกคาดการณ์กันในโซเชียลว่าอาจอยู่ในช่วง 2,000–3,000 บาท กลายเป็นหัวข้อถกเถียงสำคัญเมื่อเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำและรายได้เฉลี่ยของคนไทย หลายความเห็นมองว่า หากพึ่งพากำลังซื้อในประเทศเพียงอย่างเดียว โครงการอาจไม่ยั่งยืนในระยะยาว จึงจำเป็นต้องออกแบบโครงสร้างราคาให้เหมาะสม และมีกลยุทธ์ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติควบคู่กันไป
4.เอกลักษณ์ความเป็นไทย (8.2%) มิกกี้เมาส์นุ่งโจงกระเบน มินนี่เมาส์ห่มสไบ?
ขณะที่ประเด็นสุดท้ายซึ่งแม้จะมีสัดส่วนเพียง 8.2% แต่กลับน่าสนใจไม่น้อย คือ เรื่องเอกลักษณ์ความเป็นไทย ชาวโซเชียลจำนวนหนึ่งเสนอว่า หากดิสนีย์แลนด์เกิดขึ้นจริงในไทย ควรมีการผสมผสานวัฒนธรรมไทยเข้าไปอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการนำธีมจากภาพยนตร์ “Raya and the Last Dragon” มาเป็นตัวแทนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือไอเดียเชิงสัญลักษณ์อย่างมิกกี้เมาส์นุ่งโจงกระเบน มินนี่เมาส์ห่มสไบ ไปจนถึงการสร้างโซนตลาดน้ำดิสนีย์ ซึ่งสะท้อนความต้องการเห็น “Disney in Thai Style” ที่สามารถนำเสนอวัฒนธรรมไทยสู่สายตาชาวโลกได้อย่างสร้างสรรค์
เสียงแตก? ส่วนใหญ่เชียร์ แต่มีเงื่อนไขที่ต้องเคลียร์!
เมื่อมองภาพรวมของบทสนทนาบนโลกออนไลน์ แม้จะมีเสียงกังวลในหลายมิติ แต่ทิศทางโดยรวมกลับสะท้อนการสนับสนุนมากกว่าการคัดค้าน
โดยฝั่งที่เห็นด้วยมีสัดส่วนถึง 75.7% ของการกล่าวถึง กลุ่มนี้มองว่า Disneyland จะเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ สร้างการจ้างงาน และยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้แข่งขันในเวทีโลกได้ ขณะที่ฝั่งที่ไม่เห็นด้วยซึ่งมีสัดส่วน 24.3% มองประเด็นเรื่องความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และเสนอว่ารัฐควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่มีอยู่เดิม หรือสร้างแลนด์มาร์กใหม่ที่สะท้อนอัตลักษณ์ไทยอย่างแท้จริงมากกว่า
ปักหมุด EEC แต่ทำเลอื่นก็ถูกพูดถึง
แม้ตามแผนแม่บทของภาครัฐจะมุ่งเป้าไปที่พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC (Eastern Economic Corridor) แต่เสียงจากโซเชียลสะท้อนว่ามีการพูดถึงทำเลศักยภาพกระจายไปยัง 6 โซนทั่วประเทศ โดยเรียงตามสัดส่วนการกล่าวถึง (Mention) ได้แก่
1.ภาคตะวันออก (31.5%): EEC ครอบคลุม 3 จังหวัด ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา โดดเด่นในเรื่องความพร้อมหลายด้าน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคม และความใกล้กรุงเทพฯ สะดวกสำหรับนักท่องเที่ยวที่พักในเมืองหลวง สามารถจัดโปรแกรมเที่ยวแบบวันเดียวกลับ (One-day trip) ได้สะดวก
2.ภาคเหนือ (21.8%): เชียงใหม่/เชียงราย เป็นตัวเลือกที่ชนะใจชาวโซเชียลด้านสภาพอากาศ โดยเฉพาะหาก Disneyland ไปตั้งที่เชียงใหม่ หรือบนดอย รวมถึงบรรยากาศที่มี Vibe ใกล้เคียงกับ Disneyland ปารีส และ โตเกียว
3.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (19.2%): เขาใหญ่/นครราชสีมา เป็นโลเคชันที่ถูกมองว่าเหมาะกับสวนสนุกกลางแจ้งเพราะมีอากาศเย็นสบาย และปลอดภัยจากภัยธรรมชาติ เพราะเขาใหญ่เป็นพื้นที่สูง ไม่มีความเสี่ยงเรื่องน้ำท่วม
นอกจากนี้ จังหวัดขอนแก่น ก็ติดหนึ่งในทำเลที่ถูกใจชาวโซเชียล ด้วยแนวคิดว่าเป็นจังหวัดใหญ่มีสนามบินนานาชาติ มีมหาวิทยาลัย และเป็นศูนย์กลางคมนาคมที่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวจาก สปป.ลาว และจีน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทันทีที่โครงการรถไฟความเร็วสูงดำเนินการแล้วเสร็จ
4.ภาคกลาง (14.5%): กรุงเทพฯ และปริมณฑล ชูจุดเด่นเรื่องความสะดวกในการเดินทางและความถี่ในการท่องเที่ยว โดยกลุ่มที่พูดถึงทำเลนี้มองข้ามเรื่องวิวทิวทัศน์ แต่ให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายเป็นปัจจัยสำคัญ
5. ภาคใต้ (8.4%): ภูเก็ต/กระบี่ ถูกพูดถึงในมุมศักยภาพของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติระดับพรีเมียม (Luxury Market) ที่มีกำลังซื้อสูง
6. ภาคตะวันตก (4.6%): ประจวบคีรีขันธ์/เพชรบุรี การกล่าวถึงของโซนนี้สะท้อนแนวคิดการกระจายความเจริญและการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ๆ อย่างคุ้มค่า เช่น สามารถเดินทางด้วยมอเตอร์เวย์สายใต้ (M81) ที่ช่วยย่นระยะเวลาการเดินทางมหาศาล และ สนามบินหัวหิน ซึ่งพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติได้ไม่แพ้ทำเลฝั่งตะวันออก
กระแส “Disneyland ประเทศไทย” บนโลกออนไลน์ สะท้อนความคาดหวังของสังคมที่ต้องการเห็นโครงการขนาดใหญ่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้เงื่อนไขด้านความชัดเจนของนโยบายภาครัฐ การออกแบบที่เหมาะสมกับบริบทของไทย และการบริหารจัดการอย่างยั่งยืน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าโครงการจะเกิดขึ้นหรือไม่ แต่คือ ไทยเราพร้อมแค่ไหนในการบริหารจัดการโปรเจกต์ระดับโลกให้ตอบโจทย์เศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว
ข้อมูลทั้งหมดที่นำมาวิเคราะห์หา Insight รวบรวมจาก dxt:360 (Social Listening and Media Monitoring Platform) ของบริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด โดยเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 22 ธันวาคม 2568 – 20 มกราคม 2569 จากแหล่งข้อมูล ได้แก่ Facebook, Instagram, X และ Pantip


