ฝุ่นไร้พรมแดน เมื่อไทยต้องมองจากอวกาศเพื่อแก้ PM2.5 อาเซียน
PM2.5 คร่าชีวิตประชาชนในอาเซียนปีละหลายหมื่นราย ไทยติดอันดับผลกระทบสูง ข้อมูลดาวเทียมและความร่วมมือข้ามพรมแดนจึงกลายเป็นทางรอดของภูมิภาค
KEY
POINTS
- ปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นวิกฤตมลพิษข้ามพรมแดนในอาเซียน ซึ่งเกิดจากการเผาในที่โล่งและเคลื่อนที่ตามกระแสลม ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถแก้ไขได้โดยลำพัง
- เทคโนโลยีอวกาศและข้อมูลดาวเทียมเป็นเครื่องมือสำคัญในการระบุจุดความร้อน (แหล่งกำเนิด) และติดตามการเคลื่อนตัวของกลุ่มควันอย่างแม่นยำ เพื่อใช้เป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน
- เป้าหมายคือการใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐานในการทูต (Science Diplomacy) เพื่อสร้างมาตรฐานข้อมูลร่วมกันในภูมิภาค และผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ปัญหาแทนการกล่าวโทษกัน
ปี 2026 ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ยังคงเป็นหนึ่งในวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงและซับซ้อนที่สุดของภูมิภาคอาเซียน และเป็นภาพสะท้อนชัดเจนว่าประเทศไทยไม่อาจแก้ปัญหานี้ได้เพียงลำพัง เพราะฝุ่นไม่รู้จักเส้นแบ่งเขตแดน มันเดินทางไปกับกระแสลมอย่างอิสระ จากพื้นที่เผาไหม้แห่งหนึ่งไปสู่ปอดของผู้คนในอีกประเทศหนึ่งได้ภายในเวลาไม่กี่วัน
ช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ข้อมูลจาก GISTDA ระบุว่า ประเทศไทยตรวจพบจุดความร้อนจากการเผาไหม้แล้วถึง 573 จุด โดยส่วนใหญ่กระจุกตัวในพื้นที่เกษตรกรรมและเขตป่าสงวน ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนสำคัญว่าหากทิศทางลมเอื้ออำนวย ควันจากการเผาเหล่านี้สามารถยกระดับ PM2.5 ในพื้นที่เมืองใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน ประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชามีจำนวนจุดความร้อนสูงถึง 1,283 จุด และเมียนมามากกว่า 671 จุด ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนประเด็นที่มาของคำว่า "มลพิษหมอกควันข้ามพรมแดน" (Transboundary Haze Pollution) ว่าไม่ใช่เพียงแนวคิดเชิงทฤษฎี แต่เป็นสถานการณ์จริงที่กำลังเกิดขึ้นในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง
กระแสลมตามฤดูกาล สายพานลำเลียงมลพิษ
ในอาเซียน ลมมรสุมมีอิทธิพลอย่างมาก กระแสลมทำหน้าที่เสมือนสายพานลำเลียงมลพิษ ในช่วงต้นปี ลมอาจพัดฝุ่นจากตอนบนของภูมิภาคลงสู่ตอนล่าง และในช่วงกลางปีอาจพัดจากตอนล่างขึ้นสู่ตอนบน เมื่อแหล่งกำเนิดการเผาเปลี่ยน ผู้รับผลกระทบก็เปลี่ยนตาม ประเทศต้นทางอาจสูญเสียพื้นที่ป่าและทรัพยากรธรรมชาติ ขณะที่ประเทศปลายทางต้องแบกรับต้นทุนด้านสุขภาพของประชาชนและงบประมาณสาธารณสุขในระยะยาว ปัญหานี้จึงไม่ใช่เรื่องที่สามารถชี้นิ้วกล่าวโทษกันได้อย่างตรงไปตรงมา และยิ่งไม่อาจแก้ไขด้วยความพยายามของประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง
ภาพรวมของข้อมูลในช่วงหลายปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นตรงกันว่า การเผาในที่โล่ง ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมพื้นที่เกษตรหรือไฟป่า เป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิด PM2.5 ที่สำคัญที่สุดของภูมิภาคอาเซียน ความพยายามแก้ไขปัญหาในระดับภูมิภาคจึงนำไปสู่การลงนามในข้อตกลง ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution หรือ AATHP ตั้งแต่ปี 2002 เพื่อสร้างกรอบความร่วมมือด้านการเฝ้าระวังและบรรเทาปัญหาหมอกควัน
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ ข้อตกลงดังกล่าวยังมีข้อจำกัดทั้งด้านกลไกบังคับใช้และการแลกเปลี่ยนข้อมูล ทำให้ความร่วมมือยังไม่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนในระดับพื้นที่ได้มากนัก และจำเป็นต้องได้รับการยกระดับให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น
ผลกระทบของฝุ่น PM2.5 ไม่ได้หยุดอยู่ที่ท้องฟ้าหรือทัศนวิสัย แต่สะท้อนลงสู่สุขภาพของผู้คนอย่างเป็นรูปธรรม รายงานการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพในระดับภูมิภาคชี้ว่า ประเทศในอาเซียนหลายประเทศ (รวมถึงไทย) มีจำนวนผู้เสียชีวิตที่เชื่อมโยงกับมลพิษ PM2.5 อยู่ในระดับหลักหมื่นรายต่อปี โดยอินโดนีเซียมีตัวเลขสูงถึงประมาณ 129,300 รายต่อปี ขณะที่ประเทศไทยอยู่ที่ราว 53,400 รายต่อปี ตัวเลขเหล่านี้ตอกย้ำว่าฝุ่นไม่ใช่เพียงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมหรือคุณภาพชีวิต แต่เป็นปัจจัยเสี่ยงร้ายแรงต่อสุขภาพของประชาชน และเป็นภาระเชิงโครงสร้างต่อระบบสาธารณสุขในระยะยาว
สถานการณ์คุณภาพอากาศในเมืองใหญ่สะท้อนปัญหานี้ได้อย่างชัดเจน กรุงเทพฯ เคยเผชิญกับค่าฝุ่น PM2.5 ที่สูงเกินมาตรฐานหลายครั้งในช่วงปี 2025 ถึง 2026 โดยบางวันมีค่าเฉลี่ยสูงถึง 60–90 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งเกินกว่ามาตรฐานของประเทศไทยที่กำหนดไว้ไม่เกิน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้หลายพื้นที่ในเมืองหลวงถูกจัดอยู่ในระดับที่เริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน
ข้อมูลจากระบบติดตามของ GISTDA ยังพบว่าในเดือนมกราคม 2569 จังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศมีระดับ PM2.5 อยู่ในช่วงประมาณ 20–46 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร พื้นที่อย่างปราจีนบุรี ปัตตานี และพระนครศรีอยุธยา แม้บางช่วงจะใกล้เกณฑ์ปลอดภัย แต่ก็มีหลายพื้นที่ที่ยังเกินค่ามาตรฐานอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความจำเป็นของการเฝ้าระวังที่ไม่อาจผ่อนคลายได้
เมื่อมองไปข้างหน้า ปัญหานี้มีแนวโน้มซับซ้อนยิ่งขึ้นจากผลของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คลื่นความร้อนที่ถี่และยาวนานขึ้นอาจซ้ำเติมการสะสมของฝุ่นในบรรยากาศ งานประเมินหลายชิ้นคาดการณ์ว่า แม้ระดับ PM2.5 โดยเฉลี่ยอาจมีแนวโน้มลดลงจากมาตรการควบคุม แต่จำนวนผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศในอาเซียนอาจเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 10% ภายในปี 2050 เนื่องจากสภาพอากาศที่เอื้อต่อการเกิดและการคงอยู่ของฝุ่นมากขึ้น ภายใต้ความท้าทายเหล่านี้
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “วันนี้ฝุ่นเท่าไร” แต่คือ “ฝุ่นมาจากไหน และกำลังจะไปที่ใด” เครื่องวัดฝุ่นภาคพื้นดินอาจตอบคำถามแรกได้ดี แต่ไม่สามารถอธิบายเส้นทางการเดินทางของควันไฟข้ามพรมแดนได้
และตรงจุดนี้เองที่เทคโนโลยีอวกาศเข้ามาเปลี่ยนวิธีคิดในการจัดการปัญหาอย่างสิ้นเชิง การมองโลกจากเบื้องบนทำให้เราเห็นสิ่งที่พื้นดินไม่อาจมองเห็น นั่นคือความเชื่อมโยงของแหล่งกำเนิด ลมมรสุม และผลกระทบที่เกิดขึ้นพร้อมกันในหลายประเทศ
เมื่อฝุ่นไร้พรมแดน ไทยจึงต้องมองจากอวกาศ ก้าวสำคัญสู่การแก้ปัญหาหมอกควันระดับอาเซียน
ประเทศไทยมี GISTDA เป็นหน่วยงานหลักในการใช้ข้อมูลดาวเทียมเพื่อทำความเข้าใจปัญหานี้อย่างเป็นระบบ ภาพถ่ายจากอวกาศช่วยระบุจุดความร้อนจากการเผาไหม้ได้อย่างแม่นยำ แม้ในพื้นที่ป่าลึกหรือแนวชายแดนที่เข้าถึงยาก เมื่อข้อมูลเหล่านี้ถูกรวมเข้ากับข้อมูลอุตุนิยมวิทยา ก็ทำให้สามารถติดตามการเคลื่อนตัวของกลุ่มควันได้อย่างชัดเจนว่า ลอยจากพื้นที่หนึ่ง ข้ามไปยังอีกพื้นที่หนึ่งอย่างไร หลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์เหล่านี้ช่วยเปลี่ยนการถกเถียงจากความรู้สึกและข้อกล่าวหา ไปสู่การพูดคุยบนฐานข้อมูลที่ตรวจสอบได้
ทำไมต้องใช้อวกาศแก้ปัญหาฝุ่น?
การที่ประเทศไทยได้รับเลือกเป็น ประธานคณะอนุกรรมการด้านวิทยาศาสตร์และเทคนิค (Scientific and Technical Subcommittee: STSC) ภายใต้คณะกรรมการว่าด้วยการใช้อวกาศส่วนนอกในทางสันติแห่งสหประชาชาติ (COPUOS) ถือเป็นก้าวย่างสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของไทย คำถามคือ อวกาศช่วยเราได้อย่างไร?
1. ตาที่มองเห็นความจริง (Satellite Monitoring) เซนเซอร์ภาคพื้นดินอาจบอกได้ว่า "ตอนนี้ฝุ่นเยอะ" แต่บอกไม่ได้ว่า "ฝุ่นมาจากไหน" ดาวเทียมสำรวจจึงทำหน้าที่เหมือน "ตาที่สาม" จากนอกโลก:
• ระบุจุดความร้อน (Hotspots): เห็นพิกัดการเผาไหม้ที่แม่นยำ แม้ในป่าลึกที่คนเข้าไม่ถึง
• ติดตามการเคลื่อนที่ของกลุ่มควัน: เห็นเส้นทางการแพร่กระจายของกลุ่มควันจากแหล่งกำเนิดไปยังปลายทางอย่างชัดเจนว่ากลุ่มควันลอยจากจุด A ข้ามพรมแดนไปจุด B อย่างไร ทำให้สนับสนุนการเจรจาระหว่างประเทศด้วยมีหลักฐานเชิงประจักษ์ (Scientific Evidence)
2. การพยากรณ์ล่วงหน้า (Modeling & Prediction) ข้อมูลจากดาวเทียมเมื่อนำมาประมวลผลร่วมกับข้อมูลอุตุนิยมวิทยา จะช่วยให้เราสร้างแบบจำลองสถานการณ์ฝุ่นล่วงหน้าได้ ทำให้หน่วยงานรัฐสามารถประกาศเตือนภัย และบริหารจัดการการเผา (Management Burning) ในช่วงเวลาที่อากาศเปิดไม่ปิดได้ดียิ่งขึ้น
จาก "ข้อมูล" สู่ "ความร่วมมือ" (Science Diplomacy)
ความท้าทายที่สุดของเรื่องนี้ไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือ การทูต (Diplomacy)
การที่ไทยผลักดันเรื่องนี้ในเวที UNCOPUOS และอาเซียน หมายความว่าเรากำลังจะเปลี่ยนการกล่าวหากัน เป็นการ "แบ่งปันข้อมูล":
• สร้างมาตรฐานข้อมูลดาวเทียมชุดเดียวกันที่ทุกประเทศยอมรับ
• ช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านด้วยข้อมูลจุดความร้อน เพื่อให้เขาสามารถเข้าดับไฟได้ทันท่วงที
• ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นตัวกลางในการเจรจา เพื่อลดความขัดแย้งทางการเมือง
แนวคิดนี้สอดคล้องกับแนวทางในหลายประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกาที่ใช้ข้อมูลดาวเทียมของ NASA ติดตามควันไฟป่าข้ามรัฐ สหภาพยุโรปที่พัฒนา Copernicus Atmosphere Monitoring Service เพื่อสร้างมาตรฐานข้อมูลคุณภาพอากาศร่วมกัน หรือญี่ปุ่นที่นำข้อมูลจากดาวเทียมของ JAXA มาผสานกับระบบเตือนภัยระดับเมืองแบบเรียลไทม์
สิ่งที่ประเทศเหล่านี้มีเหมือนกันไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีขั้นสูง แต่คือการยอมรับว่าข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมต้องถูกแบ่งปัน เพราะมลพิษไม่เคยหยุดอยู่ในอาณาเขตของใคร การที่ประเทศไทยก้าวขึ้นมามีบทบาทด้านวิทยาศาสตร์และเทคนิคในเวทีระหว่างประเทศอย่าง UNCOPUOS จึงมีความหมายมากกว่าภาพลักษณ์ทางการทูต แต่คือโอกาสในการผลักดันให้วิทยาศาสตร์กลายเป็นภาษากลางของการเจรจา และเป็นเครื่องมือสร้างความร่วมมือที่แท้จริงในภูมิภาค
ท้ายที่สุด เรื่องของฝุ่นและอวกาศไม่ได้ไกลตัวอย่างที่คิด เพราะมันเชื่อมโยงโดยตรงกับลมหายใจ สุขภาพ เศรษฐกิจ และความยั่งยืนของชีวิตในระยะยาว อากาศที่สะอาดหมายถึงค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่ลดลง เมืองที่น่าอยู่ และการพัฒนาที่ไม่ต้องแลกด้วยปอดของผู้คน เมื่อมองโลกจากอวกาศ เราจะไม่เห็นเส้นแบ่งประเทศ เราจะเห็นเพียงโลกสีครามใบเดียวที่ถูกห่อหุ้มด้วยชั้นบรรยากาศบาง ๆ ชั้นเดียวกันนั้นเองที่เราทุกคนใช้หายใจ และไม่มีใครเป็นเจ้าของมันเพียงลำพัง ฝุ่นอาจไร้พรมแดน แต่ถ้าเราเลือกใช้วิทยาศาสตร์และความร่วมมือเป็นเข็มทิศ ลมหายใจที่สะอาดกว่านี้ก็ไม่ใช่ความหวังที่ไกลเกินเอื้อม
โลกใช้ “อวกาศ” แก้ฝุ่นอย่างไร
ไทยไม่ได้เดินอยู่ลำพังบนเส้นทางนี้ เพราะหลายประเทศใช้เทคโนโลยีอวกาศเป็นเครื่องมือหลักในการจัดการมลพิษทางอากาศ
- สหรัฐอเมริกา มี NASA กับระบบติดตามควันไฟป่า
NASA ใช้ข้อมูลจากดาวเทียม Terra และ Aqua
เพื่อติดตามไฟป่าและการแพร่กระจายของ PM2.5 แบบข้ามรัฐ ข้อมูลถูกใช้ทั้งในเชิงสาธารณสุข การบิน และการบริหารจัดการภัยพิบัติ
- สหภาพยุโรปกับ Copernicus Atmosphere Monitoring Service
โครงการ Copernicus ของ ESA
สร้างมาตรฐานข้อมูลคุณภาพอากาศระดับทวีป ทุกประเทศสมาชิกใช้ “ข้อมูลชุดเดียวกัน” ลดการโต้แย้ง และเพิ่มความร่วมมือเชิงนโยบาย
- ญี่ปุ่น: JAXA กับการเชื่อมข้อมูลอวกาศสู่ท้องถิ่น
ญี่ปุ่นใช้ข้อมูลดาวเทียมร่วมกับ AI คาดการณ์ PM2.5 ในระดับเมือง และเชื่อมต่อกับระบบเตือนภัยประชาชนโดยตรง
บทเรียนสำคัญในเรื่องนี้ก็คือ แค่เทคโนโลยีอย่างเดียวไม่พอ แต่ “การแชร์ข้อมูล” คือหัวใจของความสำเร็จ


