ไทยลุยเฟส 2 ASEAN Power Grid ส่งไฟฟ้าสะอาด 200 MW ดันขายไฟ 4 ชาติ
ไทยเจ้าภาพถก LTMS-PIP ดันเฟส 2 ส่งไฟลาว-สิงคโปร์ 200 MW พร้อมเซ็นสัญญาค่าผ่านทาง ตอกย้ำศูนย์กลาง ASEAN Power Grid สร้างความมั่นคงพลังงานภูมิภาค
กระทรวงพลังงานเดินหน้ายุทธศาสตร์พลังงานอาเซียน เป็นเจ้าภาพประชุม LTMS-PIP ครั้งที่ 36 ดันโครงการซื้อขายไฟฟ้าพหุภาคีเฟส 2 อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมลงนามสัญญาค่าผ่านทาง (Wheeling Charge) ยืนยันบทบาทไทยในฐานะ "ศูนย์กลางการเชื่อมโยงพลังงาน" ของภูมิภาค
ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะทำงานโครงการบูรณาการด้านไฟฟ้าระหว่าง สปป.ลาว ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ (LTMS-PIP Working Group) ครั้งที่ 36 ณ สำนักงานใหญ่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยมี นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงพลังงานของทั้ง 4 ประเทศ ร่วมหารือเพื่อขับเคลื่อนโครงการเข้าสู่เฟสที่ 2
ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม: ลงนามสัญญาซื้อขายไฟข้ามแดน
ไฮไลต์สำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือการลงนามใน สัญญาค่าส่งผ่านไฟฟ้า ภายใต้โครงการ LTMS-PIP ระหว่าง 3 หน่วยงานรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าชั้นนำ ได้แก่
- การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT)
- การไฟฟ้ามาเลเซีย (Tenaga Nasional Berhad : TNB)
- การไฟฟ้าลาว (Electricité du Laos: EDL)
การลงนามดังกล่าวถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะปลดล็อกให้เกิดการซื้อขายไฟฟ้าจริงในเฟสที่ 2 ซึ่งสะท้อนถึงความพร้อมและความร่วมมือที่แน่นแฟ้นในการผลักดัน โครงข่ายสายส่งไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) ให้เกิดขึ้นจริง
เจาะลึกระบบ “ซื้อขายไฟฟ้าข้ามประเทศ” (Cross-Border Power Trading)
โครงการ LTMS-PIP ถือเป็นโมเดลต้นแบบการซื้อขายไฟฟ้าพหุภาคี (Multilateral Power Trade) แห่งแรกของอาเซียนที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงถึง 4 ประเทศ โดยมีกลไกการทำงานดังนี้:
ต้นทาง (Source) : พลังงานไฟฟ้าสะอาดผลิตจาก โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำใน สปป.ลาว
ทางผ่าน (Wheeling Countries) : ไฟฟ้าจะถูกส่งผ่านระบบสายส่งแรงดันสูงข้ามพรมแดน โดยไหลผ่าน ประเทศไทย ลงไปยัง ประเทศมาเลเซีย
ปลายทาง (Off-taker) : ผู้รับซื้อปลายทางคือ ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งมีความต้องการใช้พลังงานสะอาดเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
พัฒนาการของปริมาณการส่งไฟฟ้า
จุดเริ่มต้น (LTM-PIP): เริ่มต้นปี 2562 เชื่อมโยง 3 ประเทศ (ลาว-ไทย-มาเลย์) ปริมาณ 100 เมกะวัตต์
เฟส 1 (LTMS-PIP): ขยายสู่สิงคโปร์ในปี 2565 ปริมาณ 100 เมกะวัตต์
เฟส 2 (ปัจจุบัน): เพิ่มปริมาณเป็น 200 เมกะวัตต์ เพื่อรองรับความต้องการที่มากขึ้น
ไทยได้อะไรจากโครงการนี้?
นอกจากบทบาทผู้นำในการเชื่อมโยงพลังงานแล้ว ประเทศไทยยังได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยตรงในรูปแบบของ "ค่าธรรมเนียมการส่งผ่านไฟฟ้า" (Wheeling Charge) ซึ่งเป็นรายได้จากการให้บริการใช้โครงข่ายสายส่งของไทยในการส่งผ่านไฟฟ้าจากลาวไปมาเลเซีย โดยไม่ต้องลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าใหม่เพิ่ม แต่เป็นการบริหารจัดการทรัพยากรโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ให้เกิดมูลค่าสูงสุด
การขยายผลสู่เฟส 2 และแผนงานในอนาคตที่ได้หารือกันในการประชุมครั้งนี้ จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน (Energy Security) ให้กับภูมิภาค และเป็นรากฐานสำคัญสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนของอาเซียนในระยะยาว


